นายกฯเล็งถอนบรรจุ ขรก. 5,000 คน โกงสอบท้องถิ่น-ออกกฎคุมเข้มผู้รับเหมา“ทิ้งงาน”ห้ามประมูลงานรัฐ 10 ปี
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล
- นายกฯเล็งเพิกถอนบรรจุ ขรก. 5,000 คน โกงสอบท้องถิ่น
- ยังไม่ ‘ปรับ ครม.’ กำชับ รมต.เร่งโชว์ผลงาน
- เผยไปมาเลเซียประชุมยาว-ปัดพบ ‘ทักษิณ’
- สั่ง ‘เอกนัฏ’ ลดราคาน้ำมันตามตลาดโลก
- มติ ครม.ออกกฎคุมเข้มผู้รับเหมา “ทิ้งงาน” ห้ามประมูลงานรัฐสูงสุด 10 ปี
- กู้ IBRD สร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา-ทะเลสาบสงขลา
- ลดเงินนำส่งกองทุนฯให้ 4 แบงก์รัฐ-ปี’69 เหลือ 0.0625%
- โยก ‘พงษ์สวาท’ นั่งที่ปรึกษานายกฯ-ตั้ง ‘ปิยะศิริ’ ปลัด ยธ.
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมได้มอบหมายให้ ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี
ยังไม่ ‘ปรับ ครม.’ กำชับ รมต.เร่งโชว์ผลงาน
ผู้สื่อข่าวถามว่า บรรยากาศการทำงานของ ครม. คึกคักขึ้นหรือไม่ หลังจากที่นายกฯ บอกให้รัฐมนตรีเร่งสร้างผลงาน โดย นายอนุทิน ตอบว่า “มันคึกคักมาตลอดอยู่แล้ว คำว่าคึกคักไม่ใช่เพราะสนุกสนาน แต่คึกคักเพราะทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ และในรัฐบาลผมก็เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาพูดให้ ครม. รับฟังว่า ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา รมว.แต่ละท่านได้ทำอะไรไปบ้าง และมีส่วนไหนที่ต้องการให้ ครม. ได้รับทราบ เพื่อจะได้แสวงหาความร่วมมือ และการสนับสนุนซึ่งกันและกัน”
ถามต่อว่า นายกฯ กำชับอะไรเป็นพิเศษ นายอนุทิน ตอบว่า “กำชับให้ทุกท่านได้สื่อสารการทำงานและผลงานหรือสิ่งที่ได้ทำให้ประชาชนได้รับทราบเยอะๆ”
ถามต่อว่า เจาะจงไปที่กระทรวงใดหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่ได้เจาะจง ก็พูดทั่วไป เพราะทุกกระทรวงมีความสำคัญหมด”
เมื่อถามถึงการกำชับไปที่ รมว.โควตาพรรคเพื่อไทย นายอนุทิน ตอบว่า “วันนี้ก็ได้พูดคุย ผมพูดว่าขอให้ทุกท่านได้ร่วมกันและสื่อสารการทำงานของกระทรวงตัวเองให้ประชาชนได้รับทราบให้มากที่สุด และให้กรมประชาสัมพันธ์ ทีมโฆษกรัฐบาลได้เน้นและประสานโฆษกประจำกระทรวงให้เผยแพร่ผลงานออกไปให้มากที่สุด”
ผู้สื่อข่าวบอกว่า นายกฯ เคยบอกว่า รมว. รวมถึงโฆษกต่างๆ ไม่ค่อยสื่อสาร จากนั้นนายอนุทิน กล่าวว่า “ถือว่าทั้งทีม งานออกมาก็เยอะ สิ่งที่ดีๆ ออกมาเป็นผลงาน เป็นประโยชน์ของประเทศ เป็นประโยชน์กับประชาชน เป็นที่สร้างความเชื่อมั่นให้นานาชาติก็เยอะไปหมด แต่ทำไมมันอยู่ในวงเล็ก ต้องขยายออกไปเป็นวงใหญ่ และสื่อสาร โดยเฉพาะถ้ามีตัวเลขประกอบมีข้อมูลประกอบก็จะยิ่งทำให้เป็น digital footprint ไว้”
ถามต่อว่า จากการทำงาน 3 เดือน เห็นเค้าลางการปรับ ครม. หรือไม่ โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ยังครับ”
ถามต่อว่า เวลาที่เหมาะสมของการปรับของ ครม. คือเมื่อไร นายอนุทิน ตอบว่า “ต้องดูที่ผลงานเป็นหลักก่อน”
ถามย้ำว่า ผลงานวัดจากอะไร ต้องปรากฏออกหน้าสื่อหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่ใช่หน้าสื่ออย่างเดียว เรื่องพวกนี้มันประเมินได้ทั้งนโยบาย การทำงานที่ลงไปถึงประชาชน นั่นคือเป้าหมายหลักของทุกคน”
ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า จุดอ่อนของการทำงานของรัฐบาลคือการสื่อสารใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ก็เป็นจุดอ่อนที่ยังสามารถปรับปรุงแก้ไขได้”
เร่งเช็คบิลคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น
เมื่อถามถึงกรณีผลสอบทุจริตข้าราชการ 15,000 คน โดยมี 5,000 คนที่คะแนนในกระดาษคำตอบไม่ตรงกับผลสอบ จากเหตุการณ์นี้สะท้อนอะไร
