โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดตัวรายงาน “ปฏิบัติการไอโอภาคฤดูร้อน 2026” ชี้การโจมตีสื่อไทยกำลังเปลี่ยนจากบัญชีปลอมสู่เครือข่ายหลายชั้น-แนบเนียนขึ้น

iLaw

อัพเดต 28 พ.ค. เวลา 15.57 น. • เผยแพร่ 28 พ.ค. เวลา 02.52 น. • iLaw

27 พฤษภาคม 2569 ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) มูลนิธิสุรินทร์ พิศสุวรรณ องค์กร Stop Online Harm สำนักข่าว The Reporters จัดเสวนาเปิดตัวรายงาน “ปฏิบัติการไอโอภาคฤดูร้อน 2026: การโจมตีและลดทอนความน่าเชื่อถือสื่อมวลชนไทย” ที่ iLaw จัดทำขึ้น

ในช่วงแรกเป็นการเปิดตัวรายงานฉบับดังกล่าว โดยมี อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา บุศรินทร์ แปแนะ และศุภฤกษ์ เพ็ชรพล เป็นผู้นำเสนอ

รายงานฉบับนี้ศึกษาปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่เกิดขึ้นหลังเหตุลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.พรรคประชาชาติ ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงสาธารณะอย่างกว้างขวาง ภายหลังการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 โดยพล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4) กล่าวต่อหน้าสื่อมวลชนว่า“ถ้าผมทำ ผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก”

คำกล่าวของนรธิปสร้างความกังวลในสังคมและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง แต่หลังจากนั้น กระแสบนโซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งกลับมุ่งโจมตีผู้สื่อข่าวที่รายงานประเด็นนี้ โดยเฉพาะ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว The Reporters ที่กลายเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีออนไลน์

รายงานนี้ศึกษาการโจมตีข้ามแพลตฟอร์มบน Facebook และ X ระหว่างวันที่ 13-27 เมษายน 2569 โดยเริ่มเก็บข้อมูลจากคำว่า “นักข่าวสายโจร” และ “โฆษก BRN” ก่อนขยายชุดคำค้นด้วยการวิเคราะห์ความถี่ของคำและเรื่องเล่า (Narrative) ที่เกิดร่วมกัน เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างการกระจายข้อมูลและการโจมตีสื่อมวลชนในครั้งนี้

จากข้อมูลทั้งหมด 2,641 โพสต์ต้นทาง (Original posts) จาก 74 บัญชี รายงานชิ้นนี้คัดกรองชุดข้อมูลย่อยสำหรับการวิเคราะห์วาทกรรมข้ามแพลตฟอร์มเหลือ 73 โพสต์ จาก 34 บัญชี ซึ่งมีลักษณะเชื่อมโยงกันระหว่าง Facebook และ X และกล่าวถึงผู้สื่อข่าวโดยตรง ทั้งยังพบเรื่องเล่า 7 รูปแบบที่ใช้โจมตีผู้สื่อข่าว ได้แก่

  • การล้อเลียนเชิงชาติพันธุ์ (33%)

  • การโจมตีส่วนบุคคล (17%)

  • การโยงกับความไม่สงบชายแดนใต้ (12.3%)

  • การลดทอนความชอบธรรมของสื่อ กล่าวหาว่าเป็น “สื่อสวะ” (11.5%)

  • เนื้อหาผสมหลายเรื่องเล่า (10.5%)

  • การกล่าวหาว่าสื่อปล่อยข่าวปลอม (8.4%)

  • การปฏิเสธความเป็นชาติ (6.5%)

ในบรรดาเรื่องเล่าทั้งหมด “การโยงผู้สื่อข่าวเข้ากับความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้” เป็นรูปแบบที่สร้างเอนเกจเมนต์สูงที่สุด คิดเป็น 43.8% ของเอนเกจเมนต์ทั้งหมดในชุดข้อมูลย่อย

งานศึกษาชิ้นนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า การใช้งาน Facebook และ X ของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารมีบทบาทต่างกันอย่างชัดเจน โดยใช้ Facebook เป็นพื้นที่ “ปล่อยข่าวและปูเรื่องเล่า” ขณะที่ X ถูกใช้เพื่อเร่งการมองเห็น การติดแฮชแท็ก (hashtag) และการขยายประเด็นสู่สาธารณะวงกว้างมากขึ้น ทั้งพบว่าปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้ไม่ได้อาศัยเพียง “บัญชีปลอมจำนวนมาก” ดังที่เคยพบในอดีต แต่เริ่มมีลักษณะเป็นเครือข่ายหลายชั้นมากขึ้น และตั้งข้อสังเกตถึงเส้นแบ่งระหว่างปฏิบัติการจัดตั้ง (Organized activity) กับการมีส่วนร่วมโดยธรรมชาติ (Organic participation) ที่เริ่มพร่ามัวมากขึ้น ผ่านการรีแพ็ก ก่อนส่งต่อเนื้อหาผ่านเพจอินฟลูเอนเซอร์และเครือข่ายในประเด็นนั้นๆ จนไปถึงผู้ใช้งานทั่วไป จนทำให้เรื่องเล่า “บาง” แบบดูเหมือนเกิดเองตามธรรมชาติ

รายงานฉบับนี้ยังเชื่อมโยงกับข้อถกเถียงสาธารณะเรื่องปฏิบัติการ IO ของกองทัพไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลังศาลปกครองเคยวินิจฉัยว่าเอกสารคำสั่งปฏิบัติการ IO ของกองทัพ “มีอยู่จริง” แต่ยังไม่อาจชี้ได้ชัดว่าโพสต์หรือคอมเมนต์ของเจ้าหน้าที่เป็น “การกระทำของรัฐ” หรือเป็น “ความเห็นส่วนตัว” โดยในอดีต การทำงานของปฏิบัติการ IO เป็นไปในลักษณะการโพสต์ข้อมูลเดียวกัน ในเวลาใกล้เคียงกัน และบัญชีที่โพสต์เชื่อมโยงกัน

อรพิณเสริมว่า ปฏิบัติการ IO ระลอกนี้เป็นไปเพื่อการโจมตีและลดทอนความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชน โดยแตกต่างจากระลอกความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่มุ่งทำลายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน

อ่านรายงานเต็ม: ปฏิบัติการไอโอฤดูร้อน 2026”: การโจมตีและลดทอนความน่าเชื่อถือสื่อมวลชนไทย

จากนั้น เป็นการเสวนาเปิดตัวรายงานดังกล่าว โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวและผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters อังคณา นีละไพจิตร นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และสมาชิกวุฒิสภา สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้ก่อตั้ง Stop Online Harm ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ มูฮัมหมัดอลาดี เนงิ ประธานมูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (เข้าร่วมทางออนไลน์) และดำเนินรายการโดย ภาณุ วงศ์ชะอุ่ม

ฐปณีย์เปิดพฤติกรรมไอโอโจมตี-ด้อยค่า-กล่าวหาสนับสนุนแบ่งแยกดินแดน

การเสวนาเริ่มต้นจาก ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวและผู้ก่อตั้ง The Reporters ซึ่งเล่าถึงบริบทการโจมตีด้วยการใช้ปฏิบัติการ IO โดยเธอมองว่า รายงานฉบับนี้เป็นหนึ่งปรากฏการณ์จากปฏิบัติการ IO โดยต่อเนื่องจากสถานการณ์ช่วงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งอังคณา นีละไพจิตร และสุณัย ผาสุข ตกเป็นเป้าโจมตีของปฏิบัติการดังกล่าว โดยประสบการณ์ของฐปณีย์เผชิญกับวาทกรรม “โรฮิงแยม” ในช่วงการรายงานข่าวกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาเมื่อปี 2558 เธอจึงชวนตั้งข้อสังเกตว่า วาทกรรมเดิมในรอบ 11 ปีถูกนำกลับมาใช้โจมตีคนๆ เดิมได้อย่างไร และค้นหาด้วยว่า ใครมีชุดข้อมูลเหล่านี้ และนำมาใส่ร้ายป้ายสีได้ทุกครั้งที่ทำข่าว ทั้งที่เรื่องโรฮิงญาจบลงไปแล้ว

