นักธุรกิจหญิงต้องพยุงทั้งธุรกิจและฝ่าฟันอคติสังคม Cartier Dialogues บทสนทนาถึงการก้าวข้ามอคติที่ว่าผู้หญิงเป็นผู้นำไม่ได้
กว่าที่ผู้ประกอบการหญิงคนหนึ่งจะสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ พวกเธอมักถูกตั้งคำถามถึงทักษะการเป็นผู้นำ การบริหารจัดการอารมณ์ ตลอดจนขีดความสามารถในการแข่งขัน ความคาดหวังในบทบาทการเป็นแม่หรือภรรยา ความคาดหวังของสังคมต่อภาพลักษณ์ผู้หญิงที่ต้องอ่อนโยนมากกว่าการเป็นผู้นำเด็ดเดี่ยว หรือการถูกตั้งคำถามถึงความสามารถในภาวะการเป็นผู้นำ การวิพากษ์วิจารณ์ด้วยอคติต่อเพศเช่นนี้ ส่งผลให้นักธุรกิจหญิงหลายคนเกิดคำถามต่อความสามารถของตัวเอง ถูกทำให้ความมั่นใจภายในสั่นคลอน กลายเป็นแรงกดดันให้นักธุรกิจหญิงต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการพิสูจน์ศักยภาพที่แท้จริง
อุปสรรคเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการหญิงจำนวนไม่น้อยต้องล้มเลิกการทำธุรกิจไป เพราะไม่มีต้นทุนมากพอที่จะต่อสู้กับอคติเหล่านี้ได้ OECD ว่าในปี 2023 มี ‘ผู้ประกอบการที่หายไป’ ในประเทศกลุ่ม OECD ถึง 34 ล้านคน และในจำนวนนั้นมากถึง 70% (ประมาณ 24.8 ล้านคน) เป็นผู้หญิง ทั้ง World Economic Forum และ OECD ได้แนะนำว่าควรมีโครงการที่ผลักดันให้ผู้ประกอบการหญิงได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การสร้างทัศนคติต่อการทำธุรกิจ การมุ่งเน้นทักษะการเป็นผู้นำ
“เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว พวกเราได้จัดโครงการผู้นำหญิงที่ชื่อว่า ‘Make Your Mark’ ขึ้นมา ในตอนนั้นมีคำถามเกิดขึ้นว่า เราจำเป็นต้องทำโครงการนี้ด้วยหรือ? เพราะมันดูเหมือนจะเป็นการฝึกฝนภาวะผู้นำเฉพาะสำหรับผู้หญิง ซึ่งผมตอบไปว่า ‘ไม่ใช่อย่างนั้นเลย มันตรงกันข้ามเลยต่างหาก’ หมายความว่า มีสิ่งต่างๆ มากมายเหลือเกินที่ถูกยัดเยียดให้กับผู้หญิง จนทำให้พวกเธอไม่สามารถเว้นระยะห่างออกมามอง และเอาแต่คิดว่าตัวเองอาจจะไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ” ซีริลล์ วิญเญอรอง ประธานกรรมการฝ่ายวัฒนธรรมและกิจกรรมเพื่อสังคมของคาร์เทียร์ แบ่งปันเรื่องราวของการทำโครงการ Cartier Women’s Initiative รางวัลที่มอบให้กับผู้ประกอบการหญิงที่ทำธุรกิจเพื่อสังคมมากว่า 20 ปี
“ดังนั้นจุดประสงค์ของการให้พวกเธอทั้งหมดมารวมตัวกัน ในส่วนแรกก็คือการสร้างความผูกพันร่วมกัน และจากนั้นก็เปิดใจคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ของตัวเอง เพียงแค่การได้ตระหนักว่า ‘ทุกคนก็เป็นเหมือนกัน’ และต่างก็มีความรู้สึกที่คล้ายๆ กัน สิ่งนี้ได้ช่วยให้พวกเธอสามารถก้าวข้ามมันไปได้ จากนั้นก็สร้างความผูกพันร่วมกัน แล้วบอกกับตัวเองว่า ‘เอาล่ะ เรากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย และเราแค่ต้องเป็นตัวของตัวเอง’ พร้อมกับบอกว่ามันไม่มีสิ่งที่เรียกว่าภาวะผู้นำแบบผู้ชายหรือแบบผู้หญิงหรอก มีแต่สิ่งต่างๆ ที่ถูกยัดเยียดให้ผู้หญิงมากเกินไปต่างหาก”