นายอนุทิน ตอบว่า “สะท้อนการร่วมกันโกงไง…เป็นหน้าที่ของรัฐบาล รัฐบาลไม่ได้มีส่วนร่วมในการโกง ไม่ได้สนับสนุน แต่เขาก็คงอาศัยช่องโหว่ หรือมองว่ากระบวนการนี้ มันจะมีการดำเนินไป และหลักฐานข้อมูลต่าง ๆ จะต้องถูกกำจัดทำลายไปภายในระยะเวลา เขาก็คงมองว่า พอถึงเวลามันก็จบกันไป”
“ทำมาจนเคย ผมก็ยกเลิกไปครั้งหนึ่ง พอผมยกเลิก และผมก็เตรียมการมารับมือกับแก๊งเหล่านี้ บางคนก็ยังบอกว่าที่ยกเลิกไปและยังไม่สอบ เพราะยังหาลูกค้าไม่ครบ ก็พูดไปแบบผีเจาะปากมาพูด พูดไม่ได้ความ” นายอนุทิน เสริม
ถามต่อว่า คนที่บรรจุไปแล้วแต่คะแนนไม่ตรง นายกฯ จะทำอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “ใครผิดก็มีกระบวนการอยู่ ถ้าผิดในเรื่องนี้ไม่ต้องรอศาล มันเป็นอำนาจการบริหารจัดการในกระทรวง ถ้าที่มาไม่ถูก ก็ต้องยกเลิกที่มา”
เล็งถอนบรรจุ ขรก. 5,000 คน โกงสอบท้องถิ่น
ถามต่อว่า จะระงับการบรรจุข้าราชการ 5,000 คน หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “อันนี้เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงมหาดไทยในฐานะหัวหน้าส่วนราชการ”
เมื่อถามว่า คดีนี้ใช้เวลานาน ต้องปล่อยให้ข้าราชการ 5,000 คนทำงานไปก่อน แล้วรอจนกว่า ป.ป.ช.จะชี้มูลใช่หรือไม่
นายอนุทิน ตอบว่า “คงไม่ถึงตรงนั้น ในส่วนที่เป็นการบริหารภายในกระทรวงมหาดไทย ถ้าเรามีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์เรียบร้อยว่า ทุจริตแน่ เราก็คงต้องเพิกถอนการบรรจุ เงินเดือนอะไรที่จ่ายไปก็ต้องเรียกคืน เป็นสิทธิของกระทรวงที่จะต้องทำการฟ้อง เราก็ต้องดำเนินคดีอาญาด้วย เพราะถือว่าที่มาที่ไปไม่ถูกต้อง”
“ป.ป.ช. เป็นเรื่องของการทำผิดในราชการของใครที่เกี่ยวข้อง แต่ในเรื่องงานด้านการบริหารจัดการข้อสอบ ถ้าเป็นของนายคนนี้คะแนนไม่ตรงกับที่ประกาศไว้ สิ่งที่เราต้องพิสูจน์คือ ใครแก้ข้อสอบนี้ ที่มาที่ไปจริงไหม เพราะมันสกรีนคะแนนเข้าไปในแผ่นกระดาษคำตอบ ถ้ามันไม่ตรงกับที่ประกาศ มันก็ชัดเจน ตรงนั้นเราก็ต้องใช้ระเบียบการบริหารในกรม กระทรวง ดำเนินการไป” นายอนุทิน ขยายความ
ถามต่อว่า มีโอกาสตรวจสอบมากกว่า 15,000 คนหรือไม่ เพราะมีการสอบถึง 400,000 คน
นายอนุทิน ตอบว่า “ก็ต้องสอบให้หมดทุกคนอยู่แล้ว นี่คือสิ่งที่กระทรวงมหาดไทยทำในขอบเขตตอนนี้ก่อน คือมีการบรรจุไปแล้วประมาณ 15,000 คน ก็เอา 15,000 คน มาตรวจสอบ”
นายอนุทิน ยังกล่าวว่า ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ปปง. ป.ป.ท. และดีเอสไอ โดยส่วนที่ต้องใช้เจ้าพนักงานหรือหน่วยงานสืบสวนสอบสวน ก็ดำเนินการไป
เมื่อถามถึงคนที่หลบหนี นายอนุทิน ตอบว่า “ปกติคนที่เป็นข้าราชการอาจจะไปตั้งหลัก ยังไงเขาไปไหนไม่ได้หรอก เพราะเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป”
เมื่อถามย้ำถึงคนที่หนี นายอนุทิน ตอบว่า “ผมการันตีไม่ได้ เอาเป็นว่าอยู่ในเมืองไทยไม่ได้แล้วกัน เรื่องทุจริตด้วย ไม่มีอายุความ”
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีคดีทุจริตจะมาทำลายความเชื่อมั่นของรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายอนุทิน ตอบทันทีว่า “ไม่เกี่ยว” และกล่าวต่อว่า “รัฐบาลมาสร้างความเชื่อมั่น ปราบปราม ยังไม่เคยมีรัฐบาลไหนมาปราบปรามและสามารถสรุปผลดำเนินการได้เร็วเท่ารัฐบาลชุดนี้ มันไม่ใช่เพราะฝีมืออะไรหรอก เพราะเราไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งนั้น และรังเกียจเรื่องพวกนี้ พูดชัดเจน”
“หน่วยงานไหนที่มีความประสงค์ให้เข้ามาดำเนินการสืบสวนสอบสวน ดำเนินคดี เราถือว่าเป็นทีมเดียวกันหมด เข้ามาชะล้างความสกปรกให้มันออกไปจากระบบ อาจจะไปเจอวงอื่นอีกก็ได้” นายอนุทิน กล่าว
ชื่นชมการทำงานร่วม ภจท.-พท.
