ภาวะผกผันระหว่างบ้านเมือง-ศาสนา ในกระแสสติอ่อนล้า .. ของสังคม!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ติดตามข่าวสารรอบด้านที่เชื่อมสัมพันธ์กันทั้งทาง บ้านเมืองและฝ่ายศาสนา.. ได้เห็นปรากฏอาการ “โลกล้ำ-ธรรมล้น” อันเป็นไปตามสมัยวัตถุนิยม ที่แสดงถึงภาวะอ่อนล้าของสติ สัมปชัญญะโดยมวลรวมของภาคสังคม.. อันน่าศึกษายิ่ง
ดังปรากฏการณ์การประสานสัมพันธ์เชื่อมโยง.. ระหว่างองค์กรที่ทำงานตามบทบาทหน้าที่กับองค์กรที่ทำงานด้วยจิตสำนึก (จิตวิญญาณ).. ในภาวะที่ปรากฏความขัดแย้งเชิงผกผัน.. ที่แสดงให้เห็นถึงการขับเคลื่อนที่ผิดแผกไปจากเดิมอย่างที่เคยเป็น..
จึงได้เห็น อาการไร้ความเชื่อมั่นในจิตวิสัยของบุคคลทั้งสองภาคส่วน ที่ออกอาการ อ่อนล้าทางสติ จนสูญเสียประสิทธิภาพในการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม ให้ส่งผลโดยตรงต่อ คุณภาพชีวิตทั้งของบุคคลและภาคสังคมโดยมวลรวม..
ภาวะ ศีลธรรม-จริยธรรมอ่อนแอ จึงปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ในทุกภาคส่วนของสังคม.. ไม่เว้นแม้ใน องค์กรที่ทำหน้าที่สร้างจิตสำนึกหรือพัฒนาจิตวิญญาณอย่างสถาบันศาสนา ที่ปรากฏผลให้เห็นถึงความล้มเหลวจำนวนไม่น้อยของกลุ่ม ผู้เป็นเถระ.. พหูสูตและรัตตัญญู (ที่ขาดการปฏิบัติจริง!) ดังที่เป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่า กรณี เสพเมถุน.. การรับเงินทอง.. การชอบชิดวัตถุกาม.. และการหลงใหลในลาภยศ.. บริวารเป็นต้น
การพ่ายแพ้ต่อมารกิเลส.. การพ่ายแพ้ต่อสิ่งเร้าหรืออารมณ์ ที่แสดง ภาวะอ่อนแอของสติปัญญาที่อ่อนล้าบ่งชี้ถึงภาวะขาดการพัฒนาทางจิตใจ ด้วยธรรมวิธีอันสำคัญยิ่งในพุทธศาสนา ที่เรียก สติปัฏฐานธรรม
อาการดังกล่าวปรากฏสอดรับกับหลักธรรมที่ว่า.. “..เมื่อหมู่ชนและสงฆ์ เจริญทางโลกมากขึ้น.. ด้วยการถึงความเป็นหมู่ใหญ่.. ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภ.. ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยยศ.. ถึงความเป็นพหูสูตถึงความเป็นรัตตัญญู (บวชมานาน) จึงเป็นเหตุให้อาสวะและกิเลส (อาสวัฏฐานิยธรรม) บางเหล่าจะปรากฏในสงฆ์.. ในธรรมวินัยนี้..”
สิ่งหนึ่งที่น่าพิจารณายิ่งจากหลักธรรมดังกล่าว ได้แก่ ปรากฏการณ์เกิดขึ้นของสิกขาบท.. กฎหมายมากมายที่หวังเข้าไปกำกับ ควบคุม ดูแล ในหมู่ชนและสงฆ์ เพื่อแสดงถึงความเป็นจริงว่า.. พระสัทธรรมกำลังอันตรธานไปจากสงฆ์ และศีลธรรม-จริยธรรมกำลังสลายไปจากหมู่ชนทั้งนี้ ด้วยบุคคลในองค์กรนั้นๆ เริ่มประสบ ภาวะอ่อนแอทางจิตใจ.. จากกระแสสติที่อ่อนล้า..
การจัดการแก้ไขปัญหาในองค์กร ไม่ว่าด้วยการมี สิกขาบท..กฎระเบียบหรือกฎหมาย จึงมิใช่หนทางการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องแท้จริง แต่หากเป็นเพียงแค่การยับยั้งอาการเชิงลบ (อกุศล) ไว้ชั่วขณะเพียงเท่านั้น ด้วยมิใช่เป็นการขจัดปัญหาตรงเหตุ ที่จะต้องพัฒนาให้บุคลากรในองค์กรหรือสังคมนั้นๆ มี สติที่เข้มแข็งเพื่อสามารถเชื่อมโยงกับ สัมปชัญญะ (ปัญญา)ที่มีคุณภาพพอเพียงในการทำ ความเพียรชอบ(วิริยะ)ได้อย่างมีดุลยภาพ..
โดยเฉพาะในสมัย สังคมไอทีที่มี ภาวะการเสพข้อมูลกันเกินขนาด(Information Overload)มีการรับสื่อและข้อมูลจำนวนมากจากหลากหลายช่องทาง ซึ่งสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วในแต่ละนาที.. ที่ส่งผลให้จิตใจทำงานหนักจนเริ่มเลอะเลือนต่อการประมวลผล ก่อให้เกิดความเครียดสะสม.. อันเป็นสาเหตุให้เกิด โรคสติอ่อนกำลัง..
