โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สงครามตะวันออกกลาง เสี่ยงดัน “ราคาอาหารโลก” พุ่ง หลังเส้นทางปุ๋ยผ่านฮอร์มุซสะดุด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 12 มี.ค. เวลา 11.25 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 04.25 น.

นักวิเคราะห์เตือนความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งปุ๋ยโลก อาจผลักดัน "ราคาอาหารโลก" พุ่งในระยะต่อไป

วันที่ 12 มีนาคม 2569 เวลา 10.45 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ไม่ได้กระทบเพียงตลาดพลังงานเท่านั้น แต่ยังอาจลุกลามไปสู่ตลาดอาหารโลก และเสี่ยงทำให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซไม่เพียงเป็นเส้นทางสำคัญของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่ยังเป็นเส้นทางขนส่ง ปุ๋ยเคมี ซึ่งมีความสำคัญต่อการเกษตรทั่วโลก

นักวิเคราะห์ ระบุว่า หากการขนส่งหยุดชะงัก อาจทำให้ต้นทุนการทำเกษตรเพิ่มขึ้น ผลผลิตลดลง และท้ายที่สุดนำไปสู่ราคาสินค้าอาหารที่แพงขึ้น โดยสถาบันวิจัยนโยบายอาหารระหว่างประเทศ (IFPRI) เตือนว่าต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบการผลิตที่สูงขึ้นอาจจุดชนวน เงินเฟ้อด้านอาหารโลก อีกครั้ง หลังราคาค้าปลีกอาหารในหลายประเทศเพิ่งกลับสู่ระดับปกติ

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์อาหาร ยังชี้ว่า ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดคอขวดสำคัญของการค้าปุ๋ยโลก เนื่องจากประเทศผู้ผลิตหลักอย่างกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย โอมาน และอิหร่าน เป็นแหล่งส่งออกปุ๋ยยูเรียและฟอสเฟตจำนวนมากของโลก และเกือบทั้งหมดต้องขนส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้ หากเส้นทางถูกปิดกั้น ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารและปุ๋ยอาจเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก

ในระยะสั้น ประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย (GCC) อาจได้รับผลกระทบก่อน เนื่องจากเศรษฐกิจอย่างกาตาร์ บาห์เรน คูเวต และซาอุดีอาระเบียต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารผ่านเส้นทางเดินเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากการขนส่งยังติดขัด ประเทศเหล่านี้อาจต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่นหรือขนส่งทางบกซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า แม้ว่าประเทศที่ร่ำรวยในภูมิภาคจะยังสามารถนำเข้าอาหารทางอากาศหรือทางบกได้ แต่ประเทศที่มีทรัพยากรจำกัดกว่าอาจเผชิญปัญหาขาดแคลนอาหารได้ โดยนักวิเคราะห์เตือนว่า อิรักและอิหร่านเองก็อาจได้รับผลกระทบจากภาวะขาดแคลน

ขณะเดียวกันภูมิภาคที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดคือ แอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา (Sub-Saharan Africa) เนื่องจากเกษตรกรในภูมิภาคนี้พึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยอย่างมาก โดยมากกว่า 90% ของปุ๋ยที่ใช้ในภูมิภาคมาจากการนำเข้า ขณะที่ประชาชนจำนวนมากต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่กับอาหาร หากปุ๋ยขาดแคลน ผลผลิตของพืชสำคัญ เช่น ข้าวโพด ซึ่งเป็นอาหารหลักของภูมิภาค อาจลดลงและผลักดันให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็อาจเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนเช่นกัน เนื่องจากประเทศเกษตรกรรมสำคัญอย่างอินเดีย บังกลาเทศ ไทย และอินโดนีเซีย ต่างพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากประเทศอ่าวเปอร์เซีย หากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังหยุดชะงัก เกษตรกรอาจต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก โดยเฉพาะพืชหลักอย่างข้าวและข้าวโพดซึ่งต้องใช้ปุ๋ยจำนวนมาก

ในระยะยาว หากเกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุน ผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลกอาจลดลงและผลักดันให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้น นักวิเคราะห์ยังเตือนว่า บราซิล ซึ่งเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลกก็อาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากต้องนำเข้าปุ๋ยประมาณ 85% ของความต้องการทั้งหมด หากการนำเข้าปุ๋ยในช่วงฤดูกาลสำคัญเกิดความล่าช้า ก็อาจกระทบต่อการผลิตถั่วเหลืองและข้าวโพดและส่งผลต่อราคาพืชผลในตลาดโลก

แม้ผลผลิตทางการเกษตรอาจยังไม่ลดลงทันที แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียวก็อาจผลักดัน เงินเฟ้ออาหารทั่วโลก เนื่องจากพลังงานมีบทบาทสำคัญในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่การผลิตปุ๋ย การใช้เครื่องจักรในภาคเกษตร ไปจนถึงการขนส่งและแปรรูปอาหาร โดยนักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าขนาดของผลกระทบต่อราคาสินค้าอาหารจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงหยุดชะงัก

อ้างอิง : www.cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...