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ ได้เชิญพรรคเพื่อไทยขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อรับประทานอาหารด้วยกัน มีการระบายความรู้สึกหรือความในใจอะไรหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่มี” จากนั้นกล่าวว่า “ผมว่ามันเป็นนิมิตรหมายเป็นสปิริตการทำงานที่ดี ตอนนี้เราก็ทำงานกันมา 2-3 เดือน ความไว้เนื้อเชื่อใจ ความคุ้นเคยมันเกิดขึ้น การให้เกียรติซึ่งกันและกัน”
“วันนี้ตอนเช้าผมเชิญ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ถามว่า ท่านมีเรื่องที่จะเสนอเข้า ครม. ที่ยังทำไม่เสร็จ จะถามว่ามีอะไรเร่งด่วนไหม ก็จะเชิญมาพบ และนายจุลพันธ์ก็เชิญ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ และเชิญนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์มาด้วย ก็ดีใจได้เจอกัน…เป็นบรรยากาศการทำงานร่วมกันที่ดี” นายอนุทิน ตอบ
ถามต่อว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ประเมินการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติที่จะมีโอกาสเป็นรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “นี่ฝ่ายบริหาร สส.เป็นคนที่ประชาชนเลือกเข้ามา การประเมินของเขาคือ การเลือกตั้ง ถ้าผมมองว่าเขายังทำงานไม่เต็มที่ ในฐานะหัวหน้าพรรค ก็จะบอกเขาว่า เขาต้องทำงานให้มันเข้มข้นมากกว่านี้ แต่เราไปทำอะไรเขาไม่ได้ เขาคือคนของประชาชน เป็นผู้แทนของประชาชน” ถามย้ำว่า มีโอกาสเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ส่วนตรงนั้นอยู่ที่ผลงาน อยู่ที่ฝีมือและสถานการณ์ อย่าเพิ่งไปคิดไกล”
หารือมาเลเซีย เคลียร์ปัญหา ‘กุ้ง-ปลา’
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการเดินทางไปมาเลเซียวันที่ 9-10 ก.ค. นี้ นายกฯ จะหารือเรื่องอะไรเป็นหลัก โดย นายอนุทิน ตอบว่า “เรื่องหลักกุ้งกับปลา ทาง รมว.เกษตร (สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ได้ไปหารือกับ รมว.เกษตรมาเลเซีย ตามแนวทางที่ผมและนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซีย วางเอาไว้ ก็บรรลุข้อตกลงเรียบร้อยแล้ว”
เผยไปมาเลเซียประชุมยาว-ปัดพบ ‘ทักษิณ’
ถามต่อว่าในการเดินทางไปมาเลเซีย นายกฯ จะมีโอกาสไปพบกับนายทักษิณ ชินวัตร ด้วยหรือไม่ โดยนายอนุทิน ตอบว่า “มันมีไม่ได้ เพราะไปมาเลเซีย หมายไปเช้า ประชุมยาวเฟื้อยเลย เสร็จแล้วต้องมาเปิดด่านที่สะเดาร่วมกันกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซีย”
ถามต่อว่า หลังจากที่นายทักษิณพ้นโทษ นายกฯ มีโอกาสเจอกันบ้างหรือยัง นายอนุทิน ตอบว่า “ก็แสดงความยินดีไป”
สั่ง ‘เอกนัฏ’ ลดราคาน้ำมันตามตลาดโลก
เมื่อถามว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รายงานสถานการณ์เงินเฟ้อ นายกฯ มีข้อสั่งการอย่างไร โดยนายอนุทิน ตอบว่า “เราต้องพยายามทำให้ค่าครองชีพของประชาชนอยู่ในระดับต่ำ วันนี้ตอนเช้าผมก็ได้สั่งการในที่ประชุม ครม. ให้ รมว. พลังงาน (เอกนัฏ พร้อมพันธุ์) ไปดำเนินการลดค่าน้ำมันให้ได้”
“เหตุผลคือ ประชาชนทั่วไปได้รับทราบมาแล้วว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความนิ่งแล้ว และลงมาเป็นลำดับ ผมก็แค่บอกกับเขาในฐานะผู้บริหารว่า ตอนขึ้นก็ไปขอประชาชนขึ้น เวลาลงไม่ต้องไปขอประชาชนลง ลงให้เขาเลย ลงทันที และลงให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่ค่อยๆ ลง นึกถึงค่าครองชีพ นึกถึงค่าใช้จ่าย ต้นทุนต่างๆ ของประชาชนและผู้ประกอบการเป็นหลัก” นายอนุทิน กล่าว
เมื่อถามถึงกรอบเวลาในการลดราคาพลังงาน นายอนุทิน ตอบว่า “รมว.พลังงาน ก็รับนโยบายไป จริงๆ พูดกันก่อนหน้านี้ 2-3 วันแล้วว่ามีแนวทางที่จะเร่งลดราคาน้ำมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
“ไม่มีกรอบเวลา ทุกอย่างเขา (กระทรวงพลังงาน) ต้องดำเนินการมา รับนโยบายไปแล้ว เดี๋ยวต้องมีการประชุมกรรมการกองทุนน้ำมันอะไรต่างๆ แนวทางคือต้องลด ท่านคิดว่า รมว. กลับมาแล้วบอกจะไม่ลดไหม” นายอนุทิน ตอบ
ถามต่อว่าสั่งการกระทรวงพาณิชย์เรื่องราคาน้ำมันอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “ท่านศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทราบเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ลดค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวัน ถ้าเราลดราคาน้ำมันลงมา มันก็มีผลในด้านอื่นๆ ด้วย การควบคุมราคาสินค้า ราคาสินค้าธงฟ้า หรือสินค้าที่จะตรึงราคาต่อไป ไทยช่วยไทยพลัสก็น่าจะช่วยเรื่องการลดรายจ่ายในครัวเรือนลงบ้าง”
ถามต่อว่า ถ้าอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง นโยบายเศรษฐกิจควรเป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “ก็ต้องดำเนินการ เราไม่ได้มองจุดเดียว เราต้องมองถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกมิติ”
จี้พาณิชย์เร่งเจรจา FTA ไทย-อียู ให้จบโดยเร็ว
ด้าน ดร. รัชดา รายงานว่าความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-EU ซึ่งนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงความคืบหน้าว่า การเจรจา FTA ไทย–EU รอบที่ 9 เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา มีความคืบหน้าอย่างมาก โดยสามารถสรุปผลการเจรจาเพิ่มเติมได้อีก 8 ประเด็น ประกอบด้วย 4 บทหลัก ได้แก่
1. การแข่งขันและการอุดหนุน
2. รัฐวิสาหกิจ
3. การระงับข้อพิพาท
4. การบริหารจัดการความตกลง รวมถึงภาคผนวกและพิธีสารอีก 4 เรื่อง
ทั้งนี้ ผลการเจรจาส่งผลให้ปัจจุบันไทยและสหภาพยุโรปสามารถสรุปผลการเจรจาได้แล้ว 15 จาก 24 บท หรือ คิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของข้อตกลงทั้งหมด
