โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'บริษัทจัดฉากคอนเทนต์' กรณีฉาวโซเชียลจากจีนถึงไทย จ้างครีเอเตอร์เรียกคะแนนสงสารเพื่อต้มคนดู

The Better

อัพเดต 25 พ.ค. เวลา 11.39 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. เวลา 12.10 น. • THE BETTER
ความเห็นแก่ได้ของ'คอนเทนต์หิวเงิน'จากจีนถึงไทย ครีเอเตอร์บงการอารมณ์คนเพื่อต้มคนดู

'คอนเทนต์หิวเงิน' หรือ 'คอนเทนต์หิวแสง' กำลังระบาดหนักในจีน จนกลายเป็นเรื่องใหญ่เมื่อสัปดาห์ก่อน และตอนนี้กำลังเกิดเรื่องคล้ายๆ กันในเมืองไทยในเวลาไล่เลี่ยกัน

แต่ก่อนอื่นผมต้องขอเท้าความ "เบื้องหลังสถานการณ์" ในเมืองไทยก่อน

ตอนนี้เกิดขึ้นอื้อฉาวในวงคอนเทนต์ครีเอเตอร์เมืองไทย เมื่อช่อง 'ครอบครัวบิ๊กบอส' ซึ่งประกอบไปด้วย พ่อ (ไรเดอร์) แม่ (แม่บ้าน) และลูก ซึ่งโด่งดังมียอดวิวเป็นล้านจากการทำคลิปเล่าชีวิตประจำวันของไรเดอร์หาเช้ากินค่ำกับครอบครัวเล็กๆ ของเขา จนได้รับความเห็นใจและสงสารของผู้ชมเป็นจำนวนมาก และนำมาซึ่งยอดวิวและรายได้ต่อเนื่อง

แต่ต่อมา 'ครอบครัวบิ๊กบอส' ได้รับการติดต่อจากเอเจนซี่ (ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเป็นทุนจีน) ให้มาทำงานร่วมกันโดยแบ่งรายได้จากการทำคลิป แต่เอเจนซี่ดังกล่าวทำดารเขียนบท 'ดราม่า' ให้กับครอบครัวนี้ นำไปสู่คลิปเจ้าปัญหาที่แม่บ้านเอาแต่นอนไม่ช่วยเหลือสามี และยังกินอาหารแพงๆ ทำให้ผู้ชมต่อว่าและกลายเป็นไวรัล แน่นอนว่า ทำให้ยอดวิวพุ่งหลักสิบล้าน

'ครอบครัวบิ๊กบอส' เผยว่าหลังจากคลิปกลายเป็นไวรัล ก็ได้รับค่าจ้างจากเอเจนซี่ 20,000 บาทต่อเดือน แต่ต้องปล่อยให้เอเจนซี่เขียนบทให้และบริหารช่องให้ ทำให้ช่องของพวกเขามีคอนเทนต์ที่ดราม่าและมีเอนเกจเมนต์มากมายโดยเฉพาะใน TikTok แต่กระแสเป็นไปในทางลบต่อครอบครัว ทำให้พวกเขาเริ่มทนไม่ไหว

จนในที่สุด 'ครอบครัวบิ๊กบอส' ประกาศเลิกสัญญากับเอเจนซี่ แต่นั่นเป็นการละเมิดสัญญาเช่นกัน ทำให้ช่องของพวกเขาถูกเอเจนซี่ยึดไป ทำให้พวกเขาต้องออกมาร้องขอความเป็นธรรมผ่าน TikTok และทำให้สังคมรับรู้ถึงการมีอยู่ของ 'เอเจนซี่สีเทา' ที่เข้าไปบงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์ดังๆ เพื่อสร้างไวรัลที่ไม่ถูกต้องแล้วทำกำไรจากเรื่องนั้น

นี่เป็น 'สรุปข่าวโซเชียล' ที่กำลังเป็นเรื่องอื้อฉาวในเมืองไทย

เรื่องแบบเดียวกันเพิ่งเกิดขึ้นในจีน

เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคม มีข่าวใหญ่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียของจีน เกี่ยวข้องกับการจัดฉากสร้างคอนเทนต์เพื่อหวังเอนเกจเมนต์ โดยผู้ก่อเหตุเป็นผู้พิการทางสายตาเสียด้วย ยิ่งทำให้ประเด็นนี้เป็นเรี่องละเอียดขึ้นอีกหลายเท่า เพราะสังคมเริ่มเผชิญกับคอนเทนต์จอมปลอมและการใช้ "ปัจจัยเรื่องความสงสาร" มาสร้างไวรัลมากขึ้น