นี่คือเหตุผลที่ Cartier Women’s Initiative จัดกิจกรรม Cartier Dialogues สร้างบทสนทนาว่าด้วยบทบาทของการเป็น ‘ผู้นำหญิง’ ในปัจจุบัน โดยมี ซีริลล์ วิญเญอรอง ชวนผู้นำหญิง เจ้าขององค์กรและธุรกิจเพื่อสังคมมาร่วมพูดคุยกัน
ทั้ง ดร.ลิซา ออร์เบ-ออสติน นักจิตวิทยา โค้ชผู้บริหาร และที่ปรึกษาด้านองค์กร เจ้าของหนังสือ Own Your Greatness: Overcome Impostor Syndrome, Beat Self-Doubt, and Succeed in Life มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับสภาวะ ‘Imposter Syndrome’ หรือ ‘อาการคิดว่าตนเองไม่เก่ง’ ทั้งในแง่ของความท้าทายที่เกิดที่ตัวบุคคลเองและเชิงโครงสร้างระบบสังคม
รวมทั้ง อามัล คลูนีย์ ทนายหญิงด้านสิทธิมนุษยชน และผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม และ รามลา อาลี นักมวยโอลิมปิกชาวโซมาลี ผู้สร้างภาพยนตร์ และทูตองค์การยูนิเซฟแห่งสหราชอาณาจักร ร่วมพูดคุยถึง ‘ภาพจำ’ (stereotype) ต่อคำว่า ความแข็งแกร่ง รวมถึงบทบาทของการศึกษา การคุ้มครองทางกฎหมาย และการผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเสริมศักยภาพให้แก่ผู้หญิง
Recap ตอนนี้ เราชวนไปนั่งฟังเหล่าผู้นำหญิงและนักเคลื่อนไหวผู้ทำให้ทุกคนเห็นว่า ผู้หญิงก็มีศักยภาพในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน
เราทุกคนต่างเคยรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งทั้งนั้น แต่เราก้าวข้ามภาวะนี้ได้
สำหรับ ดร.ลิซา ออร์เบ-ออสติน นักจิตวิทยา โค้ชผู้บริหาร และที่ปรึกษาด้านองค์กร เจ้าของหนังสือก้าวข้ามผ่านวันที่ยากลำบากกับความรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอจากการเขียนเล่าประสบการณ์ภาวะ imposter syndrome ในหนังสือชื่อว่า Own Your Greatness: Overcome Impostor Syndrome, Beat Self-Doubt, and Succeed in Life
เรื่องมีอยู่ว่าหลังจากที่ลิซาเรียนจบปริญญาเอก เธอได้ทำงานในที่แห่งหนึ่งที่หัวหน้าทำให้เธอรู้สึกตั้งคำถามว่าตัวเองเก่งพอหรือยัง “ฉันไม่เคยปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองเลย ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองมีความสามารถมากพอที่จะตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในเส้นทางอาชีพของตัวเองได้ ฉันแค่ยอมไปในทุกๆ ที่ที่มีคนบอกให้ไป แล้วฉันก็เพิ่งมารู้ทีหลังว่าเพื่อนร่วมงานได้เงินเดือนมากกว่าฉันถึงประมาณ 30% ทั้งๆ ที่ฉันดูแลโปรแกรมงานมากกว่าเธอด้วยซ้ำ อุปสรรคตรงนั้นมันหนักหนามาก แถมหัวหน้าของฉันยังชอบหักหน้าฉันในที่สาธารณะ ชอบเอาฉันไปพูดตลกขบขัน และทำทุกวิถีทางที่ทำให้ฉันทำงานได้ยากลำบาก”
แล้ววันหนึ่งระหว่างนั่งประชุมกับผู้บริหารระดับสูง ลิซาพบว่าหัวหน้าของเธอรู้ดีว่าตัวเองกำลังลดทอนผู้หญิง เธอจึงตัดสินใจว่าจะไม่ปล่อยให้ตัวเองจมปลักกับสถานการณ์เหล่านี้อีกต่อไป “ฉันจึงตัดสินใจลาออกจากงานนั้นค่ะ แล้วก็เริ่มหันมาเปิดบริษัทที่ปรึกษาของตัวเอง” จากนั้นหนังสือ Own Your Greatness: Overcome Impostor Syndrome, Beat Self-Doubt, and Succeed in Life ก็คลอดออกมา