ดร. รัชดา กล่าวต่อว่า การเจรจาในประเด็นที่เหลือมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยหลายเรื่องอยู่ในขั้นใกล้ได้ข้อสรุป ขณะที่การเปิดตลาดทั้งด้านการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุน รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างหารือรายละเอียดข้อเสนอร่วมกัน นับเป็นช่วงสำคัญที่การเจรจากำลังเข้าสู่โค้งสุดท้าย ก่อนเดินหน้าเจรจาประเด็นที่เหลือซึ่งมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย อาทิ สินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม การค้าดิจิทัล บริการและการลงทุน ตลอดจนทรัพย์สินทางปัญญา โดยความคืบหน้าในการเจรจารอบนี้เป็นผลจากแรงสนับสนุนหลังการหารือในระดับสูงของทั้งสองฝ่าย ที่ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการเร่งผลักดันการเจรจา FTA ไทย–EU ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมมอบหมายให้คณะเจรจาจัดทำแผนงานร่วม และเร่งหารือประเด็นที่ค้าง เพื่อผลักดันการเจรจารอบที่ 10 ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ให้มีความคืบหน้าสูงสุด
เร่ง ‘พลังงาน’ ลดราคาน้ำมันให้สะท้อนต้นทุน
ดร. รัชดา กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงมอบหมายให้กระทรวงพลังงานและสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมพิจารณาแนวทางการปรับราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศให้สอดคล้องกับต้นทุน
ดร. รัชดา กล่าวต่อว่า หากปัจจัยเอื้ออำนวย ขอให้เร่งดำเนินการเพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม ช่วยลดภาระค่าครองชีพ ลดต้นทุนการขนส่งและการผลิต ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
สั่งทุกหน่วยเร่งแผนพาไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD
ดร. รัชดา รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นายกฯได้หารือกับผู้แทนจาก World Economic Forum (WEF) และเอกอัครราชทูตจากประเทศในยุโรป ซึ่งต่างแสดงความชื่นชมต่อทิศทางการพัฒนาประเทศของไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว พร้อมยืนยันความพร้อมที่จะสนับสนุนประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD อย่างเต็มที่ สะท้อนความเชื่อมั่นของนานาประเทศต่อศักยภาพของไทย
ทั้งนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ ได้มีการพิจารณาวาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับการดำเนินงานเพื่อการเข้าเป็นสมาชิก OECD และการจัดทำร่างข้อตกลง ระหว่าง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กับ OECD เพื่อเร่งผลักดันการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด
ดร. รัชดา กล่าวต่อว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้เป็นเพียงการยกระดับสถานะของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการบริหารภาครัฐ ปรับปรุงกฎหมายให้เป็นสากล ทันสมัย เสริมสร้างความน่าเชื่อถือของประเทศ และเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากทั่วโลก
ดังนั้น นายกฯ ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนอย่างเต็มที่ พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด
มติ ครม.มีดังนี้
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกฯ , นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา และร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
ออกกฎคุมเข้มผู้รับเหมา “ทิ้งงาน” ห้ามประมูลงานรัฐสูงสุด 10 ปี
ดร. รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดการกระทำอันมีลักษณะเป็นการทิ้งงาน พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพิ่มความรับผิดชอบของผู้รับจ้าง และคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน สำหรับเหตุผลในการยกร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาเกิดกรณีผู้รับจ้างงานก่อสร้างของรัฐก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงจนกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหลายครั้ง แต่บางกรณีหน่วยงานของรัฐไม่ได้บอกเลิกสัญญาหรือเสนอให้ขึ้นบัญชีผู้ทิ้งงาน ทำให้ผู้ประกอบการรายเดิมยังสามารถเข้าร่วมประมูลงานของรัฐได้ อีกทั้งบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ยังไม่ครอบคลุมกรณีดังกล่าว จึงจำเป็นต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง คือ กำหนดให้ ผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญาของหน่วยงานของรัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่องานก่อสร้าง จนเป็นเหตุให้เกิดภยันตรายต่อชีวิตหรือทรัพย์สินของประชาชน อันเกิดจากการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติงานโดยไม่มีเหตุอันสมควรในช่วงระยะเวลาตามสัญญาจนถึงวันที่ตรวจรับงานครั้งสุดท้าย ให้ถือว่าเป็นผู้กระทำการอันมีลักษณะเป็นการทิ้งงาน และเมื่อปลัดกระทรวงการคลังมีคำสั่งขึ้นบัญชีเป็นผู้ทิ้งงาน จะถูกตัดสิทธิยื่นข้อเสนอหรือทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี โดยจะแจ้งเวียนรายชื่อให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งรับทราบ เผยแพร่ผ่านระบบสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง และแจ้งผู้ประกอบการที่ถูกขึ้นบัญชีให้รับทราบ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการที่เคยสร้างความเสียหายร้ายแรงกลับเข้ามารับงานภาครัฐ ลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาซ้ำในโครงการของรัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดเลือกคู่สัญญาให้มีความโปร่งใส มีคุณภาพ และคุ้มค่าต่อการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ
เปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ 11 ก.ค.นี้
ดร. รัชดา กล่าวว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9 – 10 กรกฎาคม 2569 ตามคำเชิญของดาโต๊ะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย การเยือนของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลักดันความร่วมมือต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ให้มีความคืบหน้าในโอกาสที่ทั้งสองประเทศจะฉลองครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2570 ดังนั้น ที่ประชุม ครม. ในวันนี้จึงมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เสนอดังนี้
1. เห็นชอบการเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ บริเวณหลักเขตแดนที่ 23/9 – 23/10 และปิดจุดผ่านแดนเดิมบริเวณหลักเขตแดนที่ 22 – 23 ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป และกำหนดเวลาทำการตามเวลาท้องถิ่นประเทศไทย ระหว่างเวลา 05.00 – 23.00 น. ของทุกวัน
