โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“อย่าเป็นคนที่รู้ทุกเรื่อง แต่เป็นคนที่พร้อมเรียนรู้ทุกเรื่อง” บทเรียนบริหารคนจาก Satya Nadella ที่พลิกฟื้น Microsoft

SME THAILAND ONLINE

เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
เมื่อก่อน Microsoft เคยมีวัฒนธรรมที่ทุกคนต้องแข่งกันพิสูจน์ว่าตัวเองเก่งที่สุด จนลืมไปว่าจริงๆ แล้วการทำงานร่วมกันต่างหากที่สำคัญ จนวันหนึ่ง Satya Nadella ซีอีโอคนใหม่ เริ่มเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งบริษัท จากที่เคยเน้น

Text : Rphan

หลายองค์กรเชื่อว่า การแข่งขันภายในคือวิธีดึงศักยภาพของคนออกมาให้ได้มากที่สุด แต่บางครั้งระบบที่ออกแบบมาเพื่อคัดเลือก “คนเก่ง” กลับกลายเป็นกำแพงที่ขัดขวางการเรียนรู้ นวัตกรรม และความร่วมมือโดยไม่รู้ตัว

ครั้งหนึ่ง Microsoft เคยเป็นตัวอย่างขององค์กรที่เต็มไปด้วยบุคลากรระดับหัวกะทิ แต่กลับเติบโตช้าลง สูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขัน และถูกมองว่ากำลังตามหลังคู่แข่ง ก่อนที่การเปลี่ยนวิธีคิดเพียงประโยคเดียวของ Satya Nadella จะค่อยๆ พลิกวัฒนธรรมองค์กร และกลายเป็นหนึ่งในบทเรียนด้านการบริหารคนที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดในโลกธุรกิจ

เมื่อองค์กรที่เก่งที่สุด กลายเป็นองค์กรที่กลัวที่สุด

ก่อนปี 2014 Microsoft ใช้ระบบประเมินผลที่เรียกว่า Stack Ranking หรือที่พนักงานจำนวนมากเรียกกันว่า Rank and Yank ผู้จัดการต้องจัดอันดับผลงานของลูกทีมตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าทีมนั้นจะมีผลงานดีเพียงใด ก็ต้องมีทั้งกลุ่มผลงานยอดเยี่ยม กลุ่มผลงานปานกลาง และกลุ่มที่ถูกจัดให้อยู่ในระดับต่ำเสมอ

ฟังดูเหมือนเป็นระบบที่ช่วยกระตุ้นการแข่งขัน แต่ในทางปฏิบัติกลับบั่นทอนสิ่งสำคัญที่สุดขององค์กรเทคโนโลยี นั่นคือ "ความร่วมมือ" เพราะเมื่อทุกคนต้องแข่งขันกันเอง การทำงานร่วมกับคนเก่งอาจทำให้โอกาสโดดเด่นของตัวเองลดลง วิศวกรหลายคนจึงหลีกเลี่ยงการอยู่ในทีมที่เต็มไปด้วยคนมีความสามารถ และเลือกทำงานในทีมที่อ่อนแอกว่า เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับการประเมินที่ดีกว่า

นี่คือผลลัพธ์ของวัฒนธรรมที่ให้รางวัลกับคนที่ต้องพิสูจน์ว่าตัวเอง "รู้ทุกอย่าง" หรือ Know-it-all คนที่ต้องแสดงให้เห็นอยู่เสมอว่าตัวเองเก่งกว่า ฉลาดกว่า และถูกต้องกว่าคนรอบข้าง

วัฒนธรรมเช่นนี้ไม่ได้สร้างคนเก่งขึ้นมา แต่มันสร้างคนที่กลัวความผิดพลาด เมื่อคนกลัวเสียหน้า พวกเขาจะไม่กล้าตั้งคำถาม ไม่กล้าลองสิ่งใหม่ ไม่กล้ายอมรับว่าตัวเองยังไม่รู้ และสุดท้ายก็หยุดเรียนรู้ไปพร้อมกับองค์กร

ผลลัพธ์สะท้อนออกมาอย่างชัดเจน ตลอดช่วงที่ Steve Ballmer ดำรงตำแหน่งซีอีโอ แม้บริษัทจะมีกำไรแต่กลับสูญเสียมูลค่าตลาดและความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมให้คู่แข่งสำคัญอย่าง Apple จนหลายฝ่ายมองว่าบริษัทกำลังสูญเสียความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม องค์กรที่เคยเป็นยักษ์ใหญ่ของโลกเทคโนโลยี เริ่มถูกตั้งคำถามถึงอนาคต

หนังสือหนึ่งเล่มที่เปลี่ยนทุกอย่าง

ก่อนก้าวขึ้นเป็นซีอีโอในปี 2014 Satya Nadella ใช้เวลาศึกษาหนังสือด้านจิตวิทยาและภาวะผู้นำหลายเล่ม เพื่อทำความเข้าใจการเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลง และการเติบโตของมนุษย์ หนึ่งในหนังสือที่ส่งอิทธิพลต่อเขามากที่สุดคือ Mindset: The New Psychology of Success ของ Carol Dweck ซึ่งอธิบายแนวคิด Growth Mindset ว่า ความสามารถไม่ใช่สิ่งตายตัว แต่สามารถพัฒนาได้ผ่านการเรียนรู้ ความพยายาม และการเปิดรับประสบการณ์ใหม่

แนวคิดดังกล่าวจุดประกายบางอย่างในตัว Nadella เมื่อรับตำแหน่งซีอีโอ เขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยการประกาศกลยุทธ์ใหม่หรือเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เริ่มต้นจากการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ประโยคที่เขาพูดอยู่เสมอคือ

"Don't be a know-it-all. Be a learn-it-all."

