โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไม่ไหวแล้วโว้ย! ช่วยเงียบสักทีได้มั้ย! เข้าใจ ภาวะเกลียดเสียง : Misophonia

INN News

อัพเดต 24 ธ.ค. 2567 เวลา 08.18 น. • เผยแพร่ 23 ธ.ค. 2567 เวลา 03.14 น. • INN News

เสียงดังเกิน 85 เดซิเบล เช่น เสียงรถยนต์เร่งเครื่อง เสียงเครื่องบินพุ่งทะยานเหนือเมฆ หรือเสียงกีตาร์ไฟฟ้าในคอนเสิร์ตร็อค เป็นที่รับรู้ว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพหูของเราโดยตรง แต่ในทางกลับกัน กลับมีเสียงอีกกลุ่มหนึ่งที่แม้จะไม่ได้ดังจนสร้างอันตราย แต่กลับสร้างความกระอักกระอ่วนในหัวใจ จนบางครั้งดูเหมือนโลกทั้งใบกำลังปั่นป่วนไปด้วยเสียงนั้น

หากใครยังนึกภาพไม่ออกให้ลองนึกถึงเสียงเคี้ยวกรอบแกรบ เสียงกดปากกาที่กดอยู่ย้ำๆซ้ำๆ เสียงหายใจแผ่วเบาในจังหวะที่ไม่สม่ำเสมอ เสียงเหล่านี้ที่ดูเหมือนจะไร้พิษภัยสำหรับใครหลายคน แต่อาจกลายเป็นเสียงที่สะกิดลึกลงในหัวใจของใครบางคน จนรู้สึกอยากให้มันหยุดลงในทันที

หากคุณกำลังรู้สึกเช่นนี้ อาจเป็นเพราะ คุณกำลังตกอยู่ในภาวะ Misophonia หรือ ภาวะเกลียดเสียง ก็เป็นได้

Misophonia คืออะไร?

ทางเว็บไซต์ Harvard Health Publishing ได้อธิบายถึงภาวะหนึ่งที่น่าสนใจอย่าง Misophonia หรือที่เรียกกันว่า “ภาวะเกลียดเสียง” ซึ่งเป็นอาการที่มนุษย์ได้รับผลกระทบทางอารมณ์จากเสียงธรรมดาๆ ในชีวิตประจำวัน เสียงเหล่านี้มักเป็นเสียงที่เกิดจากการกระทำของผู้อื่น และในสายตาคนทั่วไปอาจดูเล็กน้อยจนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เช่น เสียงเคี้ยวอาหาร เสียงจิ๊ปาก เสียงหาว เสียงกดปากกา หรือเสียงช้อนกระทบส้อม

แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะนี้แล้วนั้น เสียงที่คนส่วนใหญ่มองว่าไม่สำคัญกลับกลายเป็นตัวกระตุ้นอารมณ์เชิงลบที่รุนแรง พวกเขาอาจรู้สึกหงุดหงิด วิตกกังวล หรือแม้กระทั่งโกรธอย่างไม่มีเหตุผลจนต้องหลีกหนีออกจากสถานการณ์นั้นเลยก็ว่าได้

สาเหตุ misophonia เกิดจากอะไร?

จากการอธิบายโดย Misophonia in Thai ภาวะนี้มีแนวโน้มเป็นความผิดปกติทางระบบประสาท โดยสมองมีการตอบสนองผิดพลาด แปลความว่าเสียงบางอย่างที่ได้ยินคือสิ่งอันตราย ซึ่งเป็นกลไกที่แตกต่างจากคนทั่วไป เสียงที่กระตุ้นผู้ที่มีอาการนี้มักเป็นเสียงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เช่น เสียงเคี้ยวอาหาร เสียงเคาะดินสอ หรือเสียงไอ จาม

บางรายอาจถูกกระตุ้นทางการมองเห็นจากการเคลื่อนไหวซ้ำๆ ของสิ่งที่อยู่รอบตัว เช่น การกระดิกเท้าหรือการเคาะวัตถุบางอย่าง

สิ่งเร้าหรือเสียงกระตุ้นเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยเกิดความเครียดอย่างรุนแรง ไม่เพียงแต่ส่งผลต่ออารมณ์ แต่ยังส่งผลทางร่างกาย เช่น อัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้นหรือเหงื่อออกตามร่างกาย

แม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยใดที่ยืนยันถึงวิธีการรักษา Misophonia ที่ได้ผลอย่างแท้จริงและถาวร แต่ผู้ที่เผชิญกับภาวะนี้ หรือมีคนใกล้ชิดที่มีอาการ สามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับมันได้ผ่านการฝึกฝนและสร้างความเข้าใจในตัวเอง

วิธีอยู่ร่วมกับ Misophonia

  • ฝึกสติและตระหนักรู้

ทุกครั้งที่รู้สึกโกรธหรือไม่สบายใจกับเกี่ยวกับเสียงที่ได้ยิน ให้ลองตั้งสติและยอมรับว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความไวต่อเสียงของตนเอง พยายามมองว่าเสียงเหล่านั้นไม่ได้มีความหมายอันตราย เป็นเพียงเสียงปกติที่พบได้ในชีวิตประจำวัน

  • ย้ำเตือนตัวเองเพื่อควบคุมอารมณ์

การฝึกคิดอย่างมีเหตุผล เช่น “เสียงนี้ไม่ได้ทำร้ายเรา” หรือ “มันเป็นแค่เสียงธรรมดา” ช่วยลดความเครียดและอาการโกรธได้

  • ฝึกความสม่ำเสมอในการควบคุมตัวเอง

การควบคุมอารมณ์เมื่อได้ยินเสียงที่กระตุ้นเป็นทักษะที่ต้องใช้เวลาและความอดทน การฝึกฝนบ่อยครั้งจะช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีขึ้น

หากคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “หรือเราก็มีภาวะ Misophonia เหมือนกัน?” เราขอแนะนำให้ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตหรือแพทย์ผู้ชำนาญโดยตรง เนื่องจากข้อมูลในบทความนี้เพียงให้ความรู้พื้นฐาน แต่ไม่สามารถใช้เพื่อวินิจฉัยอาการได้

การเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์จะช่วยให้คุณได้รับการประเมินที่ถูกต้อง และหากจำเป็น อาจได้รับคำแนะนำในการจัดการกับอาการอย่างเหมาะสมที่สุด เพราะการวินิจฉัยที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญย่อมให้คำตอบที่ชัดเจนกว่าเสมอ

ขอบคุณข้อมูลจาก

theguardian.com

webmd.com

health.harvard.edu

wired.co.uk

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...