ให้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานที่คั่งค้างให้แล้วเสร็จ อาทิ การก่อสร้างถนนเชื่อมต่อเพื่อเพิ่มศักยภาพการจราจรในฝั่งไทย การแก้ไขปัญหาช่องทางจราจรบริเวณหน้าด่านพรมแดนในฝั่งไทย และการจัดบริการรถรับส่งมายังพื้นที่ส่วนใน โดยให้หน่วยงานรับผิดชอบจัดทำแผนการปฏิบัติงานและกรอบระยะเวลาการดำเนินงานให้ชัดเจน ทั้งนี้ ให้จังหวัดสงขลาติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานและแจ้งให้กระทรวงมหาดไทยทราบก่อนรายงานผลมายังประธานคณะอนุกรรมการฯ รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศแล้วแต่กรณี
ให้กระทรวงมหาดไทย จังหวัดสงขลา ด่านศุลกากรสะเดา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการชี้แจงและประชาสัมพันธ์ข้อมูล เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นทางการเดินรถ ช่องทางในการปฏิบัติพิธีศุลกากร การตรวจคนเข้าเมือง
รวมถึงแนวทางการดำเนินงานของภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า และการท่องเที่ยวให้แก่ภาคเอกชน ผู้ประกอบการและประชาชนบริเวณชุมชนด่านนอก
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ยังเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีไทยกับมาเลเซียในโอกาสการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 9 – 10 กรกฎาคม 2569 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ
ร่างแถลงการณ์ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือไทย – มาเลเซีย ในสาขาสำคัญ ครอบคลุมไปถึงการพัฒนาและจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน การส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ การส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในมิติของความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม และความร่วมมือในกรอบอาเซียน
เห็นชอบ MOU สภาพัฒน์ฯ-OECD นำไทยเข้าสู่สมาชิกในปี’71
ดร. รัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการจัดทำร่างข้อตกลงระหว่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ โดย OECD จะสนับสนุนองค์ความรู้ เครื่องมือวิเคราะห์ และการจัดกิจกรรมสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 สำหรับขอบเขตความร่วมมือภายใต้ร่างข้อตกลงฯ จะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 OECD สนับสนุนกระบวนการคาดการณ์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Foresight) เพื่อวิเคราะห์แนวโน้ม ความไม่แน่นอน และผลกระทบต่อทิศทางการพัฒนาประเทศ ระยะที่ 2 OECD ร่วมออกแบบนวัตกรรมและกลไกการขับเคลื่อนแผน โดยประยุกต์ใช้แนวทางปฏิบัติที่ดีของประเทศสมาชิกในการออกแบบแนวทาง
“รวมทั้งที่ประชุม ครม. ยังเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การ เพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของประเทศไทย พ.ศ. …. ซึ่งมีองค์ประกอบทั้งสิ้น 17 คน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็น ประธานกรรมการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสนับสนุนการขับเคลื่อนกระบวนการการเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นองค์รวม รวมถึงเร่งการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ภายในปี 2571 ผ่านกลไกที่เป็นรูปธรรมและชอบด้วยกฎหมาย” ดร. รัชดา กล่าว
ออกระเบียบสำนักนายกฯ แก้ของเถื่อนทะลัก-นอมินี
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศ และธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย พ.ศ. …. โดยร่างระเบียบดังกล่าว เป็นการดำเนินการตามมติคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายที่กำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหา สินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยมีรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ และอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นกรรมการและเลขานุการ มีหน้าที่และอำนาจในการกำหนดนโยบายแผนแม่บท มาตรการ เพื่อบริหารจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจากต่างประเทศ และธุรกิจต่างประเทศ ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชน เพื่อบริหารจัดการปัญหาและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศ รวมทั้งเสริมสร้างความรู้และจิตสำนึกให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ เพื่อไม่กระทำความผิดเกี่ยวกับสินค้าจากต่างประเทศ และธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย เสริมสร้างวินัยทางการค้าของผู้ประกอบการ ตลอดจนวางแนวทางปฏิบัติงานเพื่อการดำเนินการภายใต้ระเบียบนี้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
ทั้งนี้ กำหนดให้กรมการค้าต่างประเทศและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำหน้าที่สำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศ และธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยมีหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการ งานวิชาการ งานการประชุม และงานเลขานุการของคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศ (เดิมเป็นคณะกรรมการตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 โดยปรับให้เป็นคณะกรรมการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 11 (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534) ทั้งนี้ เพื่อเป็นการวางระเบียบปฏิบัติให้แก่หน่วยงานของรัฐในการกำหนดนโยบายและมาตรการในการบริหารจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจากต่างประเทศ และธุรกิจต่างประเทศให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อันเป็นการสร้างความเป็นธรรมทางการค้า เสริมสร้างความรู้ และจิตสำนึกให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการเพื่อไม่ให้กระทำความผิดเกี่ยวกับสินค้าจากต่างประเทศ และธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ตลอดจนแก้ไขปัญหาและปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทยได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม และครบถ้วนในทุกมิติ รวมทั้งสอดคล้องกับข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน [กรณีปัญหาการถือครอง หรือ ครอบครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยตัวแทนอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี) ซึ่งให้มีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการทำธุรกรรมอำพรางแทนคนต่างด้าว และคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบแล้วเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568
