โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มติสภาเมินส่งตัว‘ชนนพัฒฐ์’

ไทยโพสต์

อัพเดต 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 3.31 น. • เผยแพร่ 54 นาทีที่แล้ว

มติสภาไม่ส่งตัว “ชนนพัฒฐ์” ให้ดีเอสไอ สส.ซีกรัฐบาล-กล้าธรรมโหวตอุ้ม เจ้าตัวยันไม่หนี พร้อมเข้ากระบวนการ “ภท.” แจงเหลืออีกแค่เดือนกว่าเอง ด้าน “ปชน.” ผิดหวัง “โรม” แนะคุมเข้มหวั่นหลบหนี “ปชป.” ระบุอยากให้ส่ง ประชาชนสนใจ

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาญัตติด่วนเรื่องขออนุญาตจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกตัวนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม (กธ.) เข้ารับทราบข้อกล่าวหาและสอบสวนปากคำระหว่างสมัยประชุม ตามมาตรา 125 ของรัฐธรรมนูญ ภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีหนังสือถึงสภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกนายชนนพัฒฐ์ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและสอบสวนปากคำตามข้อสั่งการของอัยการสูงสุด

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญมาตรา 125 วรรคหนึ่ง กำหนดห้ามมิให้มีการเรียกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปทำการสอบสวนในฐานะผู้ต้องหาในคดีอาญาระหว่างสมัยประชุม เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาผู้แทนราษฎร

โดยนายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายตอนหนึ่งว่า กรณีของนายชนนพัฒฐ์นั้น ตนเห็นว่าแม้จะต้องพิจารณาจากฐานความผิดและข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ แต่ข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องไม่ได้เป็นการกระทำอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ สส. และยังมีลักษณะเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาที่มีความร้ายแรงมากกว่าคดีพนันทั่วไป รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พรรค ปชน.มองไม่เห็นว่าเรื่องนี้จะมีแรงจูงใจทางการเมืองอย่างไร

นายณัฐวุฒิระบุว่า พรรค ปชน.เห็นด้วยกับการอนุญาตให้ส่งตัวนายชนนพัฒฐ์เข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามกฎหมาย และหากในอนาคตมีสมาชิกพรรค ปชน.คนใดถูกดำเนินคดีในข้อเท็จจริงลักษณะเดียวกัน พรรคจะสนับสนุนให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความถูกผิดเช่นเดียวกัน นี่คือจุดยืนของเรา

ด้านนางนันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) อภิปรายว่า กรณีของนายชนนพัฒฐ์ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจนว่า ในระหว่างสมัยประชุมห้ามมิให้จับคุม ขัง หรือหมายเรียกตัว สส. สว.ไปทำการสอบสวน ในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภา หรือเป็นการจับในขณะกระทำความผิด หลักการดังกล่าวไม่ใช่เป็นการคุ้มกันสมาชิกให้อยู่เหนือกฎหมาย และไม่ใช่การยกเว้นกระบวนการยุติธรรมให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากแต่เป็นหลักประกันทางรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และรักษาความสมดุลแห่งอำนาจของประเทศ

นางนันทนากล่าวว่า หากพิจารณาข้อเท็จจริงพบว่า การประชุมสภาสมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 จะปิดในวันที่ 11 ก.ค.69 ช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้ถือเป็นช่วงสำคัญยิ่งของการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้น หากมีการเรียกตัว สส.ไปดำเนินการสอบสวนระหว่างสมัยประชุม ย่อมอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปฏิบัติหน้าที่

“เราต้องระมัดระวังไม่ให้การอนุมัติส่งตัวกลายเป็นบรรทัดฐานที่ทำลายหลักประกันทางรัฐธรรมนูญในระยะยาว เพราะเมื่อสิ้นสุดสมัยประชุมแล้ว กระบวนการยุติธรรมและการดำเนินการตามกฎหมายก็ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ตามปกติ การไม่ส่งตัว สส.จึงไม่ใช่การตัดสิทธิ์หรือขัดขวางกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใด เป็นเพียงการคุ้มครองการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติในช่วงเวลาที่รัฐธรรมนูญรองรับไว้เท่านั้น” นางนันทนาระบุ

จากนั้น นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ร่วมอภิปรายว่า คดีเกิดขึ้นก่อนที่จะการเลือกตั้งในเดือน ก.พ.69 ดังนั้นเหตุเริ่มต้นแห่งคดี และคดีที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นก่อน และยังไม่เห็นว่าเกิดการกลั่นแกล้งใดๆ จากฝ่ายบริหารต่อสมาชิกคนดังกล่าว ก็เป็นการดำเนินคดีไปตามกระบวนการของกระบวนการยุติธรรม เมื่อเป็นเช่นนี้ ต้องพิจารณาต่อไปได้ว่า หากไม่มีกระบวนการกลั่นแกล้งแล้วควรอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ไปดำเนินคดี

นายสาทิตย์กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเหตุหรือคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เกี่ยวเนื่องกับการกระทำผิดกฎหมาย ที่มักจะถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวพันกับผู้มีอิทธิพลทางการเมือง การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการที่มีพยานหลักฐานให้ครบถ้วน เมื่อไม่มีเหตุที่เห็นว่าถูกกลั่นแกล้ง และคดีนี้สัมพันธ์กับเกียรติภูมิของ สส. หากตัดสินใจในทางไม่อนุญาต อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของฝ่ายการเมืองในสภา ว่าที่สุดแล้วคดีร้ายแรงขนาดนี้สภายังปกป้องกันเอง การกระทบภาพลักษณ์นี้อาจไม่เกิดขึ้นต่อประเทศไทยเท่านั้น แต่อาจเกี่ยวพันกับสายตาของชาวโลกต่อสภาแห่งนี้

ขณะที่ นายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ (ปช.) อภิปรายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเพื่อนสมาชิก ตนคิดว่าในสมัยประชุมนี้เหลือเวลาอีกประมาณเดือนเศษ ซึ่งหลังปิดสมัยการประชุม เอกสิทธิ์การคุ้มครองนี้จะหมดไป ดังนั้นคิดว่าเราต้องรักษาหลักการและมาตรฐานที่สภาถือปฏิบัติมาตลอด คือไม่อนุญาตให้เอาตัวเพื่อนสมาชิกไปรับทราบข้อกล่าวหาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ด้านนายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ กล่าวว่า สิ่งที่ทำกำลังจะเป็นบรรทัดฐานในอนาคต ซึ่งในขณะที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่รัฐบาลออกหมายเรียก หรือออกหมายจับพวกเราได้ในทุกเมื่อ วันนี้นายชนนพัฒฐ์อยู่พรรค กธ.ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ไม่ใช่ฝั่งเดียวกับตน จึงอยากให้สมาชิกได้ยึดหลักคือ รัฐสภาย่อมมีอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ เป็นตัวแทนของประชาชน และอำนาจอธิปไตย หากปล่อยให้สมาชิกคนใดถูกจับในสมัยประชุม ในวันหน้าหากพูดกับรัฐบาลในเรื่องใด เขาสามารถจับกุมเราได้ตลอดเวลา

เขายืนยันว่า ไม่ใช่การปกป้องนายชนนพัฒฐ์ หากวันนี้นายรังสิมันต์ โรม และ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. รวมถึงนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปชน. ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลแล้วถูกออกหมายจับหรือหมายเรียก ตนจะโหวตลักษณะเดียวกัน คือไม่ส่งบุคคลเหล่านี้ไปให้รัฐบาลดำเนินคดี

ทั้งนี้ นายรังสิมันต์ได้ขอใช้สิทธิ์พาดพิงว่าไม่ควรนำกรณีของพวกตนไปเปรียบเทียบกับเคสอาชญากรรมข้ามชาติ การฟอกเงิน ซึ่งที่ผ่านมาในการถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่จะเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องในสิ่งที่ควรจะเป็น

จากนั้น เวลา 12.30 น. นายชนนพัฒฐ์ได้กล่าวเปิดใจต่อที่ประชุมว่า พร้อมและยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะหากปิดสมัยประชุมแล้ว ตนก็หนีกระบวนการไม่พ้นอยู่ดี ตนต้องยึดตามหลักการ เพราะเราเป็น สส.

จากนั้นที่ประชุมลงมติไม่อนุญาตให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษออกหมายเรียกให้นายชนนพัฒฐ์มารับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำในระหว่างสมัยประชุม ด้วยคะแนน 308 ขณะที่อนุญาตให้ส่งตัวด้วยคะแนน 126 งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนน 3

ต่อมานายรังสิมันต์ให้สัมภาษณ์ภายหลังที่ประชุมลงมติเสร็จสิ้นว่า ยอมรับว่ามันน่าผิดหวัง และมันทำลายความน่าเชื่อถือของสภา

เมื่อถามถึงกรณีที่โพสต์ข้อความให้สภาไปสั่งทางรัฐมนตรีหรือฝ่ายความมั่นคงตามช่องทางธรรมชาติ แสดงว่ามันมีสัญญาณหรือว่ามีอะไร บอกเหตุอะไรหรือไม่ นายรังสิมันต์ตอบว่า ต้องยอมรับว่ากันไว้ก่อน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีมติอะไรทำนองนี้ แล้วปรากฏว่าในภายหลัง แล้วตามจับไม่ได้ บางกรณีศาลพิพากษาแล้วด้วยซ้ำ จนถึงวันนี้ยังตามจับไม่ได้

นายรังสิมันต์ชี้ว่า นายชนนพัฒฐ์เป็น สส.ภาคใต้ ไม่ค่อยไกลจากชายแดนเท่าไหร่ คิดว่าพื้นที่ตรงนั้นต้องเฝ้าระวัง หากปรากฏว่ามีการหลบหนีจริง ซึ่งหวังว่าคงจะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้ามีการหลบหนีต้องมีการเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่หละหลวมปล่อยให้มีการหลบหนี วันนี้สิ่งที่เราควรจะทำได้ให้เป็นเยี่ยงอย่างคือต้องไม่มีนักการเมืองคนใดที่เกี่ยวข้องกับทุนสีเทาสามารถหลุดรอดจากการดำเนินคดีตามกฎหมายของบ้านเมืองไปได้ และถ้าอนาคตนายชนนพัฒฐ์ไม่ถูกดำเนินคดี ต่อไปในวันข้างหน้า ตนคิดว่าสภาแห่งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายกระบวนการยุติธรรมที่จะเอานักการเมืองที่เชื่อมกับทุนเทามาลงโทษ

เมื่อถามว่า มองว่านายชนนพัฒฐ์พร้อมเข้าสู่กระบวนการจริงๆ หรือไม่ นายรังสิมันต์ยอมรับว่า เป็นกังวล เนื่องจากตอนที่ตนเป็นประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคง เคยเชิญนายชนนพัฒฐ์ช่วงปิดสมัยประชุม แต่นายชนนพัฒฐ์ไม่มาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

มีรายงานว่า สำหรับการลงมติของสภาครั้งนี้ พบว่ามีการลงมติไม่เห็นด้วย 308 เห็นด้วย 126 งดออกเสียง 2 และไม่ลงคะแนน 3 จากจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม 439 เสียง ซึ่งจากการตรวจสอบผลการลงมติ พบว่ามติที่ไม่เห็นด้วยจำนวน 308 เสียงนั้น ส่วนใหญ่เป็น สส.ซีกรัฐบาลที่โหวตไปในทิศทางเดียวกัน ได้แก่ พรรค ภท., พรรคเพื่อไทย (พท.), พรรค ปช., พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.), พรรคเศรษฐกิจ, พรรคไทยสร้างไทย, พรรคเพื่อชาติไทย รวมถึง 8 พรรคเล็กร่วมรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมีเสียงของพรรค กธ.

ขณะที่เสียงเห็นด้วย 126 เสียงนั้น ส่วนใหญ่เป็น สส.ซีกฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรค ปชน., พรรค ปชป., พรรคเสรีรวมไทย, พรรคไทยภักดี ส่วนมติงดออกเสียง 2 เสียงนั้น ได้แก่ นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรค ภท. และนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่ประธานที่ประชุมในขณะนั้น สำหรับมติไม่ลงคะแนน 3 เสียง ได้แก่ นายจรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์ สส.กทม. พรรค ปชน., นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรค ปชน. และนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรค ปชน.

อย่างไรก็ตาม พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มี สส. 2 คนไม่ได้แสดงตนและไม่ได้ร่วมโหวต เช่นเดียวกับ 6 สส.ของพรรคไทรวมพลัง

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า เมื่อสภาผู้แทนราษฎรมีมติเช่นนี้ ดีเอสไอก็จะต้องรอให้หมดสมัยประชุมสภาเสียก่อน แล้วจึงดำเนินการออกหมายเรียกผู้ต้องหา ให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...