“ฉันคิดว่าช่วงหลังจากสถานการณ์โรคระบาด ตอนที่หนังสือเล่มนี้วางแผง น่าจะเป็นช่วงเวลาที่จังหวะชีวิตของผู้คนมาประจวบเหมาะกับเรื่องอาการคิดว่าตัวเองไม่เก่งนี้พอดี และฉันคิดว่าผู้คนเริ่มตระหนักได้ว่า ตัวเองต้องต่อสู้ดิ้นรนกับสิ่งนี้มาตลอดทั้งชีวิต และเริ่มเข้าใจถึงผลกระทบที่มันมีต่อพวกเขา”
สำหรับลิซา การสร้างบทสนทนาเรื่องนี้ในวงกว้างคือการยืนยันว่า ความรู้สึกนี้ไม่ได้โดดเดี่ยว เราทุกคนต่างก็เคยตกอยู่ในอาการที่ว่าเราไม่เก่งมากพอ หรือไม่คู่ควรที่จะทำงานชิ้นสำคัญให้สำเร็จลุล่วงไปได้
“บ่อยครั้งพวกเรามักจะทำตัวเป็นหมาป่าสันโดษ และมองว่าไม่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นมากนัก แถมมักจะไม่ยอมบอกใครด้วยว่าเรากำลังเผชิญกับสิ่งนี้อยู่ ทำให้ไม่มีใครรู้เลย และเราเองก็ไม่มีใครคอยสนับสนุนในเรื่องนี้ ดังนั้นฉันเลยคิดว่าความสามารถในการพูดเปิดอกเกี่ยวกับเรื่องนี้มีความสำคัญจริงๆ มันเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูจากอาการคิดว่าตัวเองไม่เก่ง การที่คุณสามารถพูดคุยเรื่องประสบการณ์ของคุณกับคนอื่นเพื่อจะได้ไม่ต้องหลบซ่อนอยู่ตามมุมมืดของความรู้สึกอับอายอีกต่อไป”
การเปิดเผยถึงความรู้สึกนี้อย่างตรงไปตรงมา ช่วยให้เรามองหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการที่คิดว่าตัวเองไม่เก่งได้ ซึ่งลิซามักเจอคำถามนี้เสมอว่า อาการเหล่านี้มาจากไหน? และคำตอบของเธอในฐานะนักจิตวิทยาคือ การปลูกฝังแนวคิดในช่วงวัยเด็ก
“มันมาจากวิธีที่คุณมักจะถูกเลี้ยงดูมาให้คิดเกี่ยวกับเรื่องความสำเร็จ ความล้มเหลว การทำความผิดพลาด รวมไปถึงภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำ สิ่งเหล่านี้มักจะมีต้นแบบหรือแนวคิดบางอย่างครอบเอาไว้ และถ้าคุณไม่ได้เข้าล็อกตามนั้น คุณก็มักจะรู้สึกว่า ‘ฉันไม่ได้คู่ควรกับตรงนี้ ฉันยังดีไม่พอ ฉันไม่สามารถทำสิ่งนี้แบบที่คนนั้นคนนี้ทำได้’”
ซีริลล์ วิญเญอรอง ประธานกรรมการฝ่ายวัฒนธรรมและกิจกรรมเพื่อสังคมของคาร์เทียร์ แลกเปลี่ยนบทสนทนากับลิซาว่า อันที่จริง ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงมีโอกาสรู้สึกถึงภาวะที่ตัวเองไม่เก่งพอเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่า สำหรับผู้หญิงนั้น อุปสรรคข้างหน้าแก้ยากกว่า เพราะบางครั้งพวกเธอเป็น ‘คนแรก’ ที่ต้องปูทางการเปลี่ยนแปลง และไม่มีใครเป็นต้นแบบให้เห็นมาก่อน เธอจึงต้องลุยกรุยทางด้วยตัวเอง
“มีงานวิจัยที่พยายามศึกษาอาการรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ก็มีคำตอบว่า พวกเขาเผชิญความรู้สึกนี้ในระดับที่ใกล้เคียงกัน แต่ในปี 2024 ที่เราได้เห็นผลงานวิจัยเชิงวิเคราะห์อภิมาน (meta-analytic study) ชิ้นหนึ่งถูกเผยแพร่ออกมา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงเผชิญกับอาการนี้มากกว่า และนั่นเป็นครั้งแรกที่เราสามารถพิสูจน์เรื่องนี้ได้จริงๆ สิ่งที่เราเห็นในกลุ่มผู้หญิงก็คือ พวกเธอมักจะมีพฤติกรรมในลักษณะ ‘เผชิญหน้ากับความกลัว’ (counterphobic) หมายความว่า พวกเธอจะยอมเดินเข้าหาและเผชิญหน้ากับสิ่งที่ตัวเองกลัวจริงๆ ซึ่งนั่นคือสาเหตุที่ทำให้พวกเธอถูกกระตุ้นให้เกิดอาการนี้บ่อยครั้งกว่า” ลิซาอธิบาย
