See You โปรดไว้อาลัยและระลึกถึง เพราะการบอกลา ไม่มีวัน ‘สมบูรณ์’
จะว่าไปแล้ว นิยามที่แท้จริงของคำว่า ‘ความตาย’ คืออะไรกันนะ
คือการสูญเสีย การบอกลา เป็นจุดสิ้นสุดของชีวิตใครคนหนึ่ง
หรือจริงๆ แล้ว ความตายอาจเป็นเพียงวันที่ไม่มีใครจดจำเราได้อีกต่อไปแล้ว
คำถามข้างต้นถูกส่งมาพร้อมกับเมสเสจในหนังสือ See You โปรดไว้อาลัยและระลึกถึง ผลงานของโหยว ซ่านจวิน วรรณกรรมร่วมสมัยจากไต้หวันแปลเป็นภาษาไทยโดย ภารวิณี ยังเจริญยืนยง และจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ P.S.
หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวของเสียงคลื่น ลมทะเล การเปลี่ยนผ่านของชีวิต มิตรภาพ ความเป็น ความตาย และความเดียวดายที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ผ่านเรื่องราวของ ‘ไล่เจี้ยนโย่ว’ และ ‘ติงอา’ สองเพื่อนซี้ที่ต่างคิดว่าตัวเองรู้จักอีกฝ่ายดีที่สุด
แต่ยิ่งอ่านไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งพบว่า หนังสือไม่ได้กำลังพูดถึงความตายเพียงอย่างเดียว หากกำลังตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ ว่าแท้จริงแล้ว เราจะรู้จักใครคนหนึ่งได้ทั้งหมดจริงหรือ
เคยสังเกตกันไหม ไม่ว่าเราจะใกล้ชิดใครสักคนมากแค่ไหน บางครั้งก็ยังมีเรื่องราวที่เราไม่เคยรู้ และไม่มีวันเข้าใจเขาได้ทั้งหมด หรือบางทีอาจเป็นเพราะเพื่อน คนในครอบครัว หรือคนรัก กำลังพยายามแสดงออกว่าตัวเองเข้มแข็ง จนเมื่อเราสังเกตเห็นความผิดปกติ ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว
See You โปรดไว้อาลัยและระลึกถึง ชวนเราตั้งคำถามถึงความตายอีกครั้ง พร้อมโต้แย้งความคิดเดิมที่ว่า ความตายเป็นเรื่องของคนที่จากไป เพราะหนังสือเล่มนี้กลับทำให้เราเห็นว่า ความตายเป็นเรื่องของคนที่ยังอยู่มากกว่า
นวนิยายร่วมสมัยจากไต้หวันเล่มนี้ไม่ได้พยายามอธิบายความตายให้เข้าใจ แต่เลือกฉายภาพของคนเป็นที่ยังต้องใช้ชีวิตต่อไป คนที่ยังไม่ทันได้บอกรัก กล่าวคำขอโทษ หรือทำอีกหลายสิ่งที่ตั้งใจจะทำร่วมกับคนที่ล่วงหน้าไปก่อน ไปจนถึงการรับมือกับความสูญเสีย และการส่งต่อความทรงจำ เพื่อให้คนคนนั้นยังคงมีชีวิตอยู่กับเราเรื่อยไป
เพราะการบอกลาไม่เคยมีวัน ‘สมบูรณ์’
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ คือการใช้ ‘ภาษามือ’ เข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญของเรื่อง เหมือนกับตอนหนึ่งในหนังสือระบุว่า
"เพราะบางคำพูดนั้น ถ้าใช้ภาษาที่เราเคยชิน มันยากที่จะถ่ายทอดออกมา"
บางครั้งมนุษย์จึงมีภาษาของตัวเองในการบอกเล่าความรู้สึก ทั้งภาษากาย สีหน้า ความเงียบ หรือแม้แต่ภาษามืออย่างในหนังสือเล่มนี้
See You โปรดไว้อาลัยและระลึกถึง จึงไม่ใช่หนังสือว่าด้วยความตาย หากเป็นหนังสือที่ว่าด้วยความรักที่ยังคงดำรงอยู่ แม้เจ้าของความรักนั้นจะไม่อยู่แล้วก็ตาม
หนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่กับความรู้สึกของเราไม่ต่างจากเสียงคลื่นที่คอยซัดเข้าหาฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่า ค่อยๆ พาให้เราหวนคิดถึงใครบางคนในชีวิต และตระหนักว่า บางคนแม้จะจากไปแล้ว แต่ก็ไม่เคยห่างหายไปจากความทรงจำ สิ่งนี้แหละทำให้เขายังมีชีวิตและดำรงอยู่
ท้ายที่สุด หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนให้เราปล่อยวาง แต่ชวนให้เรายอมรับว่า การคิดถึงใครสักคนตลอดไป อาจไม่ใช่ความอ่อนแอ หากเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของความรักที่ไม่มีวันสิ้นสุดต่างหาก