เมื่อปรัชญาความรัก ไม่จำเป็นต้องอ่านยากอีกต่อไป คุยกับ ‘เจ๊ป้อง’ เจ้าของหนังสือ I Philo U
หนังสือปรัชญาน่าจะเป็นหนึ่งในหมวดหนังสือที่หลายคนรู้สึกว่าเข้าถึงยากที่สุด ไม่ใช่เพราะเนื้อหาไม่มีประโยชน์ แต่เพราะหลายครั้งมันเต็มไปด้วยภาษาซับซ้อน ทฤษฎีหนักๆ และการตั้งคำถามที่อ่านแล้วต้องหยุดคิดเป็นพักๆ
บางเล่มถูกซื้อกลับบ้านด้วยความตั้งใจดี แต่สุดท้ายก็ถูกวางทิ้งไว้บนชั้น หรือกลายเป็นกองดองเพราะอ่านไม่จบ โดยเฉพาะเมื่อเอาปรัชญามาพูดคู่กับความรัก สิ่งที่ดูเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุดในชีวิต กลับถูกอธิบายด้วยภาษาที่ยากไกล จนคนอ่านรู้สึกว่ามันไม่เกี่ยวกับตัวเองอีกต่อไป
ซึ่งทำให้การเขียนหนังสือปรัชญาให้อ่านสนุก เข้าใจง่าย และยังชวนคนตั้งคำถามกับชีวิตไปพร้อมกัน เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย
TODAY Bizview ได้พูดคุยกับ ‘ชมะนันท์ จันทร์ศรี’ หรือ “เจ๊ป้อง” ดาราสาวฝรั่งเศสจากช่อง Farose ผู้หยิบเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ และคำถามในชีวิต มาถ่ายทอดผ่านมุมมองปรัชญาในหนังสือ I Philo U พร้อมเล่าถึงเบื้องหลังการทำหนังสือเล่มนี้ ว่าทำอย่างไรให้ “ปรัชญา” กลายเป็นเรื่องที่คนทั่วไปอยากอ่านจนจบได้จริงๆ
[ I Philo U หนังสือที่เริ่มจากเดโมที่ไม่ผ่าน ]
จุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ ย้อนกลับไปช่วงโควิดในปารีส ตอนที่โลกกำลังหยุดนิ่ง ‘เจ๊ป้อง’ และ ‘ฟาโรส’ (ณัฏฐ์ กลิ่นมาลี) ลองทำเดโมพอดแคสต์เกี่ยวกับปรัชญาด้วยกัน ก่อนที่รายการ People You May Know จะเกิดขึ้นเสียอีก
แม้เดโมนั้นจะไม่ผ่าน QC และโปรเจกต์ถูกพับไป แต่ความสนใจใน “ปรัชญาความรัก” ของเธอไม่เคยหายไปไหน จริงๆ แล้วความหลงใหลนี้เริ่มตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย หลังได้อ่าน Symposium ของ Plato แล้วรู้สึกว่ามันพูดถึงความรักในแบบที่ชีวิตจริงไม่ค่อยมีใครบอกกัน ว่าความรักอาจไม่จำเป็นต้องครอบครอง แต่อาจยังเป็นความรักได้อยู่
กระทั่งวันหนึ่ง ABÚBOGO ติดต่อเข้ามา เธอจึงรู้ว่าถึงเวลาของหนังสือเล่มนี้แล้ว
[ เขียนแบบนักวิชาการ แต่เล่าแบบคนธรรมดา ]
วิธีทำงานของ ‘เจ๊ป้อง’ ก็ไม่ต่างจากตอนทำวิทยานิพนธ์ เธอเริ่มจากการวางโครงทั้งเล่มให้ครบก่อน ตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อคุมให้แต่ละไอเดียมีพื้นที่ของตัวเอง ไม่ปล่อยให้ปรัชญาหนักๆ ท่วมหนังสือจนคนอ่านตามไม่ทัน
หลังจากนั้น เธอใช้เวลาสามเดือนเขียนจริงแบบต่อเนื่องในทุกสุดสัปดาห์ ก่อนจะใช้เวลาอีกเกือบห้าเดือนแก้ต้นฉบับวนไปเกือบสิบรอบ ซึ่งจุดประสงค์ง่ายๆ ของหนังสือเล่มนี้คืออยากจะให้คนพูดถึงปรัชญามากขึ้น ให้มันเป็นกระแส