“ส่วนในกลุ่มผู้ชาย สิ่งที่เราเห็นก็คือประสบการณ์ในเรื่องของ ‘การต้องการเป็นผู้คุมเกม’ พวกเขาไม่อยากแบกรับความเสี่ยง ไม่อยากพาตัวเองออกไปเจอกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะทำเฉพาะสิ่งต่างๆ ที่ตัวเองรู้สึกว่าสามารถควบคุมและเชี่ยวชาญได้ แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ พวกเขาไม่ได้ผลักดันตัวเองให้ก้าวไปไกลกว่าจุดนั้น ซึ่งในทางกลับกัน มันคือพฤติกรรมในลักษณะ ‘หลีกเลี่ยงความกลัว’”
เหนือสิ่งอื่นใด ในภาวะที่ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งมากพอ สามารถแก้ไขได้ ลิซาให้คำแนะนำว่า
“ฉันคิดว่าสิ่งหนึ่งที่กลายมาเป็นเรื่องสำคัญมากในการแก้ไขอาการนี้ คือการค้นหาวิธีในแบบของคุณเอง ฉันไม่ได้สนใจหรอกว่าคนอื่นเขาจะทำกันยังไง แต่คุณล่ะทำมันยังไง? คุณใช้ชีวิตกับมันยังไง? และทำมันในแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวคุณเอง ซึ่งนี่คือสิ่งเดียวกับที่โซเนีย โซโตมายอร์ (Sonia Sotomayor–ชาวฮิสแปนิกคนแรกและผู้หญิงคนที่ 3 ที่ดำรงตำแหน่งในศาลฎีกาสหรัฐฯ) เคยพูดไว้ตอนที่เธอต้องต่อสู้กับอาการคิดว่าตัวเองไม่เก่ง นั่นคือการทำสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวคุณ มันเป็นแนวคิดที่สำคัญมากจริงๆ ค่ะ ที่ว่าคุณไม่ได้กำลังพยายามจะเป็นเหมือนคนอื่น แต่คุณกำลังพยายามจะเป็นตัวของตัวเอง เพียงแต่ว่ามันเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะค้นหาความเป็น ‘ตัวคุณ’ เจอ ในเวลาที่มันกำลังถูกบดขยี้ด้วยความรู้สึกที่ว่า ‘ฉันไม่ได้คู่ควรกับตรงนี้ ฉันยังดีไม่พอ’”
“อีกสิ่งคือ ฉันคิดว่าการตระหนักว่ามีคนจำนวนมากที่กำลังเผชิญกับเรื่องนี้อยู่ คุณไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึก อย่าปล่อยให้ตัวเองโดดเดี่ยว ควรแบ่งปันเรื่องนี้กับคนอื่นๆ ที่คุณสามารถขอความช่วยเหลือและขอกำลังใจได้ เพื่อให้คุณกล้าเผชิญกับสิ่งที่คุณกลัว”
การยืนหยัดความแข็งแกร่งของผู้หญิงคนแรกที่กรุยทางและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลก
รามลา อาลี เป็นนักมวยชาวโซมาลีคนแรกที่ได้เข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิก ปี 2020 และ นักมวยหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ขึ้นชกมวยอาชีพในประเทศซาอุดีอาระเบียและคว้าแชมป์ในระดับนานาชาติ
นอกจากผลงานบนสังเวียนแล้ว เธอยังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสตรีแห่งปีของนิตยสาร TIME (TIME Magazine Woman of the Year) ในปี 2023 และเป็นทูตสันถวไมตรีระดับโลกของ UNICEF
“คุณรู้ใช่ไหมว่ามันยากเสมอแหละการที่จะเป็นคนแรก เพราะเราไม่มีใครให้มองเป็นต้นแบบ ไม่มีใครที่เคยทำสิ่งนั้นมาก่อน” รามลากล่าวขึ้นบนเวที “ตัวฉันเองก็มีภาพจำการตีตราอีกเรื่องหนึ่งเหมือนกัน คือฉันเป็นผู้หญิงมุสลิมชาวโซมาลีที่เข้ามาทำกีฬาประเภทนี้ กีฬาที่พวกเขาเรียกว่า 'มวย' มันเป็นกีฬาที่ป่าเถื่อนใช่ไหมล่ะคะ? แล้วคุณรู้ไหม ตอนที่ฉันเริ่มทำมันทีแรก ฉันยอมรับเลยว่าเริ่มเพราะเหตุผลที่เห็นแก่ตัวล้วนๆ เลย คือมันจะให้อะไรกับฉันได้บ้าง? ฉันจะก้าวหน้าในอาชีพการงานได้ยังไง? แล้วหลังจากนั้น”
