โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บ้านใหม่ราคาขึ้น ดันคนแห่ซบบ้านมือสอง REIC ชี้ปลดล็อก LTV-ลดค่าโอน พยุงอสังหาฯ ปี 69

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ เผย ไตรมาส 1/69 ยอดโอนอสังหาฯ รวมโต 11.2% จากมาตรการ LTV -ลดค่าโอนจดจำนอง ชี้บ้านใหม่ราคาขึ้นคนเน้นซื้อบ้านมือสอง คาดทั้งปี 69 ยอดโอนติดลบ 1.1% หวังมาตรการรัฐช่วยหนุน ด้านแบงก์แห่แข่งตลาดรีไฟแนนซ์

27 พ.ค. 2569 นายณรงค์พล ประภานิรินธน์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานการตลาด รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวมของไตรมาส 1 ปี 2569 ด้านอุปสงค์ สะท้อนผ่านตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์ที่มีทิศทางเพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณ แต่เติบโตเพียงเล็กน้อยในเชิงมูลค่า โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 72,583 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.2% มูลค่า 187,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% โดยกรุงเทพมหานคร ยังคงครองส่วนแบ่งสูงสุดด้วยจำนวน 17,746 หน่วย หรือเพิ่มขึ้น 11.1% มูลค่า 64,952 ล้านบาท ลดลง 4.5%

“เป็นที่น่าสังเกตว่าพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาคมีกลุ่มจังหวัดที่มีการขยายตัวด้านอุปสงค์ ประกอบด้วย จังหวัดขอนแก่น มีจำนวนหน่วย 1,646 หน่วย เพิ่มขึ้นถึง 30.3% และมูลค่า 3,145 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.0% ขณะที่ ระยองมีจำนวน 2,691 หน่วย เพิ่มขึ้น 24.0% และมูลค่า 5,745 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.2% นอกจากนี้ ยังมีจังหวัดภูเก็ต ที่มีมูลค่าการโอนขยายตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในประเทศ โดยมีจำนวนหน่วย 2,548 หน่วย เพิ่มขึ้น 17.9% มูลค่า 10,365 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.9% สะท้อนถึงการโอนกรรมสิทธิ์ในกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาสูงหรือกลุ่ม Luxury ในพื้นที่ดังกล่าว”

สำหรับการโอนกรรมสิทธิ์ในพื้นที่กรุงเทพฯ พบว่า จำนวนหน่วยเพิ่มขึ้นแต่มูลค่าลดลง โดยมีจำนวน 17,746 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.1% มูลค่า 64,952 ล้านบาท ลดลง 4.5% ส่วนพื้นที่ปริมณฑลที่ยังขยายตัวและรักษาระดับเป็นบวกได้ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า ประกอบด้วยจังหวัดนนทบุรี มีจำนวน 3,961 หน่วยเพิ่มขึ้น 15.3% มูลค่า 11,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5% และ จังหวัดปทุมธานี มีจำนวน 4,915 หน่วย เพิ่มขึ้น 6.7% และมูลค่า 10,491 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7%

นายณรงค์พล เปิดเผยต่อว่า นอกจากนี้ ยังพบว่าในไตรมาส 1 ปี 2569 สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ด้านจำนวนหน่วยบ้านมือสองมีสัดส่วน 67% ขณะที่บ้านสร้างใหม่มีสัดส่วนเพียง 33%

โดยกลุ่มราคาที่มีทิศทางเป็นบวก หรือเป็นกลุ่มราคาที่ยังคงขยายตัวได้ดีและเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดในไตรมาส 1 ปี 2569 คือ

กลุ่มราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท โดยมีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์รวม 69,447 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.7% มูลค่ารวม 141,242 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.5% เป็นการโอนกรรมสิทธิ์บ้านสร้างใหม่ 21,990 หน่วย เพิ่มขึ้น 8.7% มูลค่า 61,716 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% บ้านมือสอง 47,457 หน่วย เพิ่มขึ้น 14.7%% มูลค่า 79,526 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.5%