กู้ IBRD สร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา-ทะเลสาบสงขลา
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้
1. อนุมัติให้ กค. กู้เงินในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจากธนาคารโลกโดยธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและการพัฒนา (International Bank for Reconstruction and Development: IBRD) วงเงินรวมทั้งสิ้น 140.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4,550 ล้านบาท)
2. อนุมัติให้ กค. รับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลก โดย IBRD วงเงินรวมทั้งสิ้น 4.00 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 129.30 ล้านบาท)
3. เห็นชอบร่างสัญญาเงินกู้ (Loan Agreement) ร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant Agreement) และเอกสารที่เกี่ยวข้องของโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ตำบลเกาะลันตากลาง – ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ (โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตาฯ) และโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา – อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง (โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาฯ) และเห็นชอบในการระบุให้ใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารเงื่อนไขทั่วไป (General Conditions) ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 และเอกสารเงื่อนไขมาตรฐาน (Standard Conditions) ฉบับวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562
4. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือ ผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างสัญญาเงินกู้และร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า
5. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) จัดทำคำรับรองทางกฎหมาย (Legal Opinion) สำหรับสัญญาเงินกู้โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตาฯ และโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาฯ ในโอกาสแรก ภายหลังจากที่ได้มีการลงนามในสัญญาเงินกู้ดังกล่าวแล้ว 6. มอบหมายให้กรมทางหลวงชนบท กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมประมง ปฏิบัติตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่ถูกระบุไว้ในคู่มือปฏิบัติงาน (Project Administration Manual: PAM) ร่างสัญญาเงินกู้ ร่างข้อตกลง รับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า กฎข้อบังคับต่าง ๆ ของธนาคารโลก และเอกสารแนบท้ายสัญญาที่เกี่ยวข้องของโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตาฯ และโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาฯ รวมทั้งข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
ไฟเขียว MOU ไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือเกษตร 13 สาขา
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งมาเลเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในร่าง MOU ดังกล่าว ซึ่งมีกำหนดลงนามระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2569 ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า MOU ฉบับใหม่นี้ จัดทำขึ้นเพื่อทดแทนความตกลงเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2522 โดยปรับปรุงกรอบความร่วมมือให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของภาคเกษตรและความท้าทายของโลกในปัจจุบัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงด้านอาหาร และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
สาระสำคัญของความร่วมมือครอบคลุม 13 สาขา อาทิ การพัฒนาพืช ปศุสัตว์ และประมง การป้องกันและควบคุมโรคพืชและโรคสัตว์ การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ ตลอดจนการส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร เพื่อยกระดับศักยภาพภาคเกษตรของทั้งสองประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ร่าง MOU มีอายุความร่วมมือ 5 ปี และจะต่ออายุโดยอัตโนมัติครั้งละ 5 ปี โดยการดำเนินความร่วมมือจะอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ภายใต้กฎหมายและนโยบายของแต่ละประเทศ “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคเกษตรไทยผ่านความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รับมือโรคพืชและโรคสัตว์ได้ดียิ่งขึ้น ต่อยอดการพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทยในระยะยาว” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว
รับทราบผลประชุม APEC ไทยชูพลังสตรี – ต่อยอดวิสาหกิจชุมชน
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบรายงานสรุปการเข้าร่วมการประชุมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ (APEC Women and the Economy Meeting 2026) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และคณะ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–16 พฤษภาคม 2569
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนนโยบายและแนวปฏิบัติด้านการส่งเสริมบทบาทสตรีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นประเด็นสำคัญ อาทิ การส่งเสริมผู้ประกอบการและการจ้างงาน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของสตรี การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและยั่งยืน
