“สีหศักดิ์” คุยผู้นำคาซัคสถาน ล็อกดีลส่งออก ‘อาหาร-เวลเนส’ แลก ‘แร่หายาก’ ป้อน EV
“สีหศักดิ์” นำทัพถกประธานาธิบดีโตคาเยฟ ยกระดับความสัมพันธ์สู่ ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์’ อย่างเป็นทางการ เล็งใช้จุดยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมสายใหม่ เชื่อมโยงเศรษฐกิจอาเซียนสู่ตลาดรัสเซียและยุโรป ส่งออก ‘อาหาร-เวลเนส’ เจาะประชากรน้อยแต่กำลังซื้อกระฉูดรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทยเท่าตัว แลก ‘แร่หายาก’ คาซัคสถานหนุนฐานผลิต EV
26 มิถุนายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังเข้าพบ นายคาซีม-โยมาร์ต โตคาเยฟ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน ในโอกาสเยือนประเทศคาซัคสถานอย่างเป็นทางการ
โดยระบุว่า ประเทศไทยและคาซัคสถานได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการเดินหน้ายกระดับความสัมพันธ์จากความร่วมมือทวิภาคีทั่วไป สู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” เพื่อเสริมสร้างและวางรากฐานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน รวมถึงความมั่นคงในระยะยาวระหว่างกัน
การขยับความสัมพันธ์ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของแผนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างมีบทบาทและทำหน้าที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาคของตนเอง โดยคาซัคสถานทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียกลาง ในขณะที่ประเทศไทยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน การจับมือกันจึงมีศักยภาพสูงมากในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองภูมิภาคเข้าด้วยกัน ท่ามกลางสถานการณ์และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้คาซัคสถานเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์การค้าที่ไทยจะมองข้ามไม่ได้ คือการที่คาซัคสถานตั้งอยู่บนเส้นทาง Middle Economic Corridor หรือ Trans-Caspian International Transport Corridor ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมและการค้าสายสำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างเอเชียกลาง รัสเซีย ยุโรป และจีน ส่งผลให้ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นประตูบานใหญ่ที่จะเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถขยายตลาดและยกระดับการค้าไปยังภูมิภาคใหม่ๆ ที่มีศักยภาพสูงได้
นอกจากนี้เมื่อพิจารณาในแง่ของอินไซต์ผู้บริโภค แม้ว่าคาซัคสถานจะมีจำนวนประชากรราว 20 ล้านคน ซึ่งอาจดูไม่มากนัก แต่กลับมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าประเทศไทยประมาณเท่าตัว สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งและโอกาสเติบโตทางธุรกิจอีกมหาศาล
ในขาของการลงทุนจากประเทศไทย ภาคเอกชนไทยกำลังให้ความสนใจอย่างยิ่งในการเข้าไปขยายธุรกิจในคาซัคสถาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งไทยมีความเชี่ยวชาญ โดยสามารถใช้คาซัคสถานเป็นทั้งฐานการผลิตและศูนย์กลางในการกระจายสินค้าต่อไปยังประเทศอื่นๆ ในกลุ่มเอเชียกลาง รัสเซีย รวมถึงยุโรป
ขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจบริการของไทยที่ขึ้นชื่อ เช่น ธุรกิจโรงแรม สปา และธุรกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness) ก็กำลังได้รับความสนใจและเป็นที่ต้องการอย่างมากจากตลาดคาซัคสถานที่มีกลุ่มประชากรผู้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่การแลกเปลี่ยนในมิติของพลังงานและทรัพยากร ประเทศไทยได้แสดงความสนใจที่จะนำเข้าแร่หายาก (Rare Earth Minerals) และวัตถุดิบสำคัญจากคาซัคสถาน เพื่อนำมาป้อนให้กับอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักของประเทศ การได้แหล่งวัตถุดิบที่มั่นคงนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมอนาคตของไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์และทิศทางในการขับเคลื่อนนโยบายการต่างประเทศและการค้าในครั้งนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า
“การกระชับความสัมพันธ์กับคาซัคสถานเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการทูตเศรษฐกิจ ที่มุ่งกระจายความเสี่ยงทางการค้าและเปิดตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดิม พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศในเอเชียกลาง ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเปิดโอกาสใหม่ให้กับภาคธุรกิจไทยในระยะยาว” นายสีหศักดิ์ กล่าว
การเดินเกมการทูตพาณิชย์และยกระดับสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและคาซัคสถานในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การซื้อมาขายไปในระยะสั้น แต่คือการเปิดประตูเกตเวย์บานใหม่ที่จะสร้างทางลัดให้ภาคธุรกิจไทยเข้าสู่ตลาดเอเชียกลางและยุโรปได้อย่างมั่นคง พร้อมๆ กับการล็อกดีลวัตถุดิบต้นน้ำเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่อย่าง EV ให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางสมรภูมิการค้าโลก