“พอเวลาผ่านไป ฉันก็เริ่มได้รับข้อความบนโลกออนไลน์เยอะมากจากเด็กผู้หญิงรุ่นใหม่ๆ พวกเธอบอกว่าฉันเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเธอมากแค่ไหน และตอนนี้พวกเธอมองฉันเป็นต้นแบบ เป็นผู้นำที่ไร้ความกลัว การได้รับข้อความแบบนี้แหละค่ะที่ช่วยย้ำเตือนใจเราเสมอว่า 'เราเริ่มทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไรตั้งแต่แรก' และมันทำให้รู้สึกจริงๆ ค่ะว่า สิ่งที่เราทำลงไปมันถูกต้องแล้ว เราทำมันได้ดีแล้วจริงๆ ฉันพูดอยู่บ่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า 'คุณไม่สามารถเป็นในสิ่งที่คุณมองไม่เห็นได้' ดังนั้น เรื่องภาพจำหรือการเป็นตัวแทนมันเลยสำคัญมากๆ ค่ะ" เสียงปรบมือดังขึ้นเมื่อเธอพูดจบประโยค
ความสำเร็จของรามลา ทำให้เธอก่อตั้งองค์กรที่ชื่อว่า Sisters Club ในปี 2018 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถิติความรุนแรงต่อผู้หญิงในลอนดอนกำลังพุ่งสูง องค์กรของรามลาเป็นทั้งพื้นที่ให้ผู้หญิงได้เข้ามาเล่นกีฬาที่ต้องการ และเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการปกป้องผู้หญิง
“ฉันอยากจะเปิดพื้นที่ที่ปลอดภัยให้กับผู้หญิงบางกลุ่มที่ฉันคิดว่าพวกเธอเข้าถึงการเล่นกีฬาได้ยาก ดังนั้น ในกลุ่มของเราจึงมีทั้งกลุ่มผู้หญิงที่เป็นชนกลุ่มน้อยทางศาสนา ชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้หญิงจำนวนมากที่มาเข้าร่วมคือผู้ที่เคยเผชิญกับภัยความรุนแรงภายในครอบครัว” รามลาใช้เวลาส่วนตัวมาเป็นอาสาสมัครสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมงเพื่อสอนมวยให้กับผู้หญิงที่เข้าร่วมใน Sisters Club
“ตอนที่ฉันก่อตั้งคลับ ฉันพูดกับตัวเองว่า "ต้องไม่มีใครจ่ายเงินแม้แต่เพนนีเดียวเพื่อมาคลับนี้" เพราะว่าผู้หญิงจำนวนมากที่มาเข้าคลับของเรา คือผู้หญิงที่มาจากครอบครัวรายได้น้อย หรือเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว มันคงผิดสำหรับฉันที่จะบอกว่าคุณต้องจ่ายเงินเพื่อมาที่คลับแห่งนี้ ดังนั้น ผู้หญิงจำนวนมากที่ปรากฏตัวที่นี่สัปดาห์ต่อสัปดาห์ก็ชอบที่เข้าร่วมได้ง่าย เพราะมันฟรี”
“ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเราจะยังเป็นองค์กรที่เล็กมากๆ เล็กมากๆ จริงๆ แต่พวกเรามีคลาสต่อยมวย 4 คลาสในลอนดอน และอีก 1 คลาสในนิวยอร์ก นอกจากนี้เรายังมีสโมสรบาสเกตบอล สโมสรฟุตบอล ชมรมวิ่ง และยังมีชมรมวิ่งที่ฟลอริดาอีกด้วย ฉันอยากจะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำที่มอบโอกาสทางกีฬาให้แก่ผู้หญิงที่เข้าถึงมันได้ยากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า” รามลาบอกเป้าหมายของ Sisters Club ของเธอ
ในวงสนทนาเดียวกันนี้ ยังมี อามัล คลูนีย์ ทนายหญิงด้านสิทธิมนุษยชน และผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม มาร่วมแชร์ประสบการณ์ในฐานะทนายที่ยืนหยัดเพื่อสิทธิมนุษยชนกว่าสองทศวรรษ และการฝ่าฟันทั้งการเปลี่ยนแปลงสังคมไปพร้อมๆ กับการถูกตีตราในฐานะทนายหญิงด้วย
“สิ่งหนึ่งที่ฉันได้เรียนรู้ในฐานะนักกฎหมายและนักรณรงค์ คือเมื่อสัปดาห์ถึงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันเพิ่งไปสอนหนังสือที่วิทยาลัยการปกครองบลูวาทนิก (Blavatnik School of Government) แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดมาค่ะ นักศึกษาที่นั่นหลายคนกำลังจะไปรับตำแหน่งในรัฐบาล พวกเขาถามฉันว่า ‘สไตล์การรณรงค์ขับเคลื่อนของคุณเปลี่ยนไปบ้างไหมเมื่อคุณโตขึ้น?’ เพราะนี่ก็ผ่านมาราว 25 ปีแล้วนับตั้งแต่ที่ฉันเรียนจบ
“ฉันตอบพวกเขาไปว่า เมื่อก่อนเวลาที่ฉันจะไปพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือใครก็ตาม ฉันมักจะพูดว่า ‘คุณต้องทำสิ่งนี้เพราะมาตรา 4 ของสนธิสัญญาระบุไว้ว่าคุณต้องทำ’ แต่ในเวลาต่อมา ฉันได้เรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนวิธีพูดให้เข้ากับมุมมองของพวกเขาแทนค่ะ เช่น อะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเขา? ถ้ามันเป็นเรื่องของเหตุผลทางเศรษฐกิจ คุณก็ต้องตีกรอบการนำเสนอให้เป็นเรื่องเศรษฐกิจ หรือถ้ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับชื่อเสียงของพวกเขาที่จะต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย คุณก็ต้องบอกว่า ‘ถ้าคุณไม่ทำตามมาตรา 4 นี้ เรื่องนี้จะไปลงหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์นะ’ หรือพูดถึงผลกระทบทางการเงินที่จะตามมาแทน”
สำหรับอามัล สิ่งที่เธอได้เรียนรู้จากการต่อสู้ในโลกของระบบยุติธรรมอันซับซ้อน คือการมองว่าความสำเร็จจะไม่เกิดขึ้นจากครั้งแรก แต่ต้องอาศัยกลยุทธ์ที่ต้องรวบรวมเพื่อนร่วมทางและพลังมากพอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
“ปัญหาของระบบยุติธรรมโลกก็คือ ในบางครั้งคุณไม่สามารถชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจริงคืออะไร เช่น บางครั้งเวลาที่ฉันไปสัมภาษณ์ใครสักคน พวกเขาจะถามว่า ‘แต่ถ้าฉันให้ปากคำนี้กับคุณ หรือถ้าฉันเดินหน้าต่อ แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น?’ และคุณก็ถูกบีบให้ต้องพูดความจริงว่า ‘มันอาจจะไม่เกิดอะไรขึ้นเลยก็ได้ แต่เราจะพยายามดูค่ะ เราจะสู้ให้สุดความสามารถ’ ซึ่งบางครั้งเราก็ทำสำเร็จ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมพวกเราถึงเรียกสิ่งที่เราทำในมูลนิธิว่า ‘การทำศึกเพื่อความยุติธรรม’ (Waging Justice)
“เพราะปกติแล้วผู้คนมักจะพูดถึงแต่คำว่าการทำสงครามจะรู้ดีว่าคุณจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ ต้องรวบรวมพันธมิตร และต้องระดมกองกำลังเข้าสู่สนามรบ แต่สิ่งนี้ก็เป็นจริงเช่นเดียวกันสำหรับทุกความพยายามที่จะนำมาซึ่งสันติภาพหรือความยุติธรรม คุณจำเป็นต้องมีความมุ่งมั่นอย่างเด็ดเดี่ยว และต้องรู้ด้วยว่ามันจะให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเข็นครกขึ้นภูเขา คุณจะไม่มีวันทำสำเร็จในครั้งแรกอย่างรวดเร็วหรือโดยง่ายหรอกค่ะ แต่ถ้าพวกเราทุกคนร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนทิศทางลม เปลี่ยนทิศทางที่จะนำไปสู่ความยุติธรรมและขับเคลื่อนเข็มนาฬิกาไปสู่ความก้าวหน้า เราประสานพลังร่วมมือกันในความพยายามเหล่านี้ ฉันเชื่อว่าพวกเราจะสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอนค่ะ”
