เปิดไพ่ลับอิหร่าน ‘ยูเรเนียม 60%’ ทำนิวเคลียร์ได้สูงถึง ‘10 ลูก’
แม้ว่าโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่านจำนวนมาก ถูกโจมตีจนเสียหายหนักจากอิสราเอลและสหรัฐที่ผ่านมา แต่สิ่งที่วอชิงตันกังวลมากที่สุด อาจไม่ใช่เครื่องเหวี่ยงแยกยูเรเนียม (Centrifuge) ที่ถูกทำลาย หากเป็น“ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง” ปริมาณมหาศาลที่อาจยังคงรอดพ้นจากการโจมตี
ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังหารือเพื่อขยายข้อตกลงหยุดยิง และปูทางสู่การเจรจานิวเคลียร์รอบใหม่ ประเด็นยูเรเนียมที่อิหร่านสะสมไว้จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการต่อรอง
ล่าสุด ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกร้องให้อิหร่านยินยอมขุดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงที่ถูกเก็บซ่อนไว้ใต้ดินขึ้นมา และ “ทำลายทิ้ง” ภายใต้การกำกับดูแลร่วมกันของอิหร่านและทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
สำหรับ “ยูเรเนียม” ถือเป็นหนึ่งในสองวัสดุหลักที่สามารถนำไปสร้างแกนระเบิดนิวเคลียร์ได้ อีกชนิดคือ “พลูโทเนียม”
โดยทั่วไป โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ใช้เชื้อเพลิงยูเรเนียมที่มีความบริสุทธิ์ “ไม่เกิน 5%” แต่เมื่อระดับการเสริมสมรรถนะ “เพิ่มขึ้นถึง 20%” จะถูกจัดเป็น “ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง” และหากเพิ่มเป็น “ประมาณ 90%” จะถือเป็นระดับที่สามารถนำไป “ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้”
จุดสำคัญคือ ยิ่งยูเรเนียมมีความบริสุทธิ์สูงขึ้น การเพิ่มความเข้มข้นต่อไปจะยิ่งทำได้ง่ายขึ้นแบบก้าวกระโดด
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเพิ่มจาก 60% เป็น 90% ทำได้ง่ายกว่าการเพิ่มจากยูเรเนียมธรรมชาติ (0.7%) เป็น 5% หลายเท่า นั่นคือเหตุผลที่สหรัฐให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับยูเรเนียมระดับ 60% ของอิหร่าน
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ในช่วงก่อนอิสราเอลเริ่มโจมตีเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน IAEA ประเมินว่า อิหร่านครอบครองยูเรเนียมดังนี้
- ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 60% จำนวน 440.9 กิโลกรัม
- ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 20% จำนวน 184.1 กิโลกรัม
- ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 5% จำนวน 6,024.4 กิโลกรัม
- ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 2% จำนวน 2,391.1 กิโลกรัม
ตามเกณฑ์ประเมินของ IAEA ยูเรเนียมระดับ 60% ในปริมาณดังกล่าว หากนำไปเสริมสมรรถนะต่อจนถึงระดับอาวุธ จะเพียงพอสำหรับการผลิตระเบิดนิวเคลียร์ได้ถึง 10 ลูก
ส่วนยูเรเนียมระดับ 20% สามารถพัฒนาเป็นอาวุธได้อีกประมาณ 1 ลูก ขณะที่สต็อกระดับ 5% มีศักยภาพเพียงพอสำหรับผลิตอาวุธได้อีก 12 ลูก หากผ่านกระบวนการเสริมสมรรถนะเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า ยูเรเนียมเหล่านี้ถูกทำลายไปมากน้อยเพียงใด
ก่อนหน้านี้ ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ IAEA เชื่อว่า ยูเรเนียมระดับ 60% มากกว่า 200 กิโลกรัม ยังคงถูกเก็บไว้ในอุโมงค์ใต้ดินที่เมืองอิสฟาฮาน ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้รับความเสียหายรุนแรงจากการโจมตีเมื่อเดือนมิถุนายน
หากข้อมูลดังกล่าวถูกต้อง นั่นหมายความว่า อิหร่านยังคงถือครองวัตถุดิบสำคัญที่สุดในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แม้โครงสร้างพื้นฐานด้านการเสริมสมรรถนะจำนวนมากจะถูกทำลายไปแล้วก็ตาม
เพราะแม้อิหร่านจะสูญเสียเครื่องปั่นแยกยูเรเนียมจำนวนมาก แต่หากสามารถฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตได้ ยูเรเนียมระดับ 60% ที่เหลืออยู่จะช่วยลดระยะเวลาสู่การสร้างอาวุธนิวเคลียร์ลงอย่างมาก
คำถามสำคัญคือ อิหร่านจะยอมสละไพ่ใบนี้หรือไม่ แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยว่า ผู้นำสูงสุดของประเทศมีคำสั่งชัดเจนว่า ยูเรเนียมระดับ 60% ไม่ควรถูกส่งออกไปต่างประเทศทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม เตหะรานอาจพร้อมประนีประนอมบางส่วน โดยมีแนวคิดส่งออกยูเรเนียมครึ่งหนึ่งไปยังประเทศที่สาม แลกกับยูเรเนียมระดับ 5% และนำอีกครึ่งหนึ่งมาเจือจางภายในประเทศ
ข้อเสนอดังกล่าวสะท้อนว่า อิหร่านยังต้องการรักษาสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์นี้ไว้เป็นเครื่องมือต่อรองกับสหรัฐ
เพราะหากอิหร่านยอมทำลายหรือส่งออกยูเรเนียมทั้งหมดตั้งแต่ต้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อิหร่านจะสูญเสีย “แต้มต่อ” สำหรับแลกกับการปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกยึด การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร หรือการรับประกันด้านความมั่นคงว่าจะไม่ถูกถล่มซ้ำอีก
ในมุมมองของผู้นำอิหร่าน นี่คือบทเรียนที่ได้รับจากปี 2018 เมื่อทรัมป์ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ฝ่ายเดียว ทั้งที่อิหร่านได้จำกัดโครงการนิวเคลียร์และส่งออกยูเรเนียมส่วนใหญ่ออกไปแล้ว
นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า อิหร่านมีแนวโน้มเลือกทางสายกลางมากกว่า คือ ยอมลดปริมาณยูเรเนียมบางส่วน ยอมให้มีการตรวจสอบเพิ่มขึ้น หรือเจือจางยูเรเนียมบางส่วน แต่ “ไม่น่าจะยอมสละสต็อกทั้งหมด” ดังที่ทรัมป์ต้องการ เพราะทันทีที่ยูเรเนียมหายไป อิหร่านก็จะสูญเสีย “ไพ่ต่อรองใบใหญ่ที่สุด” ที่ยังเหลืออยู่หลังสงครามครั้งนี้
อ้างอิง: reuters, reuters(2)