“จุดประสงค์แรกเลยนะ คืออยากจะให้ทุกคนรู้สึกว่าอ่านปรัชญาแล้วมันไม่หาวอ่ะ แค่มันไม่น่าเบื่อเนี่ย คือสำเร็จแล้ว” เจ๊ป้อง กล่าว
ความท้าทายสำคัญของหนังสือเล่มนี้ คือ ‘เจ๊ป้อง’ ไม่ได้ใช้ภาษาไทยในการเขียนมาเป็นเวลานาน เพราะสำหรับเธอ งานเขียนที่ดีไม่ใช่แค่เขียนให้ถูกต้อง แต่ต้องเขียนให้คนอ่านรู้สึกไปกับมันได้ด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงเวลาที่กำลังเขียนหนังสือ เธอยังต้องเตรียมงานแต่งงานของตัวเองไปพร้อมกัน ทำให้ตอนนั้นเธอกำลังรับมือกับสองเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตในเวลาเดียวกัน
แต่ถึงจะเป็นงานหนักแค่ไหน เจ๊ป้องก็บอกว่างานเขียนหนังสือยังเป็นงานสร้างสรรค์ที่เธอให้ความสำคัญมาก และสำหรับเธอ งานแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทำกับ “คนที่ไว้ใจ” เพราะสุดท้ายแล้ว การทำหนังสือไม่ใช่แค่เรื่องของเนื้อหา แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ไอเดีย ความรู้สึก และตัวตนของคนเขียนได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเต็มที่ด้วย
[ ปรัชญาความรัก ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นภาพสะท้อนของวัยที่เราอยู่ ]
สำหรับเรื่องของเนื้อหาปรัชญาความรัก ‘เจ๊ป้อง’ บอกว่าไม่ได้เริ่มที่นิเช และไม่ได้จบที่เพลโต มันทอดยาวข้ามศตวรรษ ข้ามทวีป ข้ามยุคสมัย การจะเขียนให้ครบทุกคนในเล่มเดียวแทบเป็นไปไม่ได้ เจ้ป้องเองเกือบพับโครงการหรือแคบลงเหลือเฉพาะปรัชญาฝรั่งเศสยุคเรืองปัญญา เพราะอย่างน้อยมันมีกรอบเวลาที่ชัดเจน
แต่สุดท้ายเธอเลือกวิธีจัดเรียงที่ฉลาดกว่านั้น ไม่ใช่ตามยุคสมัยหรือสำนักคิด แต่ตามช่วงชีวิต
เพราะความรักที่คนอายุสิบแปดปีรู้สึก กับความรักที่คนอายุสี่สิบแปดปีเข้าใจ มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และถ้าหนังสือเดินตามเส้นของชีวิตมนุษย์ ผู้อ่านก็จะเดินตามได้โดยไม่รู้สึกหลงทาง
โดยที่ ‘เจ๊ป้อง’ ไม่ได้เลือกนักปรัชญาแต่ละคนเพราะพวกเขามีชื่อเสียง แต่เพราะแต่ละคนพูดถึงความรักในแบบที่เธอรู้สึกว่าคนอ่านจะอินได้ตามช่วงวัยของตัวเอง
‘เพลโต’ คือความรู้สึกของวัยที่แอบรักใครอยู่คนหนึ่ง และยังไม่กล้าแม้แต่จะบอก ปรัชญาของเขาว่าความรักไม่จำเป็นต้องมีการสัมผัสทางกาย ความปรารถนาที่ไม่ได้รับการตอบสนองก็ยังเป็นรูปแบบหนึ่งของความรักที่สมบูรณ์ สำหรับใครที่เคยผ่านช่วงนั้นมา ประโยคนี้อาจฟังดูเหมือนมีคนเข้าใจสิ่งที่ตัวเองไม่เคยพูดออกมาได้
‘มิเชล เดอ มงแตญ’ อยู่ในคนละมุมโดยสิ้นเชิง นักปรัชญายุคเรอเนซองส์คนนี้มองความรักเป็นเรื่องของจิตวิทยาและศิลปะ การทำให้ใครสักคนมารักเราคือทักษะที่ฝึกได้ ไม่ใช่โชคชะตา เขาพูดถึงการจัดฉาก การเลือกใช้คำพูด การนำเสนอตัวเองในแบบที่ดึงดูด