ในการประชุม ผู้แทนไทยได้นำเสนอแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและวิสาหกิจชุมชนผ่าน กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่สตรีทั่วประเทศ โดยในช่วงปี 2562–2568 กองทุนได้สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สมาชิก 41,179 โครงการ วงเงินรวมประมาณ 7,249 ล้านบาท และสามารถพัฒนาต่อยอดสู่การเป็นผู้ผลิตและผู้ประกอบการ One Tambon One Product (OTOP) ได้ 20,263 โครงการ สะท้อนผลสำเร็จของการสนับสนุนสตรีในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และยกระดับศักยภาพวิสาหกิจชุมชนของไทย
นอกจากนี้ ไทยยังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสตรี การส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและแหล่งทุน ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจของสตรี เพื่อให้ผู้หญิงสามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ผลการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้สะท้อนความก้าวหน้าของไทยในการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาศักยภาพสตรี โดยเฉพาะการต่อยอดวิสาหกิจชุมชน การสนับสนุนผู้ประกอบการหญิง และการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึง ครอบคลุม และยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกระดับ
ลดเงินนำส่งกองทุนฯให้ 4 แบงก์รัฐ-ปี’69 เหลือ 0.0625%
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กำหนดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พ.ศ. …. เพื่อปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฯ ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สำหรับรอบการนำส่งเงินในปี 2569
รองโฆษกฯ กล่าวว่า ร่างประกาศดังกล่าวปรับลดอัตราเงินนำส่งจากเดิมร้อยละ 0.25 ต่อปี เหลือร้อยละ 0.0625 ต่อปี ของยอดเงินที่ได้รับจากประชาชน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–31 ธันวาคม 2569 โดยแบ่งการนำส่งเป็น 2 งวด งวดละร้อยละ 0.03125 เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และให้สามารถส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการนี้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญความผันผวน ทั้งจากนโยบายการค้าโลก ภูมิรัฐศาสตร์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขณะที่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจจำนวนมากเป็นประชาชนรายย่อย กลุ่มเปราะบาง เศรษฐกิจฐานราก และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งยังมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้
รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลคาดหวังให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจนำต้นทุนที่ลดลงไปสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ และการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ที่มีศักยภาพ เพื่อเติมสภาพคล่องให้ระบบเศรษฐกิจ ควบคู่กับการติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงประชาชนจริง ไม่กระทบวินัยทางการเงิน และไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการหยุดชำระหนี้โดยไม่จำเป็น “รัฐบาลเดินหน้าใช้กลไกสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นเครื่องมือดูแลประชาชนฐานราก ลดภาระต้นทุนทางการเงิน ช่วยลูกหนี้ให้ประคองตัวและฟื้นตัวได้ พร้อมสนับสนุนสินเชื่อใหม่ให้ผู้ประกอบการที่ยังมีศักยภาพ เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคงและเป็นธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว
ปรับผังเมือง ‘อยุธยา’ รับการพัฒนา-ดูแลพื้นที่เกษตร-สิ่งแวดล้อม
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2560 เพื่อปรับปรุงข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรมให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
รองโฆษกฯ กล่าวว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ อยู่ในแนวระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง–ตะวันตก มีบทบาทเป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง อุตสาหกรรมสินค้าไฮเทค และศูนย์กลางโลจิสติกส์ เชื่อมโยงภาคมหานคร ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จึงจำเป็นต้องปรับข้อกำหนดผังเมืองให้รองรับการพัฒนาอย่างเหมาะสม
สาระสำคัญของร่างประกาศดังกล่าว เป็นการแก้ไขข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินสีเขียว หรือที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม ให้สามารถดำเนินการหรือประกอบกิจการในอาคารได้ตามความสูงและขนาดที่กำหนด รวมถึงยกเว้นการจำกัดความสูงของอาคารบางประเภท เช่น อาคารเพื่อการศาสนา สาธารณูปโภค สาธารณูปการ ไซโล โกดัง คลังสินค้า โรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน โครงสร้างสาธารณูปโภค และหอถังส่งน้ำในบางบริเวณ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า การแก้ไขครั้งนี้ยังเปิดให้บางพื้นที่สามารถประกอบพาณิชยกรรม อาคารชุด หอพัก หรืออาคารอยู่อาศัยรวมได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่น ต้องไม่เป็นอาคารขนาดใหญ่พิเศษ และต้องตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะที่มีขนาดเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร เพื่อให้การพัฒนาเมืองเป็นไปอย่างมีระบบ ไม่กระทบพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ และยังคงรักษาสมดุลของพื้นที่ชนบทและเกษตรกรรมตามเจตนารมณ์ของผังเมือง
รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 แล้ว โดยคณะกรรมการผังเมืองมีมติเห็นชอบ และได้ปิดประกาศเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีผู้ยื่นข้อคิดเห็น ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้ให้กระทรวงมหาดไทยรับข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประกอบการดำเนินการ โดยเฉพาะการคำนึงถึงผังน้ำ พื้นที่น้ำหลาก การควบคุมกิจกรรมในพื้นที่ผ่อนปรน และการปฏิบัติตามกฎหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองที่สมดุล รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และที่อยู่อาศัย ควบคู่กับการรักษาพื้นที่เกษตร ทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาครั้งนี้ จะช่วยให้พื้นที่สามารถพัฒนาได้อย่างเหมาะสม เป็นระบบ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว
เห็นชอบ MOU ไทย–นิวซีแลนด์ รับมือสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบบันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งนิวซีแลนด์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากถ้อยแถลงร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยและนิวซีแลนด์เมื่อเดือนเมษายน 2567 ที่ทั้งสองประเทศเห็นพ้องในการส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียนและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยบันทึกข้อตกลงฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อร่วมกันลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบในอนาคต สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และเพิ่มศักยภาพในการบรรลุเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution : NDC)
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ขอบเขตความร่วมมือครอบคลุมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ข้อมูลทางเทคนิค และการพัฒนาศักยภาพในหลายด้าน อาทิ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาและดำเนินงานด้านตลาดคาร์บอน รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักวิจัย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การหารือเชิงนโยบาย การประชุมเชิงปฏิบัติการ การสัมมนา การศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีระยะเวลาบังคับใช้ 3 ปี และสามารถขยายระยะเวลาได้ตามความเห็นชอบของทั้งสองฝ่าย โดยเป็นกรอบความร่วมมือที่ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศหรือมีสถานะเป็นสนธิสัญญา ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การสร้างความร่วมมือกับนิวซีแลนด์ครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาเทคโนโลยี การบริหารจัดการตลาดคาร์บอน การลดก๊าซเรือนกระจก และการเสริมสร้างขีดความสามารถของทุกภาคส่วน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว
โยก ‘พงษ์สวาท’ นั่งที่ปรึกษานายกฯ-ตั้ง ‘ปิยะศิริ’ ปลัด ยธ.
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิในส่วนราชการต่าง ๆ รวม 6 ราย ดังนี้
สำนักงานปลัดกระทรวง
1. นายธีระพงษ์ แก้วภมร ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) โรงพยาบาลศรีสะเกษ สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2568
2. นายอนันต์ กนกศิลป์ ให้ดำรงตำแหน่ง สาธารณสุขนิเทศ (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2568
3. นางสาวเพ็ญศรี รักษ์วงค์ ให้ดำรงตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพทรงคุณวุฒิ (ด้านระบบบริการพยาบาล)สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568
4. นายไพวิทย์ ศรีพัฒน์พิริยกุล ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาศัลยกรรม)กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่งันที่ 27 พฤศจิกายน 2568
5. นางสาวหรรษา รักษาคม ให้ดำรงตำแหน่ง สาธารณสุขนิเทศ (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2569
กรมสุขภาพจิต
6. นางสาวโชษิตา ภาวสุทธิไพศิฐ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ(ด้านเวชกรรม สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสุขภาพจิตชุมชน) สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต
โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป
2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เสนอแต่งตั้งนางอุทัยวรรณ วัฒนสุวกุล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกอง (ผู้อำนวยการสูง) กองเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการลงทุน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ โดยรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป
3. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (กระทรวงศึกษาธิการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เสนอมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ และไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้
4. เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูงครบ 4 ปีไปปฏิบัติหน้าที่อื่น
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอให้รับโอน นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ตำแหน่ง ปลัดกระทรวงยุติธรรม (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ (นักบริหารระดับสูง) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป โดยผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมในการโอน และนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบแล้ว
5. เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญ (กระทรวงยุติธรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอเรื่องรับโอน นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (นักบริหารระดับสูง) สังกัดศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม (นักบริหารระดับสูง) สำนักปลัดกระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการ และสั่งปฏิบัติราชการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เห็นชอบ และผู้มีอำนาจสั่งบรรจุของทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมในการโอนแล้ว
6. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ จำนวน 9 คน ดังนี้
1. นายฉันทานนท์ วรรณเขจร
2. ศาสตราจารย์นันทวัฒน์ บรมานันท์
3. ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย
4. นายเชิดศักดิ์ หิรัญสิริสมบัติ
5. นายคำนูณ สิทธิสมาน
6. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุวิชา เป้าอารีย์
7. พันตำรวจโท สมศักดิ์ แววพานิช
8. นางสาวอรัญญา เกตุแก้ว
9. นายกฤชเทพ สิมลี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เพิ่มเติม