โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"โยเกิร์ต" ควรกินตอนไหนดีที่สุด กินแต่ละช่วงเวลา ให้ประโยชน์แตกต่างกัน

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 14.38 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 14.20 น.
ภาพไฮไลต์

โยเกิร์ต” (ภาษาอังกฤษ : Yogurt หรือ Yoghurt) เป็นหนึ่งในอาหารเพื่อสุขภาพที่หลายคนนิยมรับประทานเป็นมื้ออาหารเช้า ของว่าง หรือ เมนูเบาๆ ก่อนนอน นอกจากจะมีรสชาติอร่อยแล้ว ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อร่างกาย โดยเฉพาะจุลินทรีย์ที่ช่วยดูแลระบบลำไส้

แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า การกินโยเกิร์ตในแต่ละช่วงเวลา สามารถให้ประโยชน์ต่อร่างกายแตกต่างกัน หากเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากโยเกิร์ตได้มากยิ่งขึ้น ไทยรัฐออนไลน์สรุปสาระที่น่าสนใจมาฝากกันแล้ว

ทำความรู้จัก “โยเกิร์ต” คืออะไร เหมาะกับใครบ้าง

โยเกิร์ต คือ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ผ่านกระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ จึงทำให้มีสารอาหารสำคัญหลายชนิด ทั้งโปรตีน วิตามินบี วิตามินดี และแคลเซียม โดยปริมาณโปรตีนในโยเกิร์ตยังสูงกว่านมทั่วไปอีกด้วย ทำให้นิยมนำไปรับประทานร่วมกับธัญพืชและผลไม้

นอกจากนี้ยังมี โพรไบโอติกส์ (Probiotics) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ดีที่ช่วยปรับสมดุลลำไส้ จึงเหมาะสำหรับคนที่ต้องการดูแลสุขภาพระบบทางเดินอาหาร รวมถึงผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก หรือผู้ที่ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและฟื้นฟูร่างกาย

ไขข้อสงสัย “โยเกิร์ต” ควรกินตอนไหนดีที่สุด

ความจริงแล้วโยเกิร์ตสามารถกินได้หลายช่วงเวลาในแต่ละวัน แต่หากเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม ก็จะช่วยเสริมประโยชน์ให้กับร่างกายได้มากขึ้น ดังนี้

กินโยเกิร์ตตอนเช้า

การกินโยเกิร์ตในช่วงเช้า เหมาะสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่ โดยเฉพาะการกินในขณะท้องว่าง จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมโปรตีนและจุลินทรีย์ได้ดี อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายและเติมพลังงานให้ร่างกาย

กินโยเกิร์ตตอนเที่ยง

หากกินโยเกิร์ตหลังมื้อกลางวัน จุลินทรีย์ที่อยู่ในโยเกิร์ตจะช่วยปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร ทำให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น และช่วยลดอาการแน่นท้องหลังรับประทานอาหาร

กินโยเกิร์ตตอนบ่าย

ช่วงบ่ายเป็นเวลาที่หลายคนมักรู้สึกหิวหรืออยากกินของว่าง การกินโยเกิร์ตแทนขนมหรือของหวาน จะช่วยลดการกินจุกจิก อีกทั้งยังช่วยให้อิ่มท้องนาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก

กินโยเกิร์ตตอนเย็น

การกินโยเกิร์ตในช่วงเย็นจะช่วยเสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร และช่วยให้ร่างกายเตรียมตัวเข้าสู่ช่วงพักผ่อน ทำให้ระบบภายในทำงานได้สมดุลมากขึ้น

กินโยเกิร์ตก่อนนอน

โยเกิร์ตมีกรดอะมิโนชนิดหนึ่งชื่อว่า ทริปโตเฟน (Tryptophan) ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเซโรโทนิน ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย จึงช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อในช่วงที่ร่างกายพักฟื้นระหว่างการนอนหลับ แต่แนะนำให้กินโยเกิร์ตก่อนนอนอย่างน้อย 30 นาที ไม่ควรกินเสร็จแล้วเข้านอนทันที

“โยเกิร์ต” ควรกินวันละปริมาณเท่าไหร่

แนะนำให้กินโยเกิร์ตประมาณ วันละ 1-2 ถ้วย หรือประมาณ 150-250 กรัม ซึ่งถือเป็นปริมาณที่เหมาะสมต่อการได้รับสารอาหาร โดยไม่ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานหรือน้ำตาลมากเกินไป ส่วนใครที่ควบคุมน้ำหนักแนะนำว่าควรเลือกกินโยเกิร์ตแบบปริมาณน้ำตาล 0 เปอร์เซ็นต์

วิธีกิน “โยเกิร์ต” ให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด

หากต้องการกินโยเกิร์ตเพื่อสุขภาพ ควรเลือกให้เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงน้ำตาลที่แฝงอยู่ในผลิตภัณฑ์ โดยสามารถพิจารณาได้ดังนี้

  • เลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติ (Plain Yogurt) เพื่อลดปริมาณน้ำตาล
  • เลือกกรีกโยเกิร์ต หากต้องการโปรตีนสูงและช่วยให้อิ่มนาน
  • อ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อ เลือกสูตรที่มีน้ำตาลต่ำ และมีส่วนผสมหลักเป็นนมและจุลินทรีย์

ทั้งนี้ โยเกิร์ตสามารถกินได้แทบทุกช่วงเวลาของวัน และแต่ละช่วงเวลาก็มีประโยชน์ต่อร่างกายต่างกัน ไม่ว่าจะช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร การควบคุมน้ำหนัก รวมถึงทำให้อิ่มท้อง

สิ่งสำคัญคือการเลือกโยเกิร์ตที่ดีต่อสุขภาพ และกินอย่างสม่ำเสมอ หากต้องการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ อาจเติมผลไม้สดหรือธัญพืชลงไป ก็จะช่วยให้มื้อโยเกิร์ตทั้งอร่อยและได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : "โยเกิร์ต" ควรกินตอนไหนดีที่สุด กินแต่ละช่วงเวลา ให้ประโยชน์แตกต่างกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...