โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ตลาดจีน-เอเชียหยุดตรุษจีน ราคาทองขาดแรงขับเคลื่อน

ทันหุ้น

อัพเดต 18 ก.พ. เวลา 00.55 น. • เผยแพร่ 18 ก.พ. เวลา 00.00 น.

#ทันหุ้น – สรุปสภาวะตลาดทองคำแท่ง ประจำวันที่ 18 มกราคม 2026

ปัจจัยพื้นฐาน

ราคาทองคำในตลาดโลกปิดลดลง 51.42 ดอลลาร์ ในการซื้อขายล่าสุด ท่ามกลางปริมาณธุรกรรมที่เบาบาง เนื่องจากตลาดสหรัฐปิดทำการในวัน President’s Day ขณะที่ตลาดจีนและอีกหลายประเทศในเอเชียหยุดทำการในช่วงเทศกาลตรุษจีน การเคลื่อนไหวของราคาจึงขาดแรงขับเคลื่อนจากกระแสเงินทุนขนาดใหญ่ ส่งผลให้ราคาทองคำอ่อนตัวลงต่อเนื่องสู่บริเวณ 4,920 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นับเป็นการปรับลดลงเป็นวันที่สองติดต่อกัน ปัจจัยสำคัญมาจากการแข็งค่าของดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นราว 0.2% หลังค่าเงินเยนของญี่ปุ่นอ่อนค่าลงจากตัวเลข GDP ที่ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ กดดันราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่กำหนดราคาเป็นดอลลาร์ และทำให้ต้นทุนการถือครองสำหรับผู้ลงทุนต่างชาติสูงขึ้นในเชิงอัตราแลกเปลี่ยน

แรงกดดันด้านอุปสงค์กายภาพยังปรากฏชัดในตลาดเอเชีย โดยรายงานจาก Reuters ระบุว่าราคาทองคำในอินเดียกลับมาซื้อขายในลักษณะส่วนลด (discount) สูงสุดถึง 12 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรกในรอบเกือบหนึ่งเดือน หลังจากก่อนหน้านี้เคยซื้อขายด้วยพรีเมียมสูงถึง 70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ความผันผวนและระดับราคาที่อยู่ในจุดสูงทำให้ความต้องการจากผู้บริโภคและผู้ประกอบการเครื่องประดับชะลอตัว ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อราคาในระยะสั้น ขณะเดียวกัน ตลาดยังรอความชัดเจนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยสหรัฐและอิหร่านเตรียมจัดการเจรจาที่กรุงเจนีวาในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ โดยมีโอมานทำหน้าที่เป็นตัวกลาง นอกจากนี้ รัสเซียและยูเครนจะจัดการเจรจาสันติภาพในช่วงวันที่ 17–18 กุมภาพันธ์ ณ นครเจนีวาเช่นกัน ภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐ ผลลัพธ์ของการหารือเหล่านี้อาจส่งผลต่อทิศทางสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วงก่อนการเจรจา ความตึงเครียดยังแฝงอยู่ หลังมีรายงานว่าสหรัฐส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าสู่ภูมิภาค ขณะที่กองกำลัง IRGC ของอิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ

แม้ราคาทองคำจะแกว่งตัวในกรอบจำกัด แต่ปัจจัยพื้นฐานด้านนโยบายการเงินยังคงมีบทบาทสำคัญ ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐที่ออกมาต่ำกว่าคาดในสัปดาห์ก่อนยังสนับสนุนมุมมองว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจมีพื้นที่สำหรับการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม โดยตลาดยังให้น้ำหนักต่อการลดดอกเบี้ยมากกว่าสองครั้งในปีนี้ และคาดว่าการลดครั้งแรกอาจเกิดขึ้นในช่วงกลางปี อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงรอรายงานการประชุม FOMC ตัวเลข GDP เบื้องต้น และดัชนี PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เพื่อประเมินจังหวะการดำเนินนโยบายต่อไป ในระยะสั้น การเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์และผลตอบแทนพันธบัตรยังคงเป็นตัวแปรหลัก ขณะที่ผลการเจรจาระหว่างสหรัฐ–อิหร่าน และความคืบหน้าการเจรจารัสเซีย–ยูเครน จะเป็นตัวกำหนดทิศทางความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงถัดไป

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน

  • สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เสี่ยงซื้อหากราคาไม่หลุด 4,932 ดอลลาร์ต่อออนซ์
  • ตัดขาดทุนหากราคาหลุด 4,932 ดอลลาร์ต่อออนซ์
  • ขายทำกำไรหากราคาไม่ผ่านแนวต้าน 5,118-5,046 ดอลลาร์ต่อออนซ์
  • หากผ่านได้ชะลอไปขายที่แนวต้านถัดไป

ที่มา : Trading View/ Aspen/ Bloomberg/ Reuters/ CNBC/ Trading Economics/ Yahoo Finance

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...