ฐปณีย์ยกกรณีศึกษาจากเพจ Truth of The Day ซึ่งเป็น 1 ใน 10 เพจที่เธอยื่นแจ้งความต่อสถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา เมื่อ 18 เมษายน 2569 เพจนี้ระบุว่าเป็นเพจข้อมูลข่าวสาร เขียนคำแนะนำตัว (Bio) ว่า “เรื่องราว ความจริงที่ชายแดนใต้” โดยก่อนหน้านี้เพจดังกล่าวโพสต์เนื้อหาโจมตีฐปณีย์จากการทำข่าวความคืบหน้าคดีตากใบ และผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ แต่ภายหลังจากที่สัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4 การโจมตีก็กลับมาอีกครั้ง เริ่มจากการโจมตีการรายงานข่าว จนถึงข้อกล่าวหาว่าเป็น “นักข่าวโจร” “โฆษก BRN” และสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่รุนแรง

เพจดังกล่าวเริ่มต้นการโจมตีภายหลังการสัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4 ไม่กี่ชั่วโมง และนับตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน - 25 พฤษภาคม 2569 เพจดังกล่าวโพสต์ข้อความใส่ร้ายฐปณีย์อย่างน้อย 12 ครั้ง โดยเริ่มจากการโจมตีด้วยการบิดเบือนหน้าที่ของสื่อมวลชน และค่อยๆ โจมตีฐปณีย์ต่อการทำหน้าที่สื่อมวลชนในอดีตอย่างละเอียด

นอกจากนี้ เพจดังกล่าวยังโพสต์ภาพที่สร้างจาก AI เพื่อโจมตีในลักษณะที่รุนแรงทั้งต่อตัวฐปณีย์ และรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน โดยทำภาพบิดเบือนลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง ใช้ถ้อยคำที่หยาบคาย บิดเบือนการทำงานของสื่อมวลชน และเมื่อเธอยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองของสภาผู้แทนราษฎร แต่เพจดังกล่าวเผยแพร่เนื้อหาว่า เธอไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการดังกล่าว และคณะกรรมาธิการก็ได้มีหนังสือเชิญผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวไม่ได้เป็นสาธารณะ ลักษณะการโพสต์เช่นนี้เกิดขึ้นในอย่างน้อย 10 เพจ และยังมีเพจอื่นๆ อีก และการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นนานนับเดือนตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2569

ฐปณีย์กล่าวว่า สิ่งที่ร้ายแรงคือการกล่าวหาว่า เธอสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งหากมีพฤติกรรมดังกล่าวจริงก็ควจะต้องถูกดำเนินคดี ทว่าไม่มีการดำเนินคดีแต่อย่างใด และการโจมตีใส่ร้ายก็ทำให้มีคนหลงเชื่อจริง จนกระทั่งมีคนถามเธอว่า เธอสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนจริงหรือ อย่าทำแบบนั้นนะ ถ้าทำจะไม่เอาไว้ เหล่านี้คือผลกระทบจากปฏิบัติการ IO ในระลอกที่ใช้ทรัพยากรสูง จำนวนโพสต์สูง ใช้เทคโนโลยีสูงและปริมาณข่าวสารที่แพร่กระจายรวดเร็วทำให้มีคนเชื่อจริง ผลกระทบจริง โดยเธอยังกล่าวด้วยว่า ภายหลังการยื่นหนังสือต่อกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ยังคงเห็นโพสต์นี้ขึ้นหน้าฟีดประมาณ 30-40 โพสต์ จนทำให้น่าสงสัยว่าเพจเหล่านี้ซื้อโฆษณาหรือไม่

เมื่อประกอบกับรายงานของเฟซบุ๊กที่เผยแพร่เมื่อปี 2564 ที่ระบุว่าได้ ลบบัญชี 77 บัญชีที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยชื่อเพจที่ถูกลบไปมีความใกล้เคียงกับเพจที่มาโจมตีฐปณีย์ในระลอกนี้ ฐปณีย์ทิ้งท้ายว่า กรณีเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ที่อาจจะคิดต่างจากรัฐ หรือพูดอะไรกระทบกับนโยบายของรัฐ หากไม่มีการตรวจสอบว่า พฤติการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจากรัฐหรือไม่ เราอาจจะตกเป็นเหยื่อ และที่สำคัญ ในประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปฏิบัติการเหล่านี้ละเอียดอ่อนและกระทบต่อกระบวนการสันติภาพ จีงอยากชวนให้ทุกคนตรวจสอบเรื่องนี้