กรณีนี้เกิดขึ้นกับช่องที่ชื่อ 'เป้าเป้า หมางทู่' (抱抱盲兔) หรือ 'เสี่ยวเจียง' ซึ่งมีผู้ติดตามถึง 1.398 ล้านคน

'เป้าเป้า หมางทู่' หรือเสี่ยงเจียงเป็นหญิงสาวพิการทางสายตา (ตาบอด) เธอสูญเสียการมองเห็นในปี 2023 เนื่องจากเส้นประสาทตาฝ่ออันเกิดจากภาวะแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือดอักเสบในระบบ แต่ในปีนี้หรือ 3 ปีหลังจากสูญเสียการมองเห็น 'เป้าเป้า หมางทู่' ตัดสินใจลองเดินทางไกลเพียงลำพังโดยเดินทางกลับบ้านช่วงตรุษจีนด้วยรถไฟความเร็วสูง เธอได้รับความช่วยเหลือจากผู้คนมากมายระหว่างการเดินทาง และกลายเป็นคอนเทนต์ที่สร้างความประทับใจให้ชาวเน็ตจีนและทำให้เธอกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้คนติดตามมากมายในเวลาอันรวดเร็ว

หลังจากนั้นเธอยิ่งโด่งดังมากขึ้นจากการเดินทางเพียงลำพังจากเมืองอู๋ซีไปยังกว่างโจวโดยเครื่องบินในเดือนมีนาคม และเป็นอีกครั้งที่เธอได้รับความช่วยเหลือจากผู้คนตลอดเส้นทาง โดยเธอได้บันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดเอาไว้ในกล้องวิดิโอที่แขวนไว้ที่คอของเธอ คลิปแห่งความประทับใจในน้ำจิตน้ำใจของผู้คนต่อหญิงสาวตาพิการนี้ยิ่งทำให้ชาวเน็ตจีน 'ฟีลกู๊ด' กันเข้าไปใหญ่ มียอดวิวถึง 34 วิวและ 650,000 ไลค์ ณ วันที่ 10 มีนาคม

แต่ในขณะที่เธอกำลังเป็นดาวรุ่งของโลกโซเชียลอยู่นั่นเอง ก็มีคลิปหนึ่งปล่อยออกมา

ในคลิปนั้น 'เป้าเป้า หมางทู่' กำลังเดินทางอยู่ในกรุงปักกิ่งบนทางเท้าสำหรับผู้พิการทางสายตา แต่ระหว่างนั้นเธอถูกจักรยานไฟฟ้าที่ขี่อยู่บนทางเดียวกันชน ทำให้มือของเธอได้รับบาดเจ็บและไม้เท้าสีขาวนำทางของเธอกระเด็นหลุดมือ โดยที่ชายผู้ก่อเหตุไม่ได้ขอโทษ แต่กลับถามว่า "คุณไม่ดูทางบ้างเหรอ?" หลังจากที่หญิงสาวตอบว่า "ฉันกำลังเดินบนทางเท้าสำหรับผู้พิการทางสายตา" เขาจึงถามว่า "ทางเท้าสำหรับผู้พิการทางสายตาอะไรกัน?" ก่อนจะขับรถหนีไปจากที่เกิดเหตุ

หลังจากที่วิดีโอถูกโพสต์ ก็มีการแชร์และแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวเน็ต โดยบางความคิดเห็นรุนแรงมาก เรียกร้องให้ตามหาผู้กระทำผิดและ "ลงโทษอย่างหนัก" กลายเป็นไวรัลที่สะเทือนไปถึงสำนักงานตำรวจจราจรปักกิ่ง ซึ่งตอบสนองต่อการเรียกร้องของสังคมโดยติดต่อไปยังหญิงพิการทางสายตาเจ้าของช่อง

แต่แทนที่จะเรียกร้องเอาผิดกับชายคนก่อเหตุ หญิงสาวตอบกลับในภายหลังว่า "ขอบคุณสำหรับความห่วงใย ฉันได้รับการขอโทษจากผู้ที่เกี่ยวข้องเมื่อคืนนี้แล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ติดต่อฉันแล้ว"

หลังจากนั้นคลิปดังกล่าวก็ถูกลบไปจากช่องของเธอ นักข่าวสังเกตเห็นว่ามันหายไปเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม

แต่ก่อนที่คลิปจะหายไป สื่อจีนรายหนึ่งสังเกตเห็นว่าเด็กสาวคนนั้นเคยตอบกลับใต้คลิปวิดีโอว่า "ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงนะคะ วิดีโอนี้ถ่ายไว้นานแล้ว และมือของฉันก็ไม่เจ็บแล้วค่ะ ฉันได้รับการขอโทษจากผู้ที่เกี่ยวข้องเมื่อคืนนี้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ติดต่อฉันมาแล้วด้วยค่ะ"

ท่าทีของเธอถูกตั้งข้อสงสัยและมีการขุดคุ้ย ตำรวจก็ทำการสอบสวนเพิ่มเติมจนกระทั่งทราบว่า คลิปดังกล่าวเป็นการจัดฉากขึ้นมา โดยเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ตำรวจปักกิ่งออกแถลงการณ์ระบุว่า วิดีโอที่แสดงภาพ "คนตาบอดถูกจักรยานไฟฟ้าชนขณะเดินบนทางเท้าสำหรับผู้พิการทางสายตา และถูกคนขับดุด่า" เป็นฉากที่จัดฉากขึ้น ขณะนี้ บุคคลทั้งสองที่เกี่ยวข้องถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไว้เพื่อดำเนินคดีอาญาแล้ว

สำนักข่าว CCTV รายงานเป็นข่าวอาชญากรรมว่า "กรณีที่ 1: นายหลิว (ชาย อายุ 26 ปี) และนางเจียง (หญิง อายุ 24 ปี) เพื่อดึงดูดผู้ติดตาม สร้างความสนใจ และแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ได้จัดฉากวิดีโอปลอมริมถนนในเขตเฉาหยาง (ปักกิ่ง) โดยแสดงภาพคนตาบอดถูกจักรยานไฟฟ้าชนและถูกคนขับตำหนิ จากนั้นพวกเขาก็โพสต์วิดีโอลงบนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น ทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากเข้าใจผิดและก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบ บุคคลทั้งสองถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว"

ไม่เพียงเท่านั้น China News Network ยังรายงานว่า พบบริษัทแห่งหนึ่งในเมืองซีอัน ก่อตั้งขึ้นในเดือนมิถุนายน 2020 ด้วยทุนจดทะเบียน 3 ล้านหยวน โดยมีขอบเขตธุรกิจประกอบด้วยบริการไลฟ์สตรีมมิ่งส่วนบุคคลทางอินเทอร์เน็ต การเป็นตัวกลางในการแสดง และบริการเทคโนโลยีไลฟ์สตรีมมิ่งทางอินเทอร์เน็ต

พูดง่ายๆ คือเป็นเอเจนซี่ของอินฟลูฯ ทั้งหลาย

แต่ที่น่าตกใจก็คือ ก่อนหน้านี้สื่อได้ข้อมูลจากบุคคลผู้พิการทางสายตาหลายรายที่เปิดเผยว่า บริษัทดังกล่าวได้ออกประกาศรับสมัครงานสำหรับผู้พิการทางสายตา โดยระบุว่า "หวังว่าบุคคลผู้พิการทางสายตาจะให้ความร่วมมือกับแผนการถ่ายทำของทีม"

และอดีตพนักงานของบริษัทได้ยืนยันกับสื่อว่าธุรกิจดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการจัดฉากถ่ายคอนเทนต์

นี่ทำให้ผู้คนสงสัยว่ากรณีของ 'เป้าเป้า หมางทู่' เกี่ยวข้องกับบริษัทจัดฉากคอนเทนต์ด้วยหรือไม่? เพราะระยะหลังจีนพบกรณีจัดฉากสร้างคอนเทนต์ลวงโลกบ่อยครั้ง

ไม่ว่าจะเกี่ยวหรือไม่ก็ตาม กรณีของ 'เป้าเป้า หมางทู่' สร้างความกระทบกระเทือนใหญ่หลวงต่อสังคม

