‘ปราชญ์ สามสี’ ไขข้อสงสัย เทียบโมเดลโจมตีผู้นำอิหร่าน ใช้กับกัมพูชาได้หรือไม่?
จากกรณีสหรัฐและระบอบไซออนิสต์อิสราเอลได้กระทำการอันป่าเถื่อน ฉีกกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 2 วรรค 4 ด้วยการรุกรานบูรณภาพแห่งดินแดนของอิหร่านอย่างโจ่งแจ้ง ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ใช่แค่การทหาร แต่คือ “อาชญากรรมสงคราม” ที่มุ่งเป้าทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้
เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แฟนเพจ "ปราชญ์ สามสี" ได้ออกมาโพสต์วิเคราะห์กรณีมีคำถามว่า หากสหรัฐ ใช้ปฏิบัติการโจมตีผู้นำอิหร่านได้ ไทยจะใช้ “โมเดลเดียวกัน” กับผู้นำกัมพูชาได้หรือไม่ เผยว่าไม่สามารถเทียบเคียงกันได้ เนื่องจากทางภูมิรัฐศาสตร์และศักยภาพของไทยแตกต่างจากมหาอำนาจอย่างสิ้นเชิง
โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า "มีผู้ตั้งคำถามว่า หากสหรัฐอเมริกาสามารถใช้ปฏิบัติการโจมตีผู้นำอิหร่านได้ ไทยจะสามารถยก “โมเดลเดียวกัน” มาใช้กับผู้นำกัมพูชาได้หรือไม่ คำตอบของผมคือ เรื่องเช่นนี้ไม่อาจเทียบเคียงกันได้โดยตรง ประการแรก บริบททางภูมิรัฐศาสตร์ของไทยแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา สหรัฐมีศักยภาพทางทหาร เครือข่ายพันธมิตร และอำนาจต่อรองระดับโลกที่ทำให้สามารถรับแรงกระแทกจากผลสะเทือนระหว่างประเทศได้ ไทยในฐานะประเทศขนาดกลางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ย่อมต้องคำนึงถึงเสถียรภาพภูมิภาค ความสัมพันธ์อาเซียน และผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง"
นอกจากนี้ "ประการที่สอง การใช้กำลังต่อผู้นำรัฐอื่น ไม่ใช่เพียง “การลั่นไก” ครั้งเดียวแล้วจบ แต่คือการเปิดประตูสู่ความขัดแย้งที่อาจยืดเยื้อเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ซึ่งผลกระทบไม่ได้ตกอยู่ที่ผู้นำเพียงคนเดียว หากแต่ตกอยู่กับประชาชนหลายร้อยหลายพันครอบครัว ทั้งสองฝั่งชายแดน แม้ในใจลึก ๆ อาจมีความไม่พอใจต่อท่าทีของรัฐบาลกัมพูชาที่กระทบต่อศักดิ์ศรีของไทย แต่รัฐที่มีสติสัมปชัญญะย่อมไม่ตัดสินใจบนฐานของอารมณ์ ความโกรธ หรือความสะใจทางการเมืองระยะสั้น หากต้องยืนอยู่บนหลักความพอเหมาะพอควร ความได้สัดส่วน และผลประโยชน์แห่งชาติระยะยาว ประเทศไทยไม่ใช่รัฐที่กระหายสงคราม และไม่ควรเป็นเช่นนั้น"
"ความอดทนของรัฐก็มีขีดจำกัด หากมีการกระทำใดที่กระทบต่ออธิปไตยหรือเกียรติภูมิของประเทศอย่างร้ายแรง รัฐย่อมมีเครื่องมือหลายระดับในการตอบสนอง ตั้งแต่มาตรการทางการทูต เศรษฐกิจ ความมั่นคง ไปจนถึงการป้องกันตนเองตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ แต่การเลือกใช้มาตรการใด ต้องตั้งอยู่บนหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน มิใช่บนความกวนอารมณ์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไทยต้องส่องกระจกตัวเองเสมอว่า เรากำลังปกป้องศักดิ์ศรีด้วยสติ หรือกำลังถูกดึงเข้าสู่เกมที่ทำให้ภูมิภาคทั้งภูมิภาคร้อนระอุ"
อย่างไรก็ตาม "ในโลกที่ความตึงเครียดกำลังขยายวงกว้าง การตัดสินใจที่หนักแน่นแต่สุขุม อาจทรงพลังยิ่งกว่าการตอบโต้ที่รวดเร็วแต่ไร้การคำนวณ เพราะท้ายที่สุดแล้ว สงครามเริ่มต้นได้ง่าย แต่สันติภาพต่างหากที่ต้องใช้ความรับผิดชอบสูงกว่าเสมอ"
ขอบคุณข้อมูล : ปราชญ์ สามสี