เขาเปรียบเทียบคนสองประเภท คนแรกคือคนที่พยายามพิสูจน์ว่าตัวเองเก่งที่สุด ส่วนอีกคนอาจไม่ได้เก่งที่สุด แต่พร้อมเรียนรู้จากทุกสถานการณ์เสมอ และท้ายที่สุด คนที่เป็น Learn-it-all จะเติบโตได้ไกลกว่า เพราะโลกเปลี่ยนเร็วกว่าความรู้ที่เรามีอยู่เสมอ

Learn-it-all ไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่คือการรื้อระบบทั้งองค์กร

สิ่งที่ทำให้แนวคิดนี้แตกต่างจากคำขวัญสวยหรู คือ Nadella ลงมือเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารคนทั้งระบบ

1. ยกเลิก Stack Ranking ระบบประเมินที่เน้นการจัดอันดับพนักงานถูกยกเลิก และเปลี่ยนเป็นการพูดคุยเรื่องผลกระทบของงาน ศักยภาพในการเติบโต และโอกาสในการพัฒนาบทบาทใหม่ แทนคำถามว่า "ใครเก่งกว่าใคร" องค์กรเริ่มถามว่า "คนคนนี้สร้างคุณค่าอะไร และจะเติบโตต่อไปอย่างไร"

2. สร้างกรอบผู้นำ Model, Coach, Care Microsoft ใช้เวลาหลายปีพัฒนาแนวทางการเป็นผู้นำผ่านการรับฟังความคิดเห็นของพนักงาน ทั้งการสัมภาษณ์ การทำ Focus Group และแบบสำรวจ จนเกิดเป็นกรอบการทำงานที่เรียกว่า Model, Coach, Care คือเป็นแบบอย่างที่ดี โค้ชให้ผู้อื่นเติบโต และสร้างความไว้วางใจผ่านความเข้าอกเข้าใจ

3. เปลี่ยนการพูดคุยเรื่องคนให้มองศักยภาพมากกว่าคะแนน การประชุมด้านบุคลากรถูกปรับจากการตัดสินกันด้วยคะแนนผลงาน มาเป็นการพูดคุยถึงศักยภาพ โอกาสในการเติบโต และความเหมาะสมของแต่ละคนกับบทบาทในอนาคต ที่สำคัญ Nadella ไม่ได้เรียกร้องให้คนอื่นเปลี่ยนเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากตัวเอง เขาเล่าความผิดพลาดของตัวเองให้ทีมฟัง เปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง

ทำไม Learn-it-all จึงเอาชนะ Know-it-all ได้

หัวใจของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครฉลาดกว่า แต่อยู่ที่ว่าใครพร้อมยอมรับว่าตัวเองยังมีเรื่องให้เรียนรู้อีกมาก

คนที่เป็น Know-it-all ต้องใช้พลังงานจำนวนมากเพื่อรักษาภาพลักษณ์ว่าตัวเองถูกต้องเสมอ พวกเขาไม่กล้าถามคำถามที่ดูเหมือนง่าย ไม่กล้ายอมรับข้อผิดพลาด และลังเลที่จะเปลี่ยนความคิดแม้จะมีข้อมูลใหม่ เพราะการยอมรับว่าตัวเองผิดอาจถูกมองว่าเป็นความล้มเหลว

ตรงกันข้าม คนที่เป็น Learn-it-all มองทุกสถานการณ์เป็นโอกาสในการเรียนรู้ พวกเขากล้าถาม รับฟังลูกค้า เปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง และปรับตัวได้รวดเร็วเมื่อโลกเปลี่ยนแปลง ทักษะเหล่านี้ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นวิธีคิดที่สามารถฝึกฝนได้

องค์กรก็เช่นเดียวกัน องค์กรที่เต็มไปด้วยคนเก่งแต่ไม่พร้อมเปลี่ยนความคิด อาจแพ้องค์กรที่มีคนธรรมดาแต่เรียนรู้และปรับตัวได้เร็วกว่า เพราะในโลกธุรกิจ ความได้เปรียบไม่ได้เป็นของคนที่รู้มากที่สุด หากเป็นของคนที่เรียนรู้ได้เร็วที่สุด

กว่าสิบปีหลังจาก Satya Nadella เริ่มเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร Microsoft มีมูลค่าตลาดเติบโตจากราว 300,000 ล้านดอลลาร์ สู่ระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดของโลก และสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นเหนือกว่าตลาดโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากผลิตภัณฑ์ใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่องค์กรกล้ายอมรับว่า วิธีคิดเดิมอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับอนาคต กล้ารื้อระบบที่เคยเชื่อว่าดีที่สุด และสร้างวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับการเรียนรู้มากกว่าการพิสูจน์ว่าตัวเองเก่ง

เพราะหลายครั้ง สิ่งที่เคยพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ อาจกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้องค์กรไปต่อไม่ได้ หากยังยึดติดกับวิธีคิดเดิมในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ที่มา : www.fortune.com

www.businesschief.com

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...