“เราพบว่าพฤติกรรมการซื้อที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่เน้นความใหญ่โตหรูหรา มาเป็นการซื้อตามความจำเป็นและสอดคล้องกับงบประมาณมากขึ้น โดยบ้านมือสองกลายเป็นทางเลือกหลักเพราะบ้านมือสองมีเสน่ห์ตรงที่มีการสะท้อนราคาต้นทุนเดิมไว้แล้ว นอกจากนี้ยังอยู่ในทำเลที่ดีกว่าหรือใจกลางเมืองที่ปัจจุบันหาพื้นที่พัฒนาโครงการใหม่ได้ยาก หรือหากมีโครงการใหม่ก็มักจะอยู่ไกลออกไปและเดินทางไม่สะดวก”

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า กลุ่มที่อยู่อาศัยระดับราคาสูงเกินกว่า 7 ล้านบาทขึ้นไป ประสบภาวะหดตัวในด้านจำนวนหน่วยอย่างชัดเจนทั้งประเภทบ้านใหม่และบ้านมือสอง โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์รวม 3,136 หน่วย ลดลงร้อยละ 14.8% มูลค่ารวม 45,940 ล้านบาท ลดลง 16.3%

“ไตรมาส 1 ตัวเลขการโอนที่เติบโตได้ดี 11% โดยเฉพาะกลุ่มบ้านราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท มาจากผลของมาตรการของรัฐฯ 2 ส่วนสำคัญ คือมาตรการเรื่องของการผ่อนคลายฝั่ง LTV ซึ่งตอนนี้ธปท. ก็ได้ขยายมาตรการดังกล่าวออกไปเพื่อช่วยพยุงตลาดอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ยังรวมถึงมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ซึ่งคาดว่ารัฐบาลจะยังต่ออายุมาตรการดังกล่าวออกไปหลังจากที่จะหมดอายุในสิ้นเดือน มิ.ย. 2569 นี้ ส่วนสาเหตุที่บ้านราคาสูงกว่า 7 ล้านบาทชะลอลงมาจากมาตรการคุมเข้มทุนจีนเทา ทำให้ยอดขายในกลุ่มบ้านหรูเริ่มชะลอตัว”

ด้านการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดต่างชาติ พบว่ามีการหดตัวสวนทางกับภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์อย่างชัดเจน ในไตรมาส 1 ปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติจำนวน 3,241 หน่วย ลดลง 17.3% มูลค่า 13,464 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 17.9% ซึ่งการโอนกรรมสิทธิ์ของคนต่างชาติยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยมีส่วนแบ่ง 13.6%ของหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งหมด ด้านมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติครองส่วนแบ่ง 23.9% ของมูลค่าโอนห้องชุดทั้งหมด

โดยกลุ่มสัญชาติทีมีการโอนกรรมสิทธิ์สูงสุด 3 อันดับแรก ประกอบด้วย

  • จีน มีการโอนกรรมสิทธิ์สูงสุด จำนวน 906 หน่วย ลดลง 38.8% และมูลค่า 3,493 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 42.9%
  • รัสเซีย เป็นสัญชาติที่มีการเติบโตสวนกระแสภาพรวมอย่างชัดเจน และครองอันดับ 2 มีจำนวน 383 หน่วย เพิ่มขึ้น 33.0% มูลค่า 1,665 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68.7%
  • พม่า ขึ้นมาเป็นกลุ่มผู้ซื้อในอันดับ 3 ทั้งด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า โดยมีจำนวน 279 หน่วย ลดลง 36.4% มูลค่า 968 ล้านบาท ลดลง 39.0%

ทั้งนี้ พื้นที่ยอดนิยมของชาวต่างชาติยังคงกระจุกตัวอยู่ในเมืองท่องเที่ยวละศูนย์กลางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย

  • กรุงเทพมหานคร มูลค่าสูงสุด 6,138 ล้านบาท คิดเป็น 45.6% ของตลาดต่างชาติรวม
  • จังหวัดชลบุรี ครองส่วนแบ่งจำนวนหน่วยโอนสูงสุด มีจำนวน 1,167 หน่วย หรือ 36.0%
  • จังหวัดภูเก็ต โดดเด่นที่สุดในด้านการเติบโตของมูลค่าโดยพุ่งสูงถึง 34.9% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาสูงหรือกลุ่ม Luxury

นายณรงค์พล เปิดเผยว่า ด้านสถานการณ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยเริ่มส่งสัญญาณการกลับมาฟื้นตัวเป็นบวกหลังจากเผชิญภาวะหดตัวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2566 โดยในไตรมาส 1 ปี 2569 มีมูลค่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศ รวม 121,557 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.1% ส่งผลให้ภาพรวมยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลคงค้างรวมทั้งระบบอยู่ที่ 5,137,832 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4%

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดขณะนี้ คือ การขยายตัวอย่างมากของตลาดรีไฟแนนซ์" (Refinance) โดย ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่จึงหันมาเน้นการปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยใช้วิธีเลือกลูกค้าที่มีประวัติการผ่อนชำระดีอยู่แล้วจากสถาบันการเงินอื่นเพื่อนำมารีไฟแนนซ์

“ปัจจุบันสัดส่วนของการกู้เพื่อรีไฟแนนซ์ในระบบขยับขึ้นมาอยู่ที่ 14% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด หากย้อนกลับไปในปี 2561 สัดส่วนนี้เคยอยู่ที่เพียง 6% เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าตลาดรีไฟแนนซ์ขยายตัวขึ้นถึง 2 เท่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่การแข่งขันในตลาดสินเชื่อบ้านยังรุนแรงขึ้นเนื่องจากสินเชื่อประเภทอื่นมักจะติดลบ ทำให้ธนาคารต่างๆ แห่มาแข่งขันในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยซึ่งมีหลักประกันมั่นคงโดยมีการออกแคมเปญดอกเบี้ยต่ำเพื่อดึงดูดลูกค้ารีไฟแนนซ์”

สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2569 แม้จะมีทิศทางปรับตัวลดลง จากปัจจัยความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้เกิดวิกฤตด้านพลังงาน แต่ยังคงมีตัวแปรในเชิงบวก ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยปรับลดลงน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม

โดยมีปัจจัยจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประมาณการเติบโตของ GDP โดยคาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 – 2.5% ซึ่งเกิดจากมาตรการทางการคลัง อาทิ การจัดทำพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฯ 400,000 ล้านบาท และการขยายมาตรการ LTV ของ ธปท.

ด้วยปัจจัยสนับสนุนดังกล่าว REIC จึงปรับประมาณการใหม่ภายใต้กรอบปัจจัยและตัวแปรต่าง ๆ โดยคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 312,814 หน่วย ลดลงร้อยละ 1.1% และมีมูลค่าประมาณ 845,235 ล้านบาท ลดลง 2.3%

นายณรงค์พล เปิดเผยว่า สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคาดว่าจะทำให้ราคาบ้านใหม่ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะถูกส่งผ่านไปยังราคาบ้าน โดยคาดการณ์ว่าราคาบ้านในอนาคตจะปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10%

“แม้ในไตรมาส 1 ปี 2569 ดัชนีราคาก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.2% เนื่องจากยังไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานอย่างเต็มที่ แต่คาดว่าผลกระทบที่แท้จริงจะเริ่มเห็นชัดเจนในไตรมาสที่ 2 โดยคาดว่าจะดัชนีราคาก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นเป็น 10% โดยต้นทุนที่สูงขึ้นประกอบกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงเกือบ 3% จะกระทบต่อความสามารถในการกู้เงินและการตัดสินใจซื้อของประชาชนด้วย”

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...