โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ซี.ซี.เอฟ.ฯ จับมือ มูลนิธิวิมุต เปิดโมเดลดูแลเด็ก LD-ออทิสติก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ก.พ. เวลา 10.34 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. เวลา 03.10 น.

ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านคุณภาพการศึกษาและสุขภาพเด็ก กลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษ โดยเฉพาะเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities : LD) และเด็กออทิสติก ยังคงเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องการการดูแลอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง

โรงพยาบาลวิมุต และมูลนิธิวิมุต ได้ผนึกกำลังกับมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชนฯ ร่วมเปิดตัวโครงการ “เติมรู้ เสริมรัก ฟูมฟักเด็กพิเศษ” มุ่งสร้างโมเดลต้นแบบการดูแลเด็กพิเศษแบบองค์รวม ภายใต้แนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) โดยเริ่มนำร่องที่โรงเรียนวัดไตรสามัคคี จังหวัดสมุทรปราการ

ดร.บรรจงเศก ทรัพย์โสภา ผู้อำนวยการมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.ฯ กล่าวว่า มูลนิธิทำงานมากว่า 60 ปี ในระยะเวลาที่ผ่านมามุ่งมั่นในการพัฒนาและดูแลเด็กด้อยโอกาสมากกว่า 1.3 ล้านคน เด็กในอุปการะกว่า 30,000 คน พบว่ามีความพิเศษ เรามองว่าเด็กเหล่านี้เหมือนเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง ความต้องการทรัพยากรพิเศษในการเติบโต

ปัจจุบันมูลนิธิทำงานใน 36 จังหวัดทั่วประเทศ นอกเหนือพื้นที่เขตเมือง-โรงเรียนขนาดเล็ก พบว่ากว่า 2,000 คน ที่ระบุได้ว่ามีความต้องการเป็นพิเศษ ในฐานะมูลนิธิต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งกับกลุ่มเด็กด้อยโอกาสนี้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ทำดนตรี-ศิลปะบำบัด

ในโอกาสนี้ ดร.บรรจงเศก ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง โดยอ้างอิงจากข้อมูล สพฐ. ปี 2567 พบว่าไทยมีนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในระบบเรียนรวมกว่า 230,150 คน โดยเป็นผู้บกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) สูงถึง 166,211 คน และเด็กออทิสติกอีก 12,722 คน ซึ่งหากเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม จะเสียโอกาสในการเติบโตอย่างมีคุณภาพ

ท้ายสุด ทุกโครงการตั้งใจจะทำให้ ทำอย่างไรให้เด็กสามารถเติบโตเป็นตัวเองแบบที่ดีที่สุดของตนเอง อยู่ในสังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

CSR สร้างผลกระทบเชิงระบบ

ด้านโรงพยาบาลวิมุต ในฐานะภาคีด้านสาธารณสุข เล็งเห็นว่าปัญหาเด็กพิเศษไม่ใช่เพียงประเด็นด้านการศึกษา แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และพัฒนาการในระยะยาว จึงนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น รวมถึงนักกิจกรรมบำบัด เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบแนวทางดูแลเด็กพิเศษอย่างเป็นระบบ

นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานมูลนิธิวิมุต และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า น้อง ๆ พิเศษต้องการการดูแลพิเศษ ตรงนี้โรงพยาบาลมีทีมแพทย์และสหสาขาวิชาชีพในการดูแล เราต้องการเห็นน้อง ๆ เติบโตในสังคม เท่าเทียมและมีศักดิ์ศรี ซึ่งต้องใช้ความเข้าใจในหลากหลายองคาพยพ

ซึ่งโรงพยาบาลวิมุตเชื่อว่า “สุขภาพ” ไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีโรค แต่คือคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และการอยู่ร่วมกับสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนมีศักยภาพในตัวเอง หากได้รับโอกาส ความเข้าใจ และระบบสนับสนุนที่เหมาะสม

โครงการ “เติมรู้ เสริมรัก ฟูมฟักเด็กพิเศษ” จึงสะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาเด็กแบบองค์รวม ผ่านความร่วมมือของภาคการแพทย์ การศึกษา และภาคสังคม เพื่อช่วยให้เด็กพิเศษเติบโตและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นใจ

