เถลือกไถลแต่ลางบวกเศรษฐกิจโผล่เป็นระยะ
ภาพคำทำนายเศรษฐกิจปี 2569
ผู้เขียนเคยเรียกร้องและขอทีมงานเศรษฐกิจมืออาชีพ ที่ไม่ใช่สมัครเล่นจากรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อพาเมืองตีฝ่าสงครามเศรษฐกิจโลกที่เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่กลางกรกฎาคม 2565
และซ้อนวิกฤตเศรษฐกิจที่เมืองจะพานพบเนื่องจากปัญหาของเมืองเองน้องๆ ต้มยำกุ้งที่จะเริ่มตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป
เพื่อที่เป้าหมายคือ กรกฎาคม 2572 เมืองจะหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางที่ติดมายาวนานกว่าสามสิบปีไปสู่ประเทศรายได้สูง ซึ่งจริงๆ ไม่ง่ายเลย เพราะทั้งความซับซ้อนของการเมือง
และปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของเมืองเองที่ติดหล่มมาก่อนหน้านี้ กระตุก กระตุ้นอย่างไรก็เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เช่น โครงการแจกเงินหมื่นในรัฐบาลของคุณแพทองธาร ชินวัตร
ครั้นพอเข้าถึงช่วงดวงชะตาเมืองใกล้อันตรายสุดๆ แต่ดูเหมือนคำขอมืออาชีพมาพาเมืองตีฝ่าได้รับการตอบสนอง เพราะรัฐบาลของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย รอบแรกได้คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ มาเป็นรัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลัง บวกกับอีกสองท่านมาช่วยเชิดหน้าชูตาคือ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สามารถงัดเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายปี 2568 พ้นปากเหวด้วยนโยบายคนละครึ่ง
หลังการเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐมนตรีเชิดหน้าชูตาทั้งสามท่านของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ชุดที่สองกลับมาครบทีมทั้งสามท่าน ในตำแหน่งเดิมพ่วงรองนายกรัฐมนตรีด้วย
และแล้วจากนั้นดวงชะตาเมืองก็มีเกณฑ์เกิดวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่อย่างต่ำน้องๆ ต้มยำกุ้งรอแทรกเกิดอยู่ระหว่าง 14 กุมภาพันธ์-21 เมษายน 2569 และแล้วมันก็เกิดขึ้นจริงคือ
ก.เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 อิสราเอลกับสหรัฐอเมริกาเปิดศึกกับอิหร่าน จนช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด กระทบราคาพลังงานเดือดร้อนไปทั่วโลก ไม่เว้นไทยที่รัฐบาลต้องดิ้นรนเถลือกไถลพาประชาชนรอด พร้อมความไม่พอใจจากราคาน้ำมันและก๊าซ
ข.ตามมาด้วยสิ่งที่ลบมากสำหรับประเทศคือ 17 เมษายน 2569 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ หั่นคาดการณ์อัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองปี 2569 เหลือร้อยละ 1.5
ที่เขียนมาทั้งหมดข้างต้นนี้เพื่อจะย้ำบอกว่า ทางดวงเมืองรัตนโกสินทร์ วิกฤตเศรษฐกิจซ้อนวิกฤตจากสงครามเศรษฐกิจโลก และปัญหาภายในของเราเองเป็นยุ่งยากซ้อนที่ผู้เขียนเคยพูดไว้ตั้งแต่ต้นปี 2568 ว่าขนาดต้มยำกุ้ง หรือน้องๆ ต้มยำกุ้งที่เริ่มมาตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 นั้นได้ผ่านพ้นไปแล้วเมื่อวันคล้ายวันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2569
หลังจากนั้นไทม์ไลน์เกณฑ์ทางเศรษฐกิจที่ผู้เขียนให้ไว้คือ
1.ระหว่าง 21 เมษายน 2569-21 เมษายน 2570 เป็นเวลาหนึ่งปี เมืองทำอะไรจะได้ครึ่งเสียครึ่ง รวมทั้งทางเศรษฐกิจ ตามโฉลก…สบกึ่งเหตุชั่วดี…หรือช่วงแรกบวก ช่วงหลังลบ หรือช่วงแรกลบ ช่วงหลังจะบวก
2.แม้จะยังอยู่ในระยะได้ครึ่งเสียครึ่ง และยังเหลือปัญหาที่ต้องเถลือกไถลสะสาง แก้ไขและสร้างเสริมมากมายในระดับปฏิวัติใหญ่โครงสร้างเศรษฐกิจไปด้วย แต่จากการได้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตซ้อนวิกฤตขนาดตุ้มยำกุ้งหรือน้องๆ ต้มยำกุ้งมาแล้ว ผลบวกคือที่เริ่มเกิดคือ
2.1 ทันทีวันคล้ายวันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2569 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดี้ส์ได้จัดอันดับคงประเทศไทยมีสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
2.2 เมื่อ 18 มิถุนายน 2569 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเอสแอนด์พีคงอันดับประเทศไทยมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและวินัยทางการเงินการคลัง
2.3 วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 หลังจากอยู่ในสภาพเดินหน้าหนึ่ง ถอยหลังสอง และไม่เห็นตัวเลขมานาน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแตะเหนือ 1,600 จุด
2.4 ปรับอารมณ์แทบไม่ทัน อันเป็นไปตามหลักลบแล้วบวกคือ เมื่อ 9 กรกฎาคม 2569 ไอเอ็มเอฟปรับคาดการณ์ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองปี 2569 ที่เคยให้ไว้ร้อยละ 1.5 เป็นร้อยละ 1.9 แถมพลิกเป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับการปรับมากสุดในอาเซียน และระดับต้นๆ ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี เพราะส่งออกฮาร์ดแวร์ AI รายสำคัญ 4 อันดับแรกของโลก
สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจจากเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยการท่องเที่ยว ไปสู่การเจริญเติบโตจากแรงสนับสนุนของการส่งออกเทคโนโลยีและการลงทุนมากขึ้น
ต่อไปนี้คำทำนายหลังจากนี้ที่เคยให้ไว้และทำนายเพิ่มเติมคือ
A.ระหว่าง 20 ตุลาคม 2569-9 กุมภาพันธ์ 2570 ตลาดหุ้นจะทำสถิติใหม่ด้านใดด้านหนึ่งเชิงบวก
B.เริ่มค่อยๆ แย้มชะตาของเมืองปีหน้าแล้วว่าเศรษฐกิจของเมืองจะหลุดจากการได้ครึ่งเสียครึ่ง เป็นโงหัวตั้งแต่วันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2570 เป็นต้นไป
ขอพระสยามเทวาธิราชทั้งหลายอำนวยชัยให้เมืองและทีมประเทศไทยฟันฝ่าปัญหา อุปสรรคและเครื่องกีดกั้นทั้งปวงที่มีมากและไม่ง่ายเลย
เพื่อนำเมืองสู่ประเทศรายได้สูงตั้งแต่กรกฎาคม 2572 ให้ได้.
ฟองสนาน จามรจันทร์
10 กรกฎาคม 2569