โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

“สุริยะ” เตรียมแผนบรรเทาสาธารณภัยทั้งพืช ประมง และปศุสัตว์ ยืนยันเกษตรกรไร้กังวล

สวพ.FM91

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“สุริยะ” เตรียมแผนบรรเทาสาธารณภัยทั้งพืช ประมง และปศุสัตว์ ยืนยันเกษตรกรไร้กังวล

(21 พ.ค.69) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเตรียมการเพื่อบรรเทาสาธารณภัยและรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือ ณ ห้องประชุม 134-135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า

รัฐบาลห่วงใยสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ความรุนแรงมากขึ้น แม้กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่า ไทยเข้าสู่ห้วงฤดูฝนแล้ว เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 แต่จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความผันผวนมากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเตรียมความพร้อมในการป้องกันและรับมือกับสาธารณภัยที่อาจจะเกิดขึ้น
โดยได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกำชับหน่วยงานในพื้นที่ให้ติดตาม และประเมินสถานการณ์พื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ รวมถึงเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในทันที เมื่อเกิดเหตุตลอดจนการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและข้อห่วงใยขององคมนตรีที่ให้ไว้ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ได้แก่

1) การบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร 2) ให้ทุกหน่วยงานปรับแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน 3) เตรียมการสำหรับการให้ความช่วยเหลือประชาชนในทุกกรณีให้ชัดเจน และให้ความช่วยเหลือทันทีเมื่อเกิดสาธารณภัย หากเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายทั้งด้านการเกษตร ประมงและปศุสัตว์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ให้เร่งช่วยเหลือเยียวยาโดยเร็วและทั่วถึง 4) การเตรียมการสำหรับสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต มอบหมายทุกหน่วยงาน ประสาน และประเมินสถานการณ์โดยรวมอย่างต่อเนื่อง

กรณีพื้นที่ที่ยังไม่เกิดภัยแล้ง ให้เตรียมการประสานแผนเผชิญเหตุเพื่อให้พร้อมสำหรับการแก้ไขปัญหา และการให้ความช่วยเหลือ/เยียวยา โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงท่วม 64 จังหวัด พื้นที่เสี่ยงแล้ง 58 จังหวัด และเสี่ยงทั้งท่วมและแล้ง 43 จังหวัด ตามที่สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ได้รายงานสรุปคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยในอีก 6 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงจากเอลนีโญใน 5 ด้านสำคัญ คือ

1) การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อน และแหล่งน้ำของประเทศ โดยให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรประสานการปฏิบัติร่วมกับกองทัพอากาศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนบูรณาการข้อมูลและการจัดการสาธารณะภัย เพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดร่วมกัน เพื่อให้สามารถติดตามประเมินผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม
2) การเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้า โดยให้หน่วยงานในสังกัดติดตามข้อมูลฝน น้ำท่า น้ำต้นทุน อุณหภูมิ ความชื้นในดิน พื้นที่เพาะปลูก และระยะการเจริญเติบโตของพืชอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้ข้อมูลดาวเทียมและเทคโนโลยี Remote Sensing เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงและความสมบูรณ์ของพืชแบบใกล้เคียงเวลาจริง รวมทั้งการสื่อสารต่อสาธารณะ เกษตรกร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเสริมศักยภาพความสามารถของคน ชุมชน หรือระบบที่เผชิญภัยพิบัติหรือวิกฤตแล้ว สามารถ “ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว” โดยไม่ให้เกิดความเสียหายระยะยาวต่อการพัฒนา
3) การปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับน้ำต้นทุนจริง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วง กระทรวงฯ จะเน้นการสื่อสารกับเกษตรกรให้วางแผนเพาะปลูกตามสถานการณ์น้ำจริง ลดการปลูกเกินศักยภาพน้ำต้นทุน เลื่อนหรือปรับรอบการเพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยง และส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยในพื้นที่ที่เหมาะสม
4) การลดต้นทุนและลดความเสียหายของเกษตรกร โดยส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การจัดการศัตรูพืชอย่างแม่นยำ การสนับสนุนเครื่องจักรกลและผู้ให้บริการทางการเกษตร รวมถึงการให้คำแนะนำรายพื้นที่ตามชนิดพืชและระยะการเจริญเติบโต เพื่อให้เกษตรกรลดความเสี่ยงก่อนเกิดความเสียหาย
และ 5) การดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะติดตามสถานการณ์ผลผลิต ราคา ต้นทุน และรายได้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น อาหารสัตว์ น้ำตาล แป้งมันสำปะหลัง ปศุสัตว์ และการแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อให้รัฐบาลสามารถกำหนดมาตรการได้ตรงจุดและทันเวลา

รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อว่า ผมขอย้ำว่าแนวทางของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ คือ ไม่รอให้เกิดความเสียหายแล้วจึงเข้าไปเยียวยาเท่านั้น แต่ต้องใช้ข้อมูลเพื่อป้องกันและลดความเสียหายล่วงหน้า โดยจะบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนกลางและพื้นที่ และขอให้พี่น้องเกษตรกรติดตามข้อมูลข่าวสารจากศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร และหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะคำแนะนำเรื่องช่วงเวลาการเพาะปลูก ปริมาณน้ำในพื้นที่ การเลือกชนิดพืช การจัดการน้ำในแปลง และการป้องกันโรคและแมลง อย่าเพิ่งตัดสินใจเพาะปลูกโดยดูจากฝนช่วงสั้น ๆ เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาข้อมูลน้ำต้นทุนและแนวโน้มฝนตลอดฤดูร่วมด้วย

“ในช่วงเวลาที่สภาพภูมิอากาศมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการดูแลพี่น้องเกษตรกร โดยใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐศาสตร์การเกษตรมาประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้ภาคเกษตรไทยสามารถรับมือกับเอลนีโญได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสียหายต่อผลผลิต ลดภาระต้นทุน รักษารายได้ของเกษตรกร และสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ขอให้พี่น้องเกษตรกรมั่นใจว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อให้ประเทศไทยผ่านพ้นความเสี่ยงจากเอลนีโญครั้งนี้ไปได้ด้วยความพร้อม รอบคอบ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” รมว.เกษตรฯ กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...