สำหรับกรณีการโจมตี ฐปณีย์กล่าวว่าสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ต่อกรณีของเธอ โดยยืนยันสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในการทำหน้าที่ และโดยส่วนตัวเธอยืนยันมาตลอดถึงหน้าที่ในการตั้งคำถามของนักข่าว โดยสื่อมีหน้าที่ตั้งคำถามกับทุกฝ่าย และที่ผ่านมาก็สัมภาษณ์ทุกฝ่าย กรณีนี้ นอกจากองค์กรสื่อจะต้องเห็นความสำคัญของปัญหานี้ สื่อมวลชนยังควรจะต้องได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการถูกกระทำเช่นนี้เป็นทั้งการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ทั้งนี้ การโจมตีโดยปฏิบัติการ IO เริ่มมีบุคคลทั่วไปจริงๆ เชื่อและเกิดความเกลียดชังต่อตัวเธอ และอาจทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่ โดยเธอกังวลงว่าส่งผลกระทบถึงขั้นไม่สามารถทำข่าวได้อีกต่อไป และส่งผลกระทบบั่นทอนจิตใจ และเสียเวลาในการทำหน้าที่ และเสียประโยชน์ในแง่ข่าวสาร เธอจึงอยากเห็นการพิสูจน์ทราบถึงบุคคล และเรียกร้องต่อแพลตฟอร์มเพื่อให้ความร่วมมือทางข้อมูล โดยเธอหวังว่าเรื่องนี้จะได้รับการตรวจสอบต่อไป และในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมในกรณีนี้ต่อไป

อังคณาเสนอรัฐควรแก้กฎหมายป้องกันแพลตฟอร์มเพิกเฉยเนื้อหารุนแรง

ขณะที่อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภากล่าวถึงพัฒนาการของปฏิบัติการ IO ในประสบการณ์ของเธอ ภายหลังจากการบังคับสูญหายของสมชาย นีละไพจิตร เมื่อตั้งคำถามต่อรัฐก็มักจะถูกกล่าวหาว่า โดยหลังจากที่เป็นเหยื่อของความรุนแรงดังกล่าว เธอได้ทำงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้และภาคเหนือของประเทศไทย เนื่องจากในช่วงนั้นมีนโยบายยาเสพติดและป้องกันการก่อการร้าย ทำให้มีบุคคลสูญหายจำนวนมาก นับจากนั้น เธอเองก็ได้รับผลกระทบจาก IO มาโดยตลอด

ต่อมา ในขณะที่อังคณาดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รับผิดชอบด้านสิทธิพลเมือง สิทธิทางกาารเมือง และสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เมื่อเธอเข้าไปในค่ายทหาร หาข้อมูลและช่วยเหลือเหยื่อ เธอถูกถ่ายภาพ และโพสต์บนโซเชียลมีเดียโดยที่รู้ตัวคนถ่ายภาพ โดยเธอยกตัวอย่างเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ซึ่งเป็นเว็บที่เผยแพร่เนื้อหาสนับสนุนกอ.รมน. และโจมตีคนทำงานภาคประชาสังคม ผ่านเนื้อหาหลากหลายภาษา โดยเมื่อใดที่เธอถูกโจมตี เธอก็จะเข้าแจ้งความต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ทุกครั้ง แต่ก็ไม่มีการขยายผลแต่อย่างใด

จนกระทั่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจของวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.อดีตพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 เปิดข้อมูลงบประมาณของกองทัพ ที่ระบุว่าเว็บไซต์ดังกล่าวได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทัพด้วย โดยพล.อ. ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีออกจากห้องประชุม ไม่มีผู้ใดตอบคำถาม วันต่อมา โฆษก กอ.รมน. ยอมรับว่า เอกสารที่วิโรจน์ใช้อภิปราย เป็นเอกสารจริง แต่ในวันเดียวกัน เลขาธิการ กอ.รมน. ก็ออกมาแถลงว่าเว็บดังกล่าวไม่ใช่เว็บไซต์ของ กอ.รมน.

โดยเนื้อหาในเว็บดังกล่าวตั้งแต่ปี 2561-2563 มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอังคณา 20 โพสต์ และเป็นหนึ่งในต้นทางของการสร้างเนื้อหาในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ที่เผยแพร่เนื้อหาโจมตีเธอ เธอจึงยื่นฟ้องกอ.รมน. กองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรีต่อศาลแพ่งในเดือนพฤศจิกายน 2563 โดยเอกสารของกองทัพที่ยื่นต่อศาลแพ่งในคดีนี้ชี้ให้เห็นว่า มีการเก็บข้อมูลเป้าหมายโดยละเอียดเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชาว่าเป้าหมายทำอะไรบ้าง ต่อมาวันที่ 3 มีนาคม 2564 เฟซบุ๊กได้ถอดบัญชี 185 บัญชี ที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องหรือดำเนินการโดยทหาร หลังจากนั้นอังคณาได้สอบถามถึงชื่อบัญชีเหล่านั้นต่อเฟซบุ๊ก แต่เฟซบุ๊กไม่ได้ให้ความร่วมมือ สุดท้ายศาลก็ยกฟ้อง โดยศาลเชื่อว่าเธอถูกคุกคาม ถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ศาลเห็นว่าในฐานะผู้เสียหายเธอต้องได้รับการเยียวยา แต่เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายเยียวยา ศาลจึงไม่รู้ว่า จะสั่งให้ใครเยียวยาดี

ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2565 เธอถูกบุคคลปริศนาปากรรไกรบริเวณบ้านพัก และรถส่วนตัวได้รับความเสียหาย ภายหลังจากที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ และเป็นสมาชิกคณะทำงานด้านการบังคับเสียหายของสหประชาชาติ แม้ตำรวจจะจับกุมตัวได้ แต่ผู้ก่อเหตุติดยาเสพติด และไม่สามารถจะตอบได้ว่า ใครเป็นคนบงการ หรือมีแรงจูงใจใด

ภายหลังอังคณาเป็นสมาชิกวุฒิสภา และวิพากษ์วิจารณ์อินฟลูเอนเซอร์เกี่ยวกับกิจกรรมที่เขาทำบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมสูงและถูกโจมตีจากสื่อมวลชน รวมถึงมีประวัติการแก้ไขหน้าเว็บไซต์วิกิพีเดียที่เสนอประวัติของอังคณาว่าเธอเป็นคนกัมพูชา ภายหลังมีผู้เข้าไปรายงานและแก้ไขประวัติให้กลับมาเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในฐานะนักสิทธิมนุษยชน อังคณากล่าวว่า ในการทำงาน นักสิทธิมนุษยชนจะยืนยันในหลักการไม่เลือกปฏิบัติว่า ทุกคนเท่าเทียมกัน เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ สีผิว ศาสนา ไม่เป็นเหตุที่ทำให้คนเราแตกต่างกัน ซึ่งเธอยืนยันหลักการนี้มาตลอด เธอจึงวิเคราะห์สาเหตุที่ถูกโจมตีโดยปฏิบัติการ IO เป็น 4 ข้อ คือ ความเป็นผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ ความเป็นชนกลุ่มน้อยทางศาสนาและชาติพันธุ์ และเป็นชนกลุ่มน้อยในศาสนาอีก เป็นเหยื่อของอาชญากรรมโดยรัฐที่ถูกมองว่ามีอคติต่อรัฐ และเป็นผู้ที่ทำงานใกล้ชิดและส่งรายงานถึงสหประชาชาติหลายฉบับ ผ่านการโจมตีด้วยการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ลดทอนคุณค่า และใช้เพศเป็นเครื่องมือ ทำให้รู้สึกอยู่ในสภาวะไร้อำนาจ หลายคนรู้สึกกลัวและพยายามเงียบ ก่อให้เกิดผลกระทบและความทุกข์ทรมานทางจิตใจ และไม่สามารถต่อสู้ในสิ่งที่เป็นความเชื่อของตัวเองต่อไปได้

อังคณายังมีข้อเสนอแนะต่อรายงานของไอลอว์ โดยระบุว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2568 สำนักงานอัยการของสำนักงานศาลอาญาระหว่างประเทศ ได้มีนโยบายว่าด้วยอาชญากรรมที่กระทำผ่านโลกไซเบอร์ภายใต้ธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งนโยบายดังกล่าวรับประกันว่า ปฏิบัติการ IO ที่ทำให้เกิดความเสียหายอันตรายต่อต่อจิตใจ อาจเข้าข่ายอาชญากรรมระหว่างประเทศและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติผ่านการข่มเหง โดยมีสาระสำคัญ เช่น การโจมตีทางออนไลน์ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นความเสียหายและอันตรายที่เกิดจากไซเบอร์

สิทธิที่บุคคลมีในโลกออฟไลน์จะต้องได้รับการคุ้มครองบนโลกออนไลน์เช่นกัน และพฤติกรรมในโลกไซเบอร์ที่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน เมื่อเกิดอันตรายต่อจิตใจหรือกระทบเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ก็ต้องได้รับการชดเชยเยียวยา ทั้งยังครอบคลุมการโจมตีนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะเมื่อการโจมตีมีผลทำให้ผู้ถูกคุกคามเงียบหรือถอนตัวจากการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ

รายงานฉบับดังกล่าวให้ความสำคัญกับหลักฐานทางดิจิทัลเป็นอย่างมาก แต่ละประเทศจึงจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค มีการพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ และมีความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม โดยในความคุ้มครองทางกฎหมาย รัฐจำเป็นจะต้องมีการจัดเก็บข้อมูลดิจิทัลอย่างเป็นระบบ เช่น ภาพหน้าจอ URL เป็นต้น ในขณะที่คดีของอังคณาที่ฟ้องต่อศาลแพ่งที่ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาระบุว่า เธอไม่สามารถนำหลักฐานการจราจรทางคอมพิวเตอร์ไปแสดงให้ศาลเห็นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกินวิสัยคนธรรมดาจะค้นหาข้อมูลเช่นนั้นได้

เธอจึงเสนอว่า แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบโดยทันทีหากมีการรายงานเนื้อหาที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เนื่องจากเป็นความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มในฐานะธุรกิจที่มีผลต่อสิทธิมนุษยชน ต่อมา เธอมองว่าไม่เคยมี “มาตรฐานชุมชน” บนแพลตฟอร์มในประเทศไทย แม้แพลตฟอร์มอ้างว่า ใช้ AI กวาดตรวจ แต่ AI ไม่สามารถเข้าใจบริบททางภาษาได้ ทั้งยังต้องมีการแก้ไขกฎหมาย ตัวอย่างเช่น กฎหมายในสหภาพยุโรปที่ระบุว่า หากแพลตฟอร์มปล่อยให้มีเนื้อหาที่ผิดกฎหมายหรือระบบรายงานไม่มีประสิทธิภาพจะมีโทษปรับ หรือกฎหมายอังกฤษที่ระบุว่า การเผยแพร่เนื้อหาอันตรายจะถูกปรับ แต่ประเทศไทยยังไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ รัฐยังไม่เคยดำเนินการด้านนี้จริงจัง จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้อัยการสามารถฟ้องคดีแทนผู้เสียหายในการเรียกสินไหมทดแทน

ดิฉันคิดว่าภาระในการพิสูจน์ไม่ควรจะเป็นภาระของเหยื่อ แต่ภาระในการพิสูจน์ต้องเป็นภาระหน้าที่ของรัฐ”

แต่อย่างไรก็ดี เธอมองว่า มีข้อท้าทายที่สำคัญคือ รัฐบาลไทยกล้าพอที่จะดำเนินการเช่นนี้เพื่อปกป้องสื่อมวลชน หรือนักสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เนื่องจากรัฐก็ใช้ปฏิบัติการ IO หรือปฏิบัติการทางจิตวิทยา ที่มักจะอ้างว่กระทำในนามของความมั่นคง เพื่อที่จะโจมตีผู้เห็นต่าง

มองเทรนด์ IO ใช้รูปแบบพีระมิดโจมตี สร้าง Deepfake-สึนามิข่าวปลอม

ด้านสายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล เล่าถึงที่มาของ Stop Online Harm ว่า ภายหลังการรัฐประหารในพม่าเมื่อปี 2564 ทหารใช้เครื่องมือในโลกออนไลน์เพื่อปิดปากสื่อมวลชนและนักสิทธิมนุษยชน โดยได้ทำงานวิจัยที่พบว่า มีหลายครั้งเกิดการข่มขืน จะมีการถ่ายคลิปวีดิโอและเผยแพร่ในเทเลแกรม ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้เป็นส่วนใหญ่ในพม่า พร้อมทั้งขู่ว่าหากนำไปเล่าต่อจะนำแอปนี้ไปแฉ ซึ่งเป็นการปิดปากสื่อและนักสิทธิมนุษยชน โดย Stop Online Harm ได้เก็บข้อมูลของการปิดปากสื่อ นักสิทธิมนุษยชน ผู้ถูกคุกคาม และให้ความช่วยเหลือผู้ถูกคุกคามในพม่ากว่า 1,000 คนในรอบหนึ่งปี

สำหรับปฏิบัติการ IO ในประเทศไทย สายใจมองว่า มี 3 เทรนด์ในการคุกคามสื่อ โดยเทรนด์แรกคือ การใช้วิธีการพีระมิดในการคุกคาม โดยเริ่มจากยอดพีระมิด คือการสร้างคอนเทนต์ผ่านวิธีการต่างๆ ต่อมาคือการเผยแพร่จากอินฟลูเอนเซอร์ในหลากหลายวงการที่คนสนใจเพื่อเผยแพร่ข่าวปลอม และฐานของพีระมิด คือ คนธรรมดาที่เห็นข่าวและเผยแพร่ต่อ

เทรนด์ต่อมา การใช้ AI สร้างภาพ หรือการสร้างดีปเฟค (Deepfake) เพื่อโจมตี ซึ่งวิธีนี้ใช้เวลาสั้นๆ โดยสิ่งที่ควรเกิดขึ้นโดยเร่งด่วน คือ การไม่ให้เครื่องมือแพลตฟอร์ม AI ใช้ภาพบุคคลไปสร้างดีปเฟคได้ และเทรนด์สุดท้าย คือ สึนามิของข้อมูล กล่าวคือ การใช้ปริมาณมาหลอกลวงว่าข่าวนั้นเป็นข่าวจริง ซึ่งสายใจมองว่า ต้องการความร่วมมือจากองค์กรต่างๆ แพลตฟอร์มต้องมีความรับผิดชอบในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบบนแพลตฟอร์ม และรัฐต้องใช้บังคับกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

เจาะข้อมูลไอโอ พบสนใจเรื่องเดียวกัน-เป็นเพื่อนกันเอง กดไลก์กันเอง

ส่วนยิ่งชีพ อัชฌานนท์ เล่าถึงการยื่นฟ้องกองทัพบกและผู้บัญชาการกองทัพบกให้หยุดปฏิบัติการ IO ต่อศาลปกครองเมื่อปี 2564-2568 ซึ่งเริ่มต้นจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจของวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และชยพล สท้อนดี เกี่ยวกับปฏิบัติการ IO จากข้อมูลที่มีที่มาจากทหาร โดยไอลอว์มุ่งศึกษาเอกสารประกอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจของชยพล สท้อนดี จนพบว่า บัญชีในเอกสารดังกล่าวสนใจและโจมตีในเรื่องเดียวๆ กัน เช่น กฎหมายนิรโทษกรรมประชาชน โดยยิ่งชีพตั้งข้อสังเกตว่า ปฏิบัติการดังกล่าวมุ่งโจมตีโดยไม่ได้สังเกตบริบทรอบข้างของเนื้อหานั้นๆ

จากการรวบรวมข้อมูลดังกล่าว นำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่า บัญชีในเอกสารอภิปรายไม่ไว้วางใจดังกล่าวเป็นปฏิบัติการ IO จากกองทัพ จากหลักฐานของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่พบว่ารัฐบาลและกองทัพทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร มีพฤติกรรมการโพสต์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกองทัพ มีการใช้ภาพและเนื้อหาแบบเดียวกันโพสต์บนเพจเฟซบุ๊กหลายเพจ และหลายบัญชีเป็นเพื่อนกันเองและมีปฏิสัมพันธ์กันเอง ด้วยเหตุผลเหล่านี้เองจึงยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้หยุดปฏิบัติการ IO โดยใช้เอกสารจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นหลักฐานในการฟ้องคดี โดยกองทัพบกต่อสู้ว่า เอกสารเหล่านั้นเป็นเอกสารปลอม รวมไปถึงเชื่อมโยงได้ว่า บัญชีที่ใช้ชื่อว่า “เจ๊จุก คลองสาม” เป็นบัญชีของปฏิบัติการไอโอที่จัดทำโดยหน่วยงานของรัฐไทย

กระทั่งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าว โดยศาลให้เหตุผลว่า ศาลชี้ว่า ปฏิบัติการ IO ขัดหลักสากล เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คุกคามสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนพลเมืองโดยอำนาจรัฐ และการปฏิบัติต่อพลเมืองดั่งเป็นอริราชศัตรูของประเทศย่อมมิอาจกระทำได้ ทั้งยังเชื่อว่า เอกสารสั่งปฏิบัติการ IO ของกองทัพมีอยู่จริง แต่ศาลเห็นว่า การแสดงความคิดเห็นของบัญชีเหล่านั้นต่อผู้ฟ้องคดี อาจเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของทหาร จึงรับฟังไม่ได้ว่า เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของกองทัพบก

สำหรับความคืบหน้าของคดี ยิ่งชีพกล่าวว่า จำเลยทั้งสามคนตัดสินใจอุทธรณ์ต่อ โดยศาลแจ้งบนบัลลังก์ว่าสิทธิการอุทธรณ์อยู่ที่ 30 วัน ไม่สามารถขยายได้ โดยยิ่งชีพหวังว่า กระบวนการยุติธรรมควรจะช่วยประชาชนกว่านี้ และเรียกร้องต่อศาลว่า อย่าผลักภาระการพิสูจน์ให้ประชาชนมากไปกว่านี้ และเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องที่ว่า แพลตฟอร์มต่างๆ ควรทำหน้าที่ในการปกป้องความปลอดภัยในการใช้แพลตฟอร์มมากกว่านี้

ไม่กล้าออกไปไหน-กระทบครอบครัว ผลกระทบจาก IO โจมตีคนทำงานในพื้นที่

ด้านมูฮัมหมัดอลาดี เนงิ เล่าถึงการถูกโจมตีผ่านปฏิบัติการ IO จากการดำเนินงานของมูลนิธิที่ดูแลกลุ่มเด็กกำพร้าที่เป็นทายาทของบุคคลที่ถูกบังคับสูญหายและวิสามัญฆาตกรรม โดยมูลนิธิได้ชี้แจงการทำงานต่อแม่ทัพภาคที่ 4 ถึงภารกิจทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนตัวแม่ทัพ

เขากล่าวว่า ปฏิบัติการ IO ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้จะเบาลงเมื่อมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ในสภา และหนักขึ้นเมื่อเข้าสู่เทศกาลมลายู รายอ (Melayu Raya) จนปัจจุบันปฏิบัติการดังกล่าวหนักข้อขึ้นจากสถานการณ์ความรุนแรงชายแดน มีทั้งการสร้างภาพจาก AI ภาพตัดต่อ การส่งข้อความคุกคาม รวมถึงคุกคามบุคคลในครอบครัวด้วย โดยมีข้อโจมตีหลัก คือ “รัชทายาท” ซึ่งมูฮัมหมัดอลาดีมองว่า มาจากชื่อเฟซบุ๊กที่มีความหมายว่า บุตรชายแห่งเทือกเขาบูโด

การโจมตีดังกล่าวมีผลกระทบจนถึงครอบครัวของมูฮัมหมัดอลาดี โดยต้องทำความเข้าใจกับบุตรด้วย ส่วนสถานการณ์ปัจจุบัน การลอบยิงกมลศักดิ์ส่งผลกระทบต่อนักปกป้องสิทธิและองค์กร NGO ในพื้นที่ โดยเขายอมรับว่าไม่กล้าออกนอกพื้นที่ แม้แต่อยู่ในพื้นที่ก็ไม่กล้าจะพาครอบครัวไปที่ใดเนื่องจากเกรงว่าจะถูกลอบทำร้าย และการโจมตีดังกล่าวมากจนรับมือไม่ไหว แต่ก็มีหลายคนที่ถูกโจมตีมากกว่า

เขาถามเพื่อนบางคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ทหารถึงสาเหตุการโจมตีดังกล่าว โดยได้คำตอบว่า จริงๆ แล้วเขาไม่ใช่เป้าหมายของการโจมตี เนื่องจากเป้าหมายในการโจมตีระลอกนี้ คือ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย และรอมฎอน ปันจอร์ สส. พรรคประชาชน นักกิจกรรมจึงถูกใช้เชื่อมโยงเพื่อโจมตีฐปณีย์และรอมฎอน และถึงแม้จะแจ้งความและทำทุกวิถีทาง แต่ก็รู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้มาก แม้แต่จะพูดคุยหรือบอกเล่าเรื่องตัวเองก็ยาก ไม่อยากคุย ไม่อยากเจอใคร ไม่อยากแม้กระทั่งดูโซเชียลมีเดีย โดยเขาเห็นด้วยกับสายใจในประเด็นความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม เนื่องจากแม้พยายามรายงานบัญชีไป ก็ไม่มีผลอะไร หากไม่มีผู้ใดทำอะไร ก็อาจจะไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาทำงานสิทธิมนุษยชนในพื้นที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...