เพราะผู้คนรู้สึกถูกทรยศโดยคนที่พวกเขาคิดว่าลำบากกว่าตนแต่กลับเป็นคนที่หาประโยชน์จากความลำบากนั้น บางคนถึงกับบอกว่าเรื่องนี้ทำให้พวกเขาระแวงว่าคนไหนเป็นคนลำบากจริงหรือลำบากจัดฉาก คนไหนบอดจริงและน่าสงสารหรือคนไหนเป็นคนตาบอดที่เป็นนักแสดงในสังกัดของเอเจนซี่กันแน่ อย่างที่บทความของ The Paper ชี้ว่า "หลายคนฉโพสต์ข้อความไว้ใน WeChat Moments ว่า ในปัจจุบัน เมื่อพวกเขาเห็นข่าว พวกเขาต้องคิดทบทวนว่าข่าวนั้นจริงหรือเท็จ และรู้สึก "เหนื่อยหน่าย" มาก"

People's Daily มีบทความทัศนะว่า "ในยุคของวิดีโอสั้น ผู้สร้างคอนเทนต์ที่ต้องการเพิ่มการเข้าถึงและดึงดูดผู้ชมมากขึ้นต้องให้ความสำคัญกับความจริงใจ วิดีโอที่จัดฉากและปลอมแปลงนั้นใช้ประโยชน์จากความเห็นอกเห็นใจของสาธารณชนอย่างโหดร้าย ทำลายความไว้วางใจทางสังคมที่มีอยู่ และทำให้ผู้คนเกิดความสงสัยเมื่อเผชิญหน้ากับบุคคลที่อ่อนแออย่างแท้จริง ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ มันบั่นทอนความทุกข์ยากของผู้พิการ เปลี่ยนปัญหาที่น่าเป็นห่วงอย่างแท้จริง เช่น ทางเท้าที่ไม่เป็นระเบียบ ให้กลายเป็นความบันเทิง ซึ่งทำให้ทุกคนรู้สึกหดหู่"

การทำคอนเทนต์ทุกวันนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการ "แบ่งปัน" และ "บอกเล่า" เสียแล้ว แต่ขับเคลื่อนด้วยการ "หิวแสง" และ "หิวเงิน" เป็นสำคัญโดยการผลักดันของแพลตฟอร์มที่ขาดระบบคัดกรองที่ดี ทั้งยังปล่อยปละละเลยให้มีการสร้าง "คอนเทนต์ขยะ" มากมายเพื่อสร้างทราฟฟิกและเอนเกจเมนต์

เพราะความ "หิว" ของคอนเทนครีเอเตอร์มือสมัครเล่นเหล่านี้ ทำให้พวกลวงโลกมืออาชีพมีโอกาสในการล่อลวงสองต่อ หนึ่ง คือล่อลวงครีเอเตอร์ให้มาทำสัญญาปีศาจกับตน และ สอง ล่อลวงผู้ชมด้วยเนื้อหาที่ปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมา

กรณีในจีนนั้นเราสงสัยว่าอาจมี 'บริษัทจัดฉากคอนเทนต์' เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ในไทยนั้นค่อนข้างชัดแล้วว่าว่ามี 'บริษัทจัดฉากคอนเทนต์' เกี่ยวข้องและยังอาจมาจากจีนด้วย

ในจีนตอนนี้มี 'บริษัทจัดฉากคอนเทนต์' และการจัดฉากเองของครีเอเตอร์เกิดขึ้นบ่อยครั้ง กระนั้นก็ตาม เรื่องนี้ก็กลายเป็น "ไวรัลระดับชาติ" หลายครั้งด้วย ทำให้มีการติดตามกวาดล้างและตรวจสอบอย่างใกล้ชิดทั้งภาครัฐและภาคประชาชน

เมืองไทยควรติดตามสถานการณ์ในจีนเอาไว้ เพราะเป็นตัวอย่างในการบริหารจัดการ 'คอนเทนต์จัดฉาก' ที่อาจะผุดขึ้นอีกมากมายในวันข้างหน้า ในบ้านเมืองเรา

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - เจ้าของช่อง "เป้าเป้า หมางทู่" ภาพจากอินเทอร์เน็ต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...