TDRI ชี้ไทยเจอ 4 มรสุมโลกเขย่าเศรษฐกิจ จี้รัฐเร่งสร้าง “ฐานราก” เลิกหวังน้ำบ่อหน้า-ชูเอกชนทางรอดเดียว
ประธาน TDRI กางพิมพ์เขียวเศรษฐกิจไทยเตือน 4 ความเสี่ยงระเบิดเวลา "ภูมิรัฐศาสตร์-โลกเดือด-แรงงานหดตัว-AI ไล่ล่า" ชี้จุดตายประเทศไม่ใช่ไม่มีทางออกเชิงเทคนิค แต่ขาดผู้นำที่เข้าใจโลกและไร้แรงขับเคลื่อนปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง แนะถอดบทเรียนฟื้นฟูกิจการสายการบินแห่งชาติ เลิกพึ่งพานโยบายระยะสั้นหวังผลแค่การเลือกตั้ง
26 พฤษภาคม 2569 ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงาน “TRIAM UDOM Dinner Talk 2026 : เตรียมอุดมฯ คิด เศรษฐกิจพ้นภัย” จัดโดยสมาคมนักเรียนเก่าเตรียมอุดมศึกษา ในพระบรมราชูปถัมภ์ เผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญหน้ากับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ทั้งในแง่ของโอกาสทางธุรกิจและความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่อาจทำให้ประเทศสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันหากยังไม่มีการปรับตัวอย่างเร่งด่วน
ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนทิศ-เอกชนคือฮีโร่แบกเศรษฐกิจ
ดร.สมเกียรติ ระบุว่า โอกาสของประเทศไทยในปัจจุบันยังคงมีอยู่มาก โดยปัจจัยหนุนหลักมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ คล้ายคลึงกับในอดีตที่เคยเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น จนดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างให้ไทยกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรม
หากรอบนี้ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการและฉวยโอกาสได้ดี ก็จะสร้างการเติบโตระลอกใหม่ได้
นอกจากนี้ แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังคงขับเคลื่อนไปได้มาจากความแข็งแกร่งของภาคเอกชนและผู้ประกอบการไทยที่มีสมรรถนะสูง โดยขยายตัวจนเกิดอุตสาหกรรมดาวรุ่งและธุรกิจส่งออกที่สร้างรายได้เข้าประเทศในระดับโลก ได้แก่
- ธุรกิจบริการทางการแพทย์: การเติบโตของโรงพยาบาลเอกชนจนก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ของภูมิภาค
- ธุรกิจท่องเที่ยวและสันทนาการ: ประเทศไทยกลายเป็นหมุดหมายสำคัญ โดยเฉพาะการเป็นฐานการถ่ายทำภาพยนตร์ของต่างประเทศ สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก
- ธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป: การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ที่เติบโตจนครองตำแหน่งผู้ผลิตเบอร์ 2 ของโลก
4 ปัจจัยเสี่ยง "ระเบิดเวลา" ที่ไทยตามโลกไม่ทัน
ในด้านความเสี่ยง ประธาน TDRI เตือนว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วสูง แต่ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงจากการปรับตัวไม่ทันใน 4 เรื่องใหญ่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางธุรกิจและการใช้ชีวิตของประชาชนโดยตรง คือ
- ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics): สหรัฐฯ กีดกันทางการค้าผ่านกำแพงภาษี ขณะที่ยุโรปใช้มาตรการสิ่งแวดล้อมปกป้องตลาด และที่หนักที่สุดคือจีนซึ่งเผชิญภาวะสินค้าผลิตล้นเกิน จากการถูกกีดกันในตลาดตะวันตก จึงนำสินค้ามาดัมพ์ตลาดในไทยและอาเซียน ทำให้ธุรกิจท้องถิ่นหากินยากขึ้นและแข่งขันได้ยากมาก
- ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change): ปัจจุบันอุณหภูมิโลกสูงเกินเกณฑ์ก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมไปแล้ว 1.5เซลซียส ส่งผลให้กรุงเทพฯ และภาคกลางตอนล่างเสี่ยงอยู่ใต้น้ำทะเลในอีกไม่เกิน 25 ปี ข้างหน้า รวมถึงความเสี่ยงจากภัยน้ำท่วมรุนแรงที่มีฝนตกหนักเกิน 90 มิลลิเมตรติดต่อกัน 5 วัน ภัยแล้งจัดที่ฝนไม่ตกต่อเนื่องยาวนานกว่า 180 วัน และคลื่นความร้อนที่ทำให้การทำงานกลางแจ้งทำได้ยากมาก