และในยุคของเขา ยังยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าการแต่งงานกับการมีความรักไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกัน การแต่งงานคือหน้าที่ ความรักคืออีกเรื่อง เจ้ป้องบอกว่ามองแตนเหมาะมากสำหรับคนที่กำลังเล่น Tinder อยู่ตอนนี้ เพราะโลกในแอปหาคู่ทำงานด้วยตรรกะเดียวกันทุกประการ
‘มีแชล ฟูโก’ เข้ามาในวัยที่คนเริ่มตั้งคำถามกับทุกอย่าง วัยที่รู้สึกว่าความรักอาจไม่มีจริง มีแต่ความรู้สึกทางกายและเรื่องของอำนาจ เขาท้าทายว่าความสัมพันธ์ทุกรูปแบบมีโครงสร้างของอำนาจซ่อนอยู่ และการมองเห็นโครงสร้างนั้นทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องมืดหม่น แต่เป็นเรื่องที่ซื่อสัตย์
‘บารุค สปิโนซา’ พูดถึงสิ่งที่ฟังดูเลี่ยน แต่เจ๊ป้องก็ยอมรับว่ามันจริง ว่าความรักที่ดีคือความรักที่ให้พลังกับเรา เวลาที่คนมีความรัก มันมักมาพร้อมกับพลังอยากทำอะไรหลายอย่างที่ปกติไม่เคยอยากทำ นั่นคือสัญญาณ
“ความรักที่ดีมันคือเป็นความรักที่ให้พลังกับเรา เวลาเรามีความรัก เราก็อยากจะทำอะไรเยอะแยะไปหมดเลย” เจ๊ป้อง กล่าว
และ ‘ฟรีดริช นีทเชอ’ คือคนที่เจ๊ป้องบอกว่าอินที่สุด ณ ตอนนี้ ไม่ใช่เพราะเขาโรแมนติก แต่เพราะเขาบอกว่าทุกอย่างไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ความหมายของความรักเปลี่ยนได้ตามมุมมองและประสบการณ์ของแต่ละคน ไม่มีนิยามสากลที่ถูกต้องที่สุด มีแค่นิยามที่ใช่สำหรับคนๆ นั้นในช่วงเวลานั้น
“นิเชเป็นคนที่ชอบมาก เพราะพี่รู้สึกว่ามันตรงกับความคิดของเรา ณ ปัจจุบัน คือมันไม่มีรูปแบบอ่ะ ทุกอย่างมันดิ้นได้ ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงได้” เจ๊ป้อง กล่าว
ในทางกลับกัน ‘อิมมานูเอล คานต์’ คือคนที่เธอต้องบังคับตัวเองให้เขียนถึง เธอไม่ชอบ ไม่อิน และตอนแรกแทบไม่อยากใส่เข้าไปในเล่มด้วยซ้ำ แต่ก็ยังเขียน เพราะหนังสือที่ดีต้องยุติธรรมกับทุกมุมมอง แม้แต่มุมที่ตัวเองไม่เห็นด้วย
ในส่วนของชื่อของหนังสือ I Philo U ก็มาจากภาษากรีก Philo แปลว่ารัก ทำให้ I Philo U = I love you
แต่สำหรับเจ๊ป้องแล้วอย่างที่บอกไปในตอนต้นหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้วัดจากการเป็นตำราปรัชญาที่สมบูรณ์ที่สุด หรือทำให้คนอ่านรู้ทุกสำนักคิดหลังปิดเล่ม เธอตั้งเป้าไว้เรียบง่ายกว่านั้นมากแค่อยากให้คนรู้สึกว่า “อ่านปรัชญาแล้วไม่หาว”
“ถ้าอ่านแล้วไม่เบื่อ สำหรับพี่คือสำเร็จแล้ว” เจ๊ป้อง กล่าว
เพราะสุดท้ายแล้ว หนังสือเล่มนี้อาจไม่ได้พยายามสอนว่าความรักคืออะไรแบบถูกต้องที่สุดแต่กำลังชวนให้คนอ่านค่อยๆ ตั้งคำถามกับความรัก ในแบบของตัวเองมากกว่า
และนี่คือ ‘เจ๊ป้อง’ เจ้าของหนังสือ I Philo U ผู้หยิบเรื่องซับซ้อนอย่างปรัชญา มาถ่ายทอดผ่านภาษาและเรื่องราวธรรมดาๆ จนความรักของเพลโต, นิเช หรือสปิโนซา ไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป