โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ด่วน! อาจารย์ปานเทพ กางเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ เปลี่ยนข้อหาคดีแตงโม ลั่น ไม่ใช่เรื่องง่าย

TOJO NEWS

อัพเดต 23 ม.ค. 2568 เวลา 17.13 น. • เผยแพร่ 23 ม.ค. 2568 เวลา 10.13 น. • Admin_Tojo

อาจารย์ปานเทพ กางเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ เปลี่ยนข้อหาคดีแตงโม ลั่น ไม่ใช่เรื่องง่าย

ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
ความเป็นไปได้ของการรื้อฟื้นคดีตามข้อกฎหมายคดีการเสียชีวิตของน้องแตงโม / ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

วันที่ 22 มกราคม 2568 นายยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้อนุมัติให้ทำการสืบสวนคดีเกี่ยวกับการเสียชีวิตน้องแตงโมที่มีพฤติการณ์ที่น่าสงสัยและมีเงื่อนงำ โดยปรากฏข้อความข้อพิจารณา/สั่งการ ความว่า

“กรณีผู้ร้องเรียน (นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์) ขอให้สืบสวนสอบสวนและขอให้รับเป็นคดีพิเศษ โดยผู้ร้องเห็นว่ากระบวนการดำเนินคดีเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนางสาวภัทรธิดา หรือแตงโม พัชระวีรพงษ์ มีพฤติการณ์เป็นเงื่อนงำต้องสงสัยมีเหตุให้เชื่อได้ว่า อาจมีกลุ่มบุคคลหลายฝ่ายร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาโดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อช่วยเหลือบุคคลอื่นให้ไม่ต้องรับโทษทางอาญาหรือรับโทษน้อยลงหรือไม่

เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า กรณีดังกล่าวมีการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาหรือไม่ และมีบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร จึงอนุมัติให้ทำการสืบสวนตามมาตรา 23/1 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมอบหมายพันตำรวจตรีณฐพล ดิษธรรม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการและแจ้งผู้ร้องทราบต่อไป”

ต่อมานายสมเกียรติ เพชรประดับ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการส่วนพิจารณาสำนวนร้องทุกข์ ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการกองบริหารคดีพิเศษ ได้ทำหนังสือถึงพันตำรวจตรีณฐพล ดิษยธรรม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ ความว่า

“ด้วยอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีข้อสั่งการเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 ท้ายหนังสือกองบริหารคดีพิเศษ ด่วนที่สุด ที่ ยธ 0816/0249 ลงวันที่ 21 มกราคม 2568 โดยเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่ากรณีดังกล่าวมีการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาหรือไม่ และมีบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร จึงอนุมัติให้ทำการสืบสวนตามมาตรา 23/1 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมอบหมายพันตำรวจตรีณฐพล ดิษยธรรม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ (คำร้องที่ 359/2568)

กองบริหารคดีพิเศษ จึงขอแจ้งข้อสั่งการของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้ท่านพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป รายละเอียดตามเอกสารดังแนบมาพร้อมนี้ (เอกสารคำร้อง 55 แผ่น) พร้อมสำเนาบันทึกความเห็นและข้อสั่งการที่แนบมาพร้อมนี้

เป็นผลต่อมาทำให้วันที่ 23 มกราคม 2568 พันตำรวจตรีณฐพล ดิษยธรรม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ จึงได้ทำหนังสือแจ้ง ”รับเรื่อง“ ถึงนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ความตอนท้ายตอนหนึ่งว่า

”โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเสนอเรื่องให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวน ทั้งนี้หากผลดำเนินการเป็นประการใด จักได้แจ้งให้ท่านทราบต่อไป“

ซึ่งในวันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2568 เวลา 13.30 น.กรมสอบสวนคดีพิเศษจะทำการประชุมเปิดการสืบสวนคดีดังกล่าวโดยทันที

นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ตอบสนองรับการเป็นเจ้าภาพที่จะสืบสวนคดีนี้ และต้องแสดงความชื่นชมต่อพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษมา ณ โอกาสนี้

และนี่คือจุดเริ่มต้นของการแสวงหาความจริงที่มีอำนาจในการสืบสวนในการเรียกพยานหลักฐานโดยภาครัฐแล้ว แสดงให้เห็นว่าหนังสือข้อร้องเรียนนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ รวมถึงการจำลองสถานการณ์การทดสอบการปัสสาวะและการตกเรือนั้น ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ไม่ใช่เรื่องบันเทิงการละครดังที่มีคนบางกลุ่มพยายามด้อยค่า

ดังนั้นส่วนหลายคนให้ความสนใจในคดีหลักมี 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก คือ เปลี่ยนข้อหาทันหรือไม่ และประเด็นที่สอง ถ้าเปลี่ยนข้อหาไม่ได้จะสามารถรื้อฟื้นคดีได้หรือไม่

สำหรับประเด็นคือการ “เปลี่ยนข้อหา” นั้น สามารถพิจารณากฎหมายที่อาจเกี่ยวข้องคดีนี้ เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163

“มาตรา 163 เมื่อมีเหตุอันควร โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถ้าศาลเห็นสมควรจะอนุญาตหรือจะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องเสียก่อนก็ได้ เมื่ออนุญาตแล้วให้ส่งสำเนาแก้ฟ้องหรือฟ้องเพิ่มเติมแก่จำเลยเพื่อแก้ และศาลจะสั่งแยกสำนวนพิจารณาฟ้องเพิ่มเติมนั้นก็ได้

เมื่อมีเหตุอันควร จำเลยอาจยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของเขาก่อนศาลพิพากษา ถ้าศาลเห็นสมควรอนุญาต ก็ให้ส่งสำเนาแก้โจทก์“

สาระสำคัญของการเปลี่ยนข้อหานั้นจึงมีเงื่อนไขสำคัญคือ

เงื่อนไขแรก เปลี่ยนได้เฉพาะโจทก์เท่านั้น โดยโจทก์คดีหลักคือ “อัยการ” และโจทก์ร่วมคือ “นางภนิดา ศิระยุทธโยธิน” (แม่ของแตงโม)

เงื่อนไขที่สอง ต้องเป็นคดีที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เงื่อนไขที่สาม ศาลเห็นสมควรอนุญาต

สำหรับประเด็นนี้ที่หนึ่ง จึงขึ้นอยู่กับ “อัยการ” และ “แม่ของแตงโม” เท่านั้น โดยในส่วนของอัยการนั้น นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรวมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมได้ยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุดเพื่อขอให้เปลี่ยนข้อหาแล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

สำหรับประเด็นที่สองนั้น ปัจจุบันยังไม่มีคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวได้สืบพยานฝ่ายโจทก์เสร็จสิ้นไปหมดแล้ว ในขณะที่การสืบพยานฝ่ายจำเลยเหลืออีกแค่ 2 ปาก ซึ่งจะมีการสืบพยานนัดสุดท้ายวันที่ 29 มกราคม 2568

ดังนั้นสำหรับประเด็นที่สาม ที่ศาลจะเห็นสมควรอนุญาตด้วยนั้น “อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย” ยกเว้นอัยการมีความเห็นเสนอต่อศาลให้จำหน่ายคดีออกไปก่อน เนื่องจากมีคำพิพากษาของศาลอาญาในอีกคดีที่ตำรวจ 21 คนฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทกับนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์แล้วเห็นว่าการสืบสวนสอบสวนมีพิรุธและเงื่อนงำ ศาลอาญาจึงมีคำพิพากษายกฟ้อง เพราะเห็นว่านายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ วิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต

ซึ่งแม้คดีหลักข้อหาการทำอันประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นคนละข้อหากับคดีหมิ่นประมาท แต่เนื้อหาสาระในข้อเท็จจริงเป็น “ฐานเรื่องเดียวกัน” จึงย่อมเป็นสาระสำคัญว่าการสืบสวนสอบสวนมีพิรุธและเงื่อนงำจริงหรือไม่ โดยเฉพาะถ้ามีฐานของข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน จะต้องมีมีข้อเท็จจริงใดข็อเท็จจริงหนึ่งเป็เท็จ จริงหรือไม่?

นั่นจึงต้องมีการพิจารณาก่อนที่จะบอกได้ว่าจะสามารถรื้อฟื้นคดีได้หรือไม่ ก็ต้องอาศัยพระราชบัญญัติ การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 ความว่า

“มาตรา 5 คดีใดที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้บุคคลใดต้องรับโทษอาญาในคดีนั้นแล้ว อาจมีการร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้ เมื่อปรากฏว่า

(1) พยานบุคคลซึ่งศาลได้อาศัยเป็นหลักในการพิพากษาคดีอันถึงที่สุดนั้น ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในภายหลังแสดงว่าคำเบิกความของพยานนั้นเป็นพยานเท็จ หรือไม่ถูกต้องตรงกับความจริง

(2) พยานหลักฐานอื่นนอกจากพยานบุคคลตาม (1) ซึ่งศาลได้อาศัยเป็นหลักในการพิจารณาพิพากษาคดีอันถึงที่สุดนั้น ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในภายหลังแสดงว่าเป็นพยานหลักฐานปลอมหรือเป็นเท็จ หรือไม่ถูกต้องตรงกับความจริง หรือ

(3) มีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีซึ่งถ้าได้นำมาสืบในคดีอันถึงที่สุดนั้น จะแสดงว่าบุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นไม่ได้กระทำผิด”

ดังนั้นเงื่อนไขที่จะต้องเข้าสู่การ “รื้อฟื้นคดีอาญา” ได้นั้นจะต้องมี 2 เงื่อนไขสำคัญ

เงื่อนไขที่ 1 จะต้องเป็นคดีอันที่สุดแล้วเท่านั้น

เงื่อนไขที่ 2 จะต้องมีพยานบุคคล หรือพยานหลักฐาน หรือพยานหลักฐานใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นไม่ถูกต้องกับความเป็นจริง

ซึ่งคดีที่สิ้นสุดไปแล้ว คือ คดีของนายปอ และโรเบิร์ต ซึ่งศาลได้ตัดสินพิพากษาให้รอลงอาญาในคดีประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ส่วนคดีของนายแซนและพวกนั้นยังไม่ถึงที่สุด หากไม่สามารถแก้ไขข้อหาได้ ก็ต้องรอให้คดีถึงที่สุดก่อน จึงจะรื้อฟื้นได้

และการจะพิสูจน์ในการรื้อฟื้นคดีได้หรือไม่นั้น ลำพังภาคประชาชนไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการเรียกพยานและหลักฐานต่างๆได้ จึงเป็นที่มาของการที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ยื่นคำร้องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม เพื่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทำการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงว่า กระบวนการดำเนินคดีเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนางสาวภัทรธิดา หรือแตงโม พัชระวีรพงษ์ มีพฤติการณ์เป็นเงื่อนงำต้องสงสัยมีเหตุให้เชื่อได้ว่า อาจมีกลุ่มบุคคลหลายฝ่ายร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาโดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อช่วยเหลือบุคคลอื่นให้ไม่ต้องรับโทษทางอาญาหรือรับโทษน้อยลงหรือไม่

โดยการตั้งคณะทำงานสืบสวนครั้งนี้ได้ระบุว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้อนุมัติให้ทำการสืบสวนตามมาตรา 23/1 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้น บัญญัติเอาไว้ความว่า

“มาตรา 23/1 วรรคสอง ในกรณีที่อธิบดีเห็นสมควรเสนอให้ กคพ.(คณะกรรมการคดีพิเศษ) มีมติให้คดีความผิดทางอาญาใดเป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) อธิบดีจะสั่งให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษแสวงหาพยานหลักฐานเบื้องต้น เพื่อนำเสนอ กคพ. ก็ได้ ในการนี้ให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจสืบสวนคดีนั้นตามระเบียบที่ กคพ.กำหนด”

ดังนั้นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงมีอำนาจสืบสวนคดีโดยมีกฎหมายรองรับ มีอำนาจเรียกพยานและหลักฐานได้เพื่อประโยชน์ในการสืบคดี

ซึ่งการกระทำเช่นนี้ย่อมจะทำให้ความจริงที่ถูกสงสัยอยู่ ได้รับคำชี้แจงและความกระจ่างชัด ซึ่งย่อมเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายแน่นอน

อย่างไรก็ตามเมื่อการใช้มาตรา 23/1 วรรคสองเพื่อให้เกิดกระบวนการสืบสวนตามกฎหมายมาตรานี้ จะต้องเป็นไปตามคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้น บัญญัติว่า

“มาตรา 21 คดีพิเศษที่จะต้องดำเนินการสืบสวนและสอบสวนตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่คดีความผิดทางอาญาดังต่อไปนี้

(2) คดีความผิดทางอาญาอื่นนอกจาก (1) ตามที่ กคพ.มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่”

และ กคพ. 2 ใน 3 นั้น ก็คือจะต้องมีเสียงอย่างน้อย 14 เสียงขึ้นไปจากจำนวน 22 เสียงของ กคพ. ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้น บัญญัติว่า

“มาตรา 5 ให้มีคณะกรรมการคดีพิเศษ เรียกโดยย่อว่า ”กคพ.“ ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นรองประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เจ้ากรมพระธรรมนูญ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายกสภาทนายความ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวน 9 คน และในจำนวนนี้ต้องมีบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านเศรษฐศาสตร์ การเงินการธนาคาร เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกฎหมาย อย่างน้อยด้านละ 1 คนเป็นกรรมการ”

ถ้า กคพ. เสียงไม่ถึง 2 ใน 3 ก็เป็นอันจบไป เจ้าหน้าที่รัฐและคนบนเรือหรือคนนอกเรือก็พ้นผิดตามกฎหมายฉบับนี้

แต่ถ้าสมมุติว่า กคพ.มีเสียงเกิน 2 ใน 3 แล้วปรากฏว่าเจ้าหน้าที่รัฐ คนบนเรือ หรือคนนอกเรือ ร่วมกันกระทำการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในกระบวนการดำเนินคดีเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนางสาวภัทรธิดา หรือแตงโม พัชระวีรพงษ์บิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาโดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อช่วยเหลือบุคคลอื่นให้ไม่ต้องรับโทษทางอาญาหรือรับโทษน้อยลงแล้ว ในขั้นตอนต่อไปก็น่าจะนำไปสู่ 2 แนวทาง คือ

แนวทางที่หนึ่ง กรมสอบสวนคดีพิเศษยื่นข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ นำผู้กระทำความผิดและความเกี่ยวข้องทั้งหมดมาลงโทษ

แนวทางที่สอง ส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดเพื่อรื้อฟื้นคดีตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติ การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526

ส่วนผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรก็ถือว่าภาคประชาชนก็ได้ทำอย่างเต็มที่และดีที่สุดแล้วตามขอบเขตของกฎหมายที่จะกระทำได้

แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏขึ้นเป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชน เชื่อว่าคดีนี้นอกจากกฎหมายแล้ว ยังมีกฎของสังคม และกฎแห่งกรรม ที่จะต้องทำงานต่อไป ส่วนผลลัพธ์อย่างไรนั้น จะต้องติดตามกันต่อไป

เพราะความจริงมีหนึ่งเดียว

#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...