- ความเสี่ยงจากปัญญาประดิษฐ์ (AI): เทคโนโลยี AI กำลังพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด โดยไม่ได้เข้ามาทดแทนเพียงแค่งานสายการผลิตขั้นพื้นฐานหรือแรงงานทั่วไปในระบบอุตสาหกรรมอีกต่อไป แต่กำลังเข้ามาทดแทนตำแหน่งงานในสำนักงานและปรับเปลี่ยนโลกการทำงานในระบบเสมียนทั้งหมด
- ความเสี่ยงจากสังคมสูงอายุขั้นสูง (Super-Aged Society): โครงสร้างประชากรของประเทศไทยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ โดยปัจจุบันมีประชากรที่มีอายุเกิน 100 ปี มากกว่า 40,000 คน และกลุ่มอายุ 90-99 ปี อีกนับแสนคนที่กำลังจ่อคิว ซึ่งหากไม่มีการบริหารจัดการที่ดีจะกลายเป็นภาระผูกพันด้านงบประมาณสวัสดิการและการขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง
แฉจุดตาย "รู้แต่ไม่ทำ" จี้เลิกออกนโยบายฉาบฉวยหวังผลเลือกตั้ง
ดร.สมเกียรติ ได้ชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถก้าวข้ามวิกฤตเชิงโครงสร้างได้ โดยระบุว่าเกิดจากปัญหาด้านผู้นำและบรรทัดฐานของสังคมที่ละเลยการแก้ไขปัญหาระยะยาว ปัจจุบันโจทย์การพัฒนาประเทศ เช่น การแก้กฎระเบียบ การลดคอร์รัปชัน หรือการยกระดับคุณภาพการศึกษา เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายรับรู้ตรงกัน แต่กลับไม่เคยประสบความสำเร็จในทางปฏิบัติเนื่องจากขาดความตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วน
"เรามักไม่อยากทำเรื่องพื้นฐาน แต่มักจะทำเรื่องระยะสั้น มองแค่ปีเดียว หรือมองแค่การเลือกตั้งรอบหน้า สิ่งที่ควรทำคือเรื่องที่สร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง และต้องทำด้วยความเร็วที่เรียกว่า Economy speed"
นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงบทเรียนความล้มเหลวของการแก้ไขปัญหาผ่านกรณีศึกษาของสายการบินแห่งชาติ (การบินไทย) ที่แม้จะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการจนดูเหมือนเริ่มกลับมาดีขึ้น แต่ในความเป็นจริงพบว่าเป็นการฟื้นฟูซ้ำซ้อนหลายครั้ง เปรียบเสมือนคนติดบุหรี่ที่พยายามเลิกหลายหนแต่ไม่สำเร็จจริง เนื่องจากขาดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและโครงสร้างการบริหารจัดการจากต้นตอ
"ปีที่แล้วมีตัวอย่างเรื่อง การบินไทย ที่ล้มไปแล้วฟื้นขึ้นมาได้ แต่ถ้าดูประวัติจริง ๆ การบินไทยไม่ได้ฟื้นรอบแรก ทำมาแล้ว 2 รอบ คล้ายกับคนติดบุหรี่ที่บอกว่าเลิกบุหรี่ง่ายมาก เลิกมาแล้ว 10 ที ซึ่งถ้าเลิก 10 ทีแปลว่าเลิกไม่ได้จริง ๆ"
ประธาน TDRI สรุปว่า ทางออกเชิงเทคนิคในการขับเคลื่อนตัวเลขเศรษฐกิจ เช่น การผลักดันให้ตัวเลข GDP เติบโตจาก 2.3% ไปสู่ระดับ 5% นั้น มีสูตรสำเร็จและวิธีทำพร้อมอยู่เสมอ แต่อุปสรรคที่แท้จริงคือความเข้าใจของผู้นำและชนชั้นนำต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมถึงความเฉื่อยชาของภาคสังคมที่เริ่มยอมรับความผิดปกติขององค์กรอิสระและการทุจริตคอร์รัปชันจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา
การอยู่รอดของเศรษฐกิจไทยในอนาคตจึงไม่สามารถพึ่งพาเพียงแต่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นหรือรอคอยความโชคดีได้อีกต่อไป หากแต่ต้องปรับวัฒนธรรมการทำงานของทั้งภาครัฐและเอกชนให้มุ่งเน้นการสร้างสมรรถนะ มีการวัดผลสัมฤทธิ์ของงานที่ชัดเจนในทุกวันเช่นเดียวกับมาตรฐานของบริษัทเทคโนโลยีและสถาบันการเงินระดับโลก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบเศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน