โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เมื่อปรัชญาความรัก ไม่จำเป็นต้องอ่านยากอีกต่อไป คุยกับ ‘เจ๊ป้อง’ เจ้าของหนังสือ I Philo U

TODAY

อัพเดต 15 พ.ค. เวลา 03.51 น. • เผยแพร่ 15 พ.ค. เวลา 03.50 น. • TODAY

หนังสือปรัชญาน่าจะเป็นหนึ่งในหมวดหนังสือที่หลายคนรู้สึกว่าเข้าถึงยากที่สุด ไม่ใช่เพราะเนื้อหาไม่มีประโยชน์ แต่เพราะหลายครั้งมันเต็มไปด้วยภาษาซับซ้อน ทฤษฎีหนักๆ และการตั้งคำถามที่อ่านแล้วต้องหยุดคิดเป็นพักๆ

บางเล่มถูกซื้อกลับบ้านด้วยความตั้งใจดี แต่สุดท้ายก็ถูกวางทิ้งไว้บนชั้น หรือกลายเป็นกองดองเพราะอ่านไม่จบ โดยเฉพาะเมื่อเอาปรัชญามาพูดคู่กับความรัก สิ่งที่ดูเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุดในชีวิต กลับถูกอธิบายด้วยภาษาที่ยากไกล จนคนอ่านรู้สึกว่ามันไม่เกี่ยวกับตัวเองอีกต่อไป

ซึ่งทำให้การเขียนหนังสือปรัชญาให้อ่านสนุก เข้าใจง่าย และยังชวนคนตั้งคำถามกับชีวิตไปพร้อมกัน เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย

TODAY Bizview ได้พูดคุยกับ ‘ชมะนันท์ จันทร์ศรี’ หรือ “เจ๊ป้อง” ดาราสาวฝรั่งเศสจากช่อง Farose ผู้หยิบเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ และคำถามในชีวิต มาถ่ายทอดผ่านมุมมองปรัชญาในหนังสือ I Philo U พร้อมเล่าถึงเบื้องหลังการทำหนังสือเล่มนี้ ว่าทำอย่างไรให้ “ปรัชญา” กลายเป็นเรื่องที่คนทั่วไปอยากอ่านจนจบได้จริงๆ

[ I Philo U หนังสือที่เริ่มจากเดโมที่ไม่ผ่าน ]

จุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ ย้อนกลับไปช่วงโควิดในปารีส ตอนที่โลกกำลังหยุดนิ่ง ‘เจ๊ป้อง’ และ ‘ฟาโรส’ (ณัฏฐ์ กลิ่นมาลี) ลองทำเดโมพอดแคสต์เกี่ยวกับปรัชญาด้วยกัน ก่อนที่รายการ People You May Know จะเกิดขึ้นเสียอีก

แม้เดโมนั้นจะไม่ผ่าน QC และโปรเจกต์ถูกพับไป แต่ความสนใจใน “ปรัชญาความรัก” ของเธอไม่เคยหายไปไหน จริงๆ แล้วความหลงใหลนี้เริ่มตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย หลังได้อ่าน Symposium ของ Plato แล้วรู้สึกว่ามันพูดถึงความรักในแบบที่ชีวิตจริงไม่ค่อยมีใครบอกกัน ว่าความรักอาจไม่จำเป็นต้องครอบครอง แต่อาจยังเป็นความรักได้อยู่

กระทั่งวันหนึ่ง ABÚBOGO ติดต่อเข้ามา เธอจึงรู้ว่าถึงเวลาของหนังสือเล่มนี้แล้ว

[ เขียนแบบนักวิชาการ แต่เล่าแบบคนธรรมดา ]

วิธีทำงานของ ‘เจ๊ป้อง’ ก็ไม่ต่างจากตอนทำวิทยานิพนธ์ เธอเริ่มจากการวางโครงทั้งเล่มให้ครบก่อน ตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อคุมให้แต่ละไอเดียมีพื้นที่ของตัวเอง ไม่ปล่อยให้ปรัชญาหนักๆ ท่วมหนังสือจนคนอ่านตามไม่ทัน

หลังจากนั้น เธอใช้เวลาสามเดือนเขียนจริงแบบต่อเนื่องในทุกสุดสัปดาห์ ก่อนจะใช้เวลาอีกเกือบห้าเดือนแก้ต้นฉบับวนไปเกือบสิบรอบ ซึ่งจุดประสงค์ง่ายๆ ของหนังสือเล่มนี้คืออยากจะให้คนพูดถึงปรัชญามากขึ้น ให้มันเป็นกระแส

“จุดประสงค์แรกเลยนะ คืออยากจะให้ทุกคนรู้สึกว่าอ่านปรัชญาแล้วมันไม่หาวอ่ะ แค่มันไม่น่าเบื่อเนี่ย คือสำเร็จแล้ว” เจ๊ป้อง กล่าว

ความท้าทายสำคัญของหนังสือเล่มนี้ คือ ‘เจ๊ป้อง’ ไม่ได้ใช้ภาษาไทยในการเขียนมาเป็นเวลานาน เพราะสำหรับเธอ งานเขียนที่ดีไม่ใช่แค่เขียนให้ถูกต้อง แต่ต้องเขียนให้คนอ่านรู้สึกไปกับมันได้ด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงเวลาที่กำลังเขียนหนังสือ เธอยังต้องเตรียมงานแต่งงานของตัวเองไปพร้อมกัน ทำให้ตอนนั้นเธอกำลังรับมือกับสองเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตในเวลาเดียวกัน

แต่ถึงจะเป็นงานหนักแค่ไหน เจ๊ป้องก็บอกว่างานเขียนหนังสือยังเป็นงานสร้างสรรค์ที่เธอให้ความสำคัญมาก และสำหรับเธอ งานแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทำกับ “คนที่ไว้ใจ” เพราะสุดท้ายแล้ว การทำหนังสือไม่ใช่แค่เรื่องของเนื้อหา แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ไอเดีย ความรู้สึก และตัวตนของคนเขียนได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเต็มที่ด้วย

[ ปรัชญาความรัก ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นภาพสะท้อนของวัยที่เราอยู่ ]

สำหรับเรื่องของเนื้อหาปรัชญาความรัก ‘เจ๊ป้อง’ บอกว่าไม่ได้เริ่มที่นิเช และไม่ได้จบที่เพลโต มันทอดยาวข้ามศตวรรษ ข้ามทวีป ข้ามยุคสมัย การจะเขียนให้ครบทุกคนในเล่มเดียวแทบเป็นไปไม่ได้ เจ้ป้องเองเกือบพับโครงการหรือแคบลงเหลือเฉพาะปรัชญาฝรั่งเศสยุคเรืองปัญญา เพราะอย่างน้อยมันมีกรอบเวลาที่ชัดเจน

แต่สุดท้ายเธอเลือกวิธีจัดเรียงที่ฉลาดกว่านั้น ไม่ใช่ตามยุคสมัยหรือสำนักคิด แต่ตามช่วงชีวิต

เพราะความรักที่คนอายุสิบแปดปีรู้สึก กับความรักที่คนอายุสี่สิบแปดปีเข้าใจ มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และถ้าหนังสือเดินตามเส้นของชีวิตมนุษย์ ผู้อ่านก็จะเดินตามได้โดยไม่รู้สึกหลงทาง

โดยที่ ‘เจ๊ป้อง’ ไม่ได้เลือกนักปรัชญาแต่ละคนเพราะพวกเขามีชื่อเสียง แต่เพราะแต่ละคนพูดถึงความรักในแบบที่เธอรู้สึกว่าคนอ่านจะอินได้ตามช่วงวัยของตัวเอง

‘เพลโต’ คือความรู้สึกของวัยที่แอบรักใครอยู่คนหนึ่ง และยังไม่กล้าแม้แต่จะบอก ปรัชญาของเขาว่าความรักไม่จำเป็นต้องมีการสัมผัสทางกาย ความปรารถนาที่ไม่ได้รับการตอบสนองก็ยังเป็นรูปแบบหนึ่งของความรักที่สมบูรณ์ สำหรับใครที่เคยผ่านช่วงนั้นมา ประโยคนี้อาจฟังดูเหมือนมีคนเข้าใจสิ่งที่ตัวเองไม่เคยพูดออกมาได้

‘มิเชล เดอ มงแตญ’ อยู่ในคนละมุมโดยสิ้นเชิง นักปรัชญายุคเรอเนซองส์คนนี้มองความรักเป็นเรื่องของจิตวิทยาและศิลปะ การทำให้ใครสักคนมารักเราคือทักษะที่ฝึกได้ ไม่ใช่โชคชะตา เขาพูดถึงการจัดฉาก การเลือกใช้คำพูด การนำเสนอตัวเองในแบบที่ดึงดูด

และในยุคของเขา ยังยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าการแต่งงานกับการมีความรักไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกัน การแต่งงานคือหน้าที่ ความรักคืออีกเรื่อง เจ้ป้องบอกว่ามองแตนเหมาะมากสำหรับคนที่กำลังเล่น Tinder อยู่ตอนนี้ เพราะโลกในแอปหาคู่ทำงานด้วยตรรกะเดียวกันทุกประการ

‘มีแชล ฟูโก’ เข้ามาในวัยที่คนเริ่มตั้งคำถามกับทุกอย่าง วัยที่รู้สึกว่าความรักอาจไม่มีจริง มีแต่ความรู้สึกทางกายและเรื่องของอำนาจ เขาท้าทายว่าความสัมพันธ์ทุกรูปแบบมีโครงสร้างของอำนาจซ่อนอยู่ และการมองเห็นโครงสร้างนั้นทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องมืดหม่น แต่เป็นเรื่องที่ซื่อสัตย์

‘บารุค สปิโนซา’ พูดถึงสิ่งที่ฟังดูเลี่ยน แต่เจ๊ป้องก็ยอมรับว่ามันจริง ว่าความรักที่ดีคือความรักที่ให้พลังกับเรา เวลาที่คนมีความรัก มันมักมาพร้อมกับพลังอยากทำอะไรหลายอย่างที่ปกติไม่เคยอยากทำ นั่นคือสัญญาณ

“ความรักที่ดีมันคือเป็นความรักที่ให้พลังกับเรา เวลาเรามีความรัก เราก็อยากจะทำอะไรเยอะแยะไปหมดเลย” เจ๊ป้อง กล่าว

และ ‘ฟรีดริช นีทเชอ’ คือคนที่เจ๊ป้องบอกว่าอินที่สุด ณ ตอนนี้ ไม่ใช่เพราะเขาโรแมนติก แต่เพราะเขาบอกว่าทุกอย่างไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ความหมายของความรักเปลี่ยนได้ตามมุมมองและประสบการณ์ของแต่ละคน ไม่มีนิยามสากลที่ถูกต้องที่สุด มีแค่นิยามที่ใช่สำหรับคนๆ นั้นในช่วงเวลานั้น

“นิเชเป็นคนที่ชอบมาก เพราะพี่รู้สึกว่ามันตรงกับความคิดของเรา ณ ปัจจุบัน คือมันไม่มีรูปแบบอ่ะ ทุกอย่างมันดิ้นได้ ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงได้” เจ๊ป้อง กล่าว

ในทางกลับกัน ‘อิมมานูเอล คานต์’ คือคนที่เธอต้องบังคับตัวเองให้เขียนถึง เธอไม่ชอบ ไม่อิน และตอนแรกแทบไม่อยากใส่เข้าไปในเล่มด้วยซ้ำ แต่ก็ยังเขียน เพราะหนังสือที่ดีต้องยุติธรรมกับทุกมุมมอง แม้แต่มุมที่ตัวเองไม่เห็นด้วย

ในส่วนของชื่อของหนังสือ I Philo U ก็มาจากภาษากรีก Philo แปลว่ารัก ทำให้ I Philo U = I love you

แต่สำหรับเจ๊ป้องแล้วอย่างที่บอกไปในตอนต้นหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้วัดจากการเป็นตำราปรัชญาที่สมบูรณ์ที่สุด หรือทำให้คนอ่านรู้ทุกสำนักคิดหลังปิดเล่ม เธอตั้งเป้าไว้เรียบง่ายกว่านั้นมากแค่อยากให้คนรู้สึกว่า “อ่านปรัชญาแล้วไม่หาว”

“ถ้าอ่านแล้วไม่เบื่อ สำหรับพี่คือสำเร็จแล้ว” เจ๊ป้อง กล่าว

เพราะสุดท้ายแล้ว หนังสือเล่มนี้อาจไม่ได้พยายามสอนว่าความรักคืออะไรแบบถูกต้องที่สุดแต่กำลังชวนให้คนอ่านค่อยๆ ตั้งคำถามกับความรัก ในแบบของตัวเองมากกว่า

และนี่คือ ‘เจ๊ป้อง’ เจ้าของหนังสือ I Philo U ผู้หยิบเรื่องซับซ้อนอย่างปรัชญา มาถ่ายทอดผ่านภาษาและเรื่องราวธรรมดาๆ จนความรักของเพลโต, นิเช หรือสปิโนซา ไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...