‘แบงก์’ กระทบจำกัดลดดอกเบี้ย แนะ‘ KBANK-BBL’ ปันผลดุ
#หุ้นแบงก์ #ทันหุ้น – “แบงก์” แห่ลดดอกเบี้ยเงินกู้ หวังช่วยลูกค้าแบ่งเบาภาระหนี้ พร้อมหนุนเศรษฐกิจขับเคลื่อน ด้านนักวิเคราะห์มอง รอบนี้แบงก์ลดดอกเบี้ยน้อยมาก 0.1% เสี่ยงมีโอกาสลดดอกเบี้ยเงินฝาก มองเป็นโอกาสในการปรับพอร์ตการลงทุน แนะนำให้โยกเงินจากบัญชีเงินฝากมาลงทุนในหุ้นธนาคารที่กลายเป็น “สปอร์ตไลต์” ในการจ่ายเงินปันผลที่ดุเดือด ชู KBANK-BBL พร้อมเปิด 5 หุ้นรับอานิสงส์ “ไฟแนนซ์-หนี้สูงหรือลงทุนเยอะ-อสังหา-รีท-ส่งออก”
ธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) ทยอยประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อแบ่งเบาภาระหนี้ของลูกค้า พร้อมสนับสนุนเศรษฐกิจขับเคลื่อน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ปรับลดดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ลงอีก 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปีนำโดย ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ธนาคารกสิกรไทย
@ช่วยลูกค้า
นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และครัวเรือนที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนทางการเงินและสภาพคล่อง ประกอบกับปัจจัยกดดันจากภายนอก ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ ที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น
ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย และเพื่อช่วยบรรเทาภาระดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าของธนาคาร ธนาคารจึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR : Minimum Loan Rate) เหลือ 6.350% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR : Minimum Overdraft Rate) เหลือ 6.275% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR : Minimum Retail Rate) ปรับลดลงเหลือ 6.575% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
@ผลกระทบแบงก์น้อยมาก
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยถึงประเด็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ที่ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.1% มองว่าเป็นการปรับลดที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับการลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ลดลงล่าสุด 0.25% ขณะเดียวกันหากรวมการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา นับเป็นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงรวมแล้วถึง 0.5% แต่แบงก์กลับลดให้เพียง 0.1% เท่านั้น
ในส่วนของดอกเบี้ยเงินฝาก นายประกิตระบุว่า ธนาคารมักไม่ประกาศลดให้สาธารณชนทราบอย่างเป็นทางการ แต่จะปรับลดที่เรตประกาศของธนาคารโดยตรง ซึ่งเชื่อว่าจะถูกปรับลดลงอย่างแน่นอนจนทำให้ผลตอบแทนจากการฝากเงินน้อยมาก ดังนั้นจึงเป็นโอกาสในการปรับพอร์ตการลงทุน โดยแนะนำให้โยกเงินจากบัญชีเงินฝากมาลงทุนในหุ้นธนาคารที่กลายเป็น “สปอร์ตไลต์” ในการจ่ายเงินปันผลที่ดุเดือด
@ชูหุ้นแบงก์ปันผลดุ
สำหรับหุ้นกลุ่มธนาคารที่น่าสนใจ นายประกิตยกให้KBANK เป็นตัวชูโรงจากการประกาศจ่ายเงินปันผลที่สูงกว่าตลาดคาด โดยจ่ายถึง 12 บาทต่อหุ้น (รวมปันผลพิเศษ) และเมื่อรวมกับปันผลระหว่างกาลก่อนหน้าอีก 2 บาท รวมเป็น 14 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Yield สูงถึง 6-7%, ขณะที่ BBL แม้จะได้ชื่อว่าประหยัดแต่รอบนี้ก็ยอมควักกระเป๋าจ่ายปันผลถึง 8 บาทต่อหุ้น สะท้อนให้เห็นว่าธนาคารยอมปรับมาตรฐานการจ่ายปันผล(Payout Ratio) ขึ้นมาสูงกว่า 60%,
“หุ้นไทยเหมาะกับการถือเพื่อรับปันผลมาก เพราะบริษัทจดทะเบียนไทยเปรียบเหมือนเครื่องจักรผลิตเงินสด ในภาวะที่ประเทศไม่เติบโตเขาก็เลือกที่จะจ่ายปันผลหนักๆ การสร้าง Passive Income ระดับ 6-7% จึงทำได้สบายๆ ในตลาดนี้” นายประกิตกล่าว
@เปิด 5 กลุ่มรับอานิสงส์
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า จากกนง. ปรับลดดอกเบี้ยรอบนี้เกินความคาดหมาย ฝ่ายวิจัยเราแนะนำลงทุนใน 5 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ลงทุนมากหรือมีหนี้สูง เช่น PTT, CPF, TRUE, SCC, GULF, ADVANC, CPAXT, BEM 2. กลุ่มไฟแนนซ์ SAWAD, MTC, KTC, AEONTS, 3.กลุ่มอสังหา SPALI,SIRI, AP 4. กลุ่ม REIT & IFF เช่น 3BBIF, LHHOTEL, CPNREIT นอกจากนี้ ยังรวมถึง 5. กลุ่มส่งออก จากคาดการณ์ทิศทางเงินบาทที่จะไม่แข็งค่ามากนัก เช่น STA, ITC, TU, OSP, CBG, HANA เป็นต้น ส่วนกลุ่มธนาคาร พาณิชย์คาดกระทบจำกัดเพราะจะถูกชดเชยจากการเติบโตของสินเชื่อ และการตั้งสำรองที่ลดลง