อามัลยังให้ความสำคัญในการให้ความรู้เรื่องสิทธิกับผู้หญิงและกลุ่มเปราะบางต่างๆ รวมทั้งการสร้างการตระหนักรู้ในหมู่ผู้ชายว่าพวกเขาก็จำเป็นที่จะต้องเข้าใจและเคารพสิทธิของผู้หญิงเช่นกัน
“แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่ผู้ชายลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์ของผู้หญิงด้วยเช่นกัน ฉันหมายความว่า ผู้หญิงจำนวนมากเริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็น ‘ลูกสาว’ ของใครบางคนก่อน จากนั้นก็กลายไปเป็น ‘ภรรยา’ ของใครบางคน ซึ่งอิทธิพลของผู้เป็นพ่อหรือสามีนั้นสามารถส่งผลต่อการหล่อหลอมตัวตน และบางครั้งก็ถึงขั้นกำหนดทิศทางชีวิตของพวกเธอได้เลย” อามัลอธิบาย ก่อนจะแนะนำเทคโนโลยีที่มูลนิธินำมาใช้ช่วยเหลือด้านกฎหมายกับกลุ่มเปราะบาง
“ในตอนนี้เมื่อมี AI เข้ามาช่วย เราจึงสามารถเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นอีกมหาศาลเลยค่ะ ยังมีเยาวชนที่ไม่รู้สิทธิ์ของตัวเอง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะได้ไปโรงเรียน พวกเขาก็ไม่ได้รู้เสมอไปว่าจะสามารถปรับทุกข์หรือไว้ใจใครได้บ้างหากมีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นที่บ้าน หรือเมื่อตกเป็นเหยื่อ และไม่รู้แน่นอนว่าจะติดต่อทนายความได้อย่างไร
“ดังนั้น ตอนนี้พวกเราจึงสามารถเข้าไปยังชุมชนที่ห่างไกลได้มากขึ้นเรื่อยๆ จากเทคโนโลยีของเราตอนนี้ที่ร่วมพัฒนากับไมโครซอฟท์ ชื่อว่า ‘อินเทอร์เน็ตในกล่อง’ (Internet-in-a-Box) เราได้ทำแผนที่ในประเทศต่างๆ เพื่อดูว่าจุดไหนที่เกิดภัยอันตรายขึ้น ปักหมุดไปยังโรงเรียนหรือสถานพักพิงต่างๆ จากนั้นก็ติดตั้งแชตบอตลงบนแท็บเล็ต เพื่อให้เด็กผู้หญิงเหล่านี้สามารถถามคำถามในภาษาของตนเองได้ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ชุมชนของผู้ปฏิบัติงานด่านหน้าทั้งหมด ฉันจึงรู้สึกตื่นเต้นมากๆ กับการที่เราจะสามารถเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นอีกจำนวนมากด้วยข้อมูลเหล่านี้โดยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยค่ะ”
สำหรับอามัล การสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า คืองานระยะยาว เธอยอมรับว่าโลกไม่อาจขาวสะอาดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่พวกเราสามารถทำได้ คือกล้าหาญมากพอที่จะยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง
“ฉันหมายความว่า เราต้องยอมรับความจริงที่ว่า เราคงไม่สามารถกวาดล้างความชั่วร้ายให้หมดไปจากโลกนี้ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้อย่างแน่นอนคือ ลดการนิ่งดูดายที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปในสังคม การที่สิ่งดีๆ จะกลับมาชนะได้ คือการที่แต่ละคนยอมลุกขึ้นมา เผชิญหน้ากับสถานการณ์ตรงหน้า แล้วแสดงความกล้าหาญออกมาค่ะ”