โรงพยาบาลวิมุตมองว่าการดูแลเด็กพิเศษไม่ใช่เพียงการรักษาเฉพาะราย แต่คือการวางรากฐานด้านสุขภาพและพัฒนาการของประเทศในระยะยาว โดยการประเมินและดูแลเด็กอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้เด็กจำนวนมากสามารถพัฒนาได้ใกล้เคียงเด็กทั่วไป ซึ่งจะลดความเหลื่อมล้ำและภาระด้านสาธารณสุขในอนาคต

“โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานด้าน CSR ของโรงพยาบาลวิมุต ที่มุ่งต่อยอดความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงระบบ เชื่อมโยงโรงพยาบาล โรงเรียน ครอบครัว และชุมชน เพื่อสร้างโมเดลการดูแลเด็กพิเศษที่ขยายผลได้อย่างยั่งยืน”

เติมรู้ เสริมรัก ฟูมฟักเด็กพิเศษ

โครงการ “เติมรู้ เสริมรัก ฟูมฟักเด็กพิเศษ” ได้รับการออกแบบโดยมีเป้าหมายให้การดูแลเด็กพิเศษไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงในโรงพยาบาล แต่ขยายไปสู่โรงเรียนและครอบครัว ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมสำคัญของเด็ก โดยเน้นการทำงานร่วมกันของแพทย์ ครู และผู้ปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจในธรรมชาติของเด็กแต่ละคน และส่งเสริมพัฒนาการตามศักยภาพอย่างเหมาะสม

สำหรับพื้นที่นำร่อง โรงเรียนวัดไตรสามัคคี ซึ่งมีเด็กพิเศษเรียนรวมอยู่ถึง 183 คน หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 23 ของนักเรียนทั้งหมด โครงการได้จัดตั้ง “ห้องเรียนพิเศษ” ที่บูรณาการกิจกรรมสร้างสรรค์ 4 ด้าน ได้แก่ ศิลปะ ดนตรี กีฬา และสิ่งประดิษฐ์ เพื่อกระตุ้นพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และการสื่อสาร ควบคู่กับการดูแลด้านพฤติกรรมและอารมณ์อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ โครงการยังจัดกิจกรรม “รักอย่างเข้าใจ” เพื่อเสริมพลังให้ครูและครอบครัว สร้างความเข้าใจ ลดอคติ และปลูกฝังทัศนคติเชิงบวกในการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลเด็กกลุ่มนี้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การขยายผลโครงการไปยังโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ ยังต้องอาศัยงบประมาณและความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ภาคีเครือข่ายจึงมีแผนระดมทุนและเชิญชวนภาคสังคมเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้เด็กพิเศษทั่วประเทศได้รับโอกาสในการเข้าถึงการดูแลด้านสุขภาพและพัฒนาการอย่างเท่าเทียม

โครงการนี้จึงเป็นทั้งความร่วมมือด้านการศึกษา และตัวอย่างของบทบาทภาคสาธารณสุขอย่างโรงพยาบาลวิมุต ในการร่วมแก้ไขปัญหาสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทย และสร้างสังคมที่เข้าใจความแตกต่าง เพื่อให้เด็กทุกคนเติบโตอย่างมีศักดิ์ศรี มีสุขภาพกายใจที่ดี และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นใจ

ดร.บรรจงเศกกล่าวสรุปว่า การสนับสนุนงบประมาณในระยะเริ่มต้นสำหรับพื้นที่นำร่องอาจยังไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับจำนวนเด็กที่มีความบกพร่องด้านพัฒนาการ ซึ่งยังขาดโอกาสและการเข้าถึงการดูแลอย่างเหมาะสม มูลนิธิจึงมีความจำเป็นต้องระดมทุนเพิ่มเติม

โดยจะมุ่งขยายผลโมเดลต้นแบบนี้ไปยังโรงเรียนในเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้ เติบโต และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ซี.ซี.เอฟ.ฯ จับมือ มูลนิธิวิมุต เปิดโมเดลดูแลเด็ก LD-ออทิสติก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...