ภาวะการขาดความยับยั้งชั่งใจ.. จึงเกิดขึ้นในบุคคลที่ เสพข่าวสารอย่างล้นเหลือในสังคมไอที แบบนี้ ที่คนในสังคมมีสภาพจิตใจเหนื่อยล้าทางอารมณ์เข้าครอบงำ จนสูญเสียศักยภาพในการจำแนกแยกแยะอารมณ์ทั้งหลายจึงเกิดปรากฏความเสื่อมถอยใน ศีลธรรม-จริยธรรมทั้งในหมู่ชนและสงฆ์ ที่เริ่มประสบภาวะจิตอ่อนแอจนขาดสามัญสำนึกแยกแยะผิดชอบชั่วดี..
ภาวะสติอ่อนล้า.. จิตใจอ่อนแอจึงเป็นเหตุทำให้บุคคลในทุกองค์กร.. ยอมจำนนต่อกิเลส ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ.. และความหลง.. ซึ่งไม่แปลกหาก การเสพสารเสพติด.. การดื่มสุราเมรัย จะมีมากขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏในสังคมที่อ้างอิงอารยธรรมศาสนามายาวนาน อันเป็นปรากฏการณ์ที่แสดงถึงภาวะสังคมที่เข้าสู่เขตอันตราย ในการทำผิดทำนองคลองธรรม อย่างไร้ความละอาย.. ไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรม.. จึงนำไปสู่ การดำเนินชีวิตที่มีความเห็นผิดไปจากธรรม..(มิจฉาทิฏฐิ)
ดังมีเรื่องราวแปลกๆ เชิงผกผันไปจากธรรมเกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันมากมาย ไม่ว่า จะเป็นเรื่องการพยายามเข้าไปจัดระบบระเบียบสงฆ์ของฝ่ายบ้านเมือง โดยมิคำนึงถึงสถานะว่า.. “พระมิใช่คน”..ด้วยการพยายามลากฝ่ายบรรพชิตผู้มีเจตนาละทางโลก กลับคืนเข้าสู่กระแส โดยมีการออกกฎหมายเพื่อผูกขาเจ้าอาวาสให้เป็น เจ้าพนักงานตามกฎหมายที่หมายถึง จะต้องรับผิดชอบตามฐานะ แบบคนทางโลก
จึงเกิดปรากฏการณ์ลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาสจำนวนมากจากข้อมูลยืนยันโดย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ..ที่แถลงให้ทราบในการประชุมสงฆ์ที่ จ.เพชรบูรณ์ เมื่อ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๙ที่ก่อให้เกิดภาวะความสั่นคลอนในองค์กรสงฆ์อย่างไม่เคยปรากฏ อันเกิดจากการพยายามเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองสงฆ์ ที่สืบเนื่องมาจากพระธรรมวินัยตามพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม ให้เข้าไปสู่ระบบการปกครองของอาณาจักร (โลก) ในสังคมไอทียุคใหม่
ดังนั้น จึงควรพิจารณาอย่างยิ่ง หากจะมีการนำกฎหมาย บทบัญญัติใดๆ.. มาใช้โดยมิได้คำนึงถึง จุดมุ่งหมาย-หลักการ อุดมการณ์ และข้อปฏิบัติแท้จริงตามพระธรรมวินัย ที่อาจจะเป็นสาเหตุให้นำไปสู่การสร้างความโกลาหลในเขตศาสนา อย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้ และอาจจะนำไปสู่การสลายความเข้มแข็งขององค์กรสงฆ์ที่เคยเข้มแข็งให้อ่อนล้าลง ด้วยการแยกตัวออกไปของพระสงฆ์ผู้ประพฤติปฏิบัติดีที่ยังพอมีอยู่
น่าเป็นห่วงยิ่ง หากจะเกิดปรากฏการณ์ ภาพลักษณ์พระสงฆ์แบบใหม่ในยุควัตถุนิยม เกิดขึ้นมาแทนที่ เพื่อการกลืนกินกันไปกับสังคมวัตถุนิยม ที่ไร้จิตสำนึกทาง มโนธรรม มากขึ้น อย่างขาดความใส่ใจในผลแห่งความผกผันที่จะคืนกลับมา แม้จะมีปรากฏการณ์ความวิบัติให้เห็นมากมาย..
แม้ว่าจะมีการจัดโครงสร้างรูปแบบของการบริหารองค์กรอย่างทันสมัย เพื่อการอยู่ร่วมกัน.. แต่ด้วยลักษณะคนในสังคมที่มีความโน้มเอียงไปในการมี ภาวะดีแต่พูด ขาดความจริงใจ.. สมาชิกส่วนใหญ่ดีแต่วิพากษ์วิจารณ์อย่างไร้ข้อเสนอแนะ..จึงยากนักต่อการพัฒนาองค์กรไปตามรูปแบบที่มีการจัดวางกรอบ หลักการ อุดมการณ์ และข้อปฏิบัติไว้ดีแล้ว.. ซึ่งไม่แปลก หากจะได้เห็น วิวัฒนาการเชิงผกผัน(Backward evolution) ปรากฏเกิดขึ้นในสังคมที่ผิดแผกไปจากเดิมมากยิ่งขึ้น.. จนยากที่คนดีๆ.. พระดีๆ จะยอมรับได้.. แม้จะเข้าใจ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติว่า.. ทุกอย่างต้องเป็นเช่นนั้น!.
เจริญพร
dhamma_araya@hotmail.com