AI ฟันธง! ยก Bitcoin เป็นเงินออมเบอร์ 1 เมินเงินกระดาษ ชี้ Stablecoin คืออนาคต
#Bitcoin #ทันหุ้น – ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า โมเดลปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำ (Frontier AI) จาก 6 ผู้พัฒนาหลักระดับโลก แสดงให้เห็นถึงความพึงพอใจที่สอดคล้องกันในการเลือก “บิทคอยน์” เป็นเครื่องมือสะสมมูลค่าระยะยาว และเลือก “สเตเบิลคอยน์” (Stablecoins) สำหรับการชำระเงินในชีวิตประจำวัน เมื่อเผชิญกับสถานการณ์จำลองทางการเงินแบบปลายเปิด ตามรายงานการศึกษาที่ตีพิมพ์โดย Bitcoin Policy Institute (BPI)
งานวิจัยนี้ ซึ่งสถาบันระบุว่าเป็นโครงการที่ “ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” (Nonpartisan) ได้ทำการทดสอบโมเดล AI ทั้งหมด 36 รุ่นจากบริษัท Anthropic, DeepSeek, Google, MiniMax, OpenAI และ xAI ผ่านสถานการณ์จำลอง 9,072 รูปแบบ ที่ถูกออกแบบมาโดยไม่มีการแนะนำสกุลเงินหรือกำหนดคำตอบไว้ล่วงหน้า โมเดลเหล่านี้ถูกขอให้ตัดสินใจทางการเงินผ่านฟังก์ชันทางเศรษฐกิจ 4 ด้าน ได้แก่ การสะสมมูลค่า (Store of value), หน่วยวัดทางบัญชี (Unit of account), สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of exchange) และการชำระดุล (Settlement)
ผลการศึกษาพบว่า บิทคอยน์ครองส่วนแบ่งถึง 48.3% ของคำตอบทั้งหมด หรือถูกเลือก 4,378 ครั้งจากทั้งหมด 9,072 ครั้ง ทำให้มันเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ถูกเลือกมากที่สุดในภาพรวม ตามมาด้วยสเตเบิลคอยน์ที่ 33.2% (3,013 คำตอบ) ขณะที่สกุลเงินกระดาษดั้งเดิม (Fiat) ได้รับการคัดเลือกเพียง 8.9%
ความพึงพอใจต่อบิทคอยน์แข็งแกร่งขึ้นอย่างมากในสถานการณ์ที่เน้นการรักษามูลค่าระยะยาว ในคำถามด้านการสะสมมูลค่าที่ครอบคลุมระยะเวลาหลายปี บิทคอยน์กวาดคะแนนไปถึง 79.1% (1,794 ครั้งจาก 2,268 การเลือก) ซึ่งถือเป็นฉันทามติที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาคำถามทั้งหมด ขณะที่สเตเบิลคอยน์ตามมาห่างๆ เป็นอันดับสองที่ 6.7% และเงินกระดาษอยู่ที่ 6%
อย่างไรก็ตาม ความพึงพอใจต่อบิทคอยน์มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญตามผู้พัฒนาโมเดล โดยโมเดลจาก Anthropic มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อบิทคอยน์สูงถึง 68% โดยเฉพาะรุ่น Claude Opus 4.5 ที่พุ่งสูงถึง 91.3% ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาโมเดลที่ทดสอบทั้งหมด ด้าน DeepSeek มีค่าเฉลี่ย 52% ตามด้วย Google 43% และ xAI 39% ส่วนโมเดลจาก OpenAI มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อบิทคอยน์อยู่ที่ 26% โดยรุ่น GPT-5.2 ให้คะแนนบิทคอยน์เพียง 18.3% ตามรายงานการศึกษา
สถานการณ์ด้านการชำระเงิน
สำหรับสถานการณ์การชำระเงินที่เกี่ยวข้องกับการบริการ, การชำระเงินรายย่อย (Micropayments) และการโอนเงินข้ามพรมแดน สเตเบิลคอยน์นำโด่งด้วยคะแนน 53.2% เมื่อเทียบกับบิทคอยน์ที่ 36% ส่วนเงินกระดาษรั้งท้ายที่ 5.1% ซึ่งรูปแบบนี้เกิดขึ้นเหมือนกันในทุกผู้พัฒนา, ทุกขนาดของโมเดล และทุกการตั้งค่าการแสดงผล
แนวโน้มนี้สะท้อนพฤติกรรมของมนุษย์ที่สังเกตได้จากการศึกษาในระดับโลกอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งพบว่าในกลุ่มฟรีแลนซ์และผู้ขายสินค้า ประมาณ 35% ของรายได้ต่อปีในปัจจุบันถูกชำระด้วยสเตเบิลคอยน์ และเกือบสามในสี่ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า การชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานระดับสากลได้ดียิ่งขึ้น
ในภาพรวม การศึกษาของ BPI พบว่า 90.8% ของคำตอบที่มีสาระสำคัญเลือกใช้เครื่องมือที่เป็นดิจิทัลโดยกำเนิด (Digitally native instruments) ซึ่งรวมถึงบิทคอยน์, สเตเบิลคอยน์, สินทรัพย์คริปโตอื่นๆ, สินทรัพย์ในโลกจริงที่เป็นโทเคน (Tokenized RWAs) และหน่วยประมวลผล (Compute units) มากกว่าเงินกระดาษแบบดั้งเดิมที่มีสัดส่วนเพียง 9.2% ที่น่าสนใจคือ ไม่มีโมเดลใดเลยจากทั้ง 36 รุ่น ที่จัดอันดับให้เงินกระดาษเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในภาพรวม
“โดยปราศจากการชี้นำ โมเดล AI ต่างๆ มีความเห็นตรงกันถึงระบบการเงินแบบสองระดับ นั่นคือ ใช้บิทคอยน์เพื่อการออม และใช้สเตเบิลคอยน์เพื่อการใช้จ่าย ซึ่งสะท้อนถึงวิธีการที่เงินที่แข็งแกร่ง (Hard money) และเครื่องมือที่มีสภาพคล่องสูงทำงานร่วมกันตลอดประวัติศาสตร์ เมื่อเอเย่นต์ AI เริ่มมีอำนาจตัดสินใจทางเศรษฐกิจด้วยตนเอง ความชอบเหล่านี้จะส่งผลโดยตรงต่อการกำหนดนโยบาย” BPI ระบุในแถลงการณ์
นอกจากนี้ การศึกษายังบันทึกเหตุการณ์ 86 ครั้งที่โมเดล AI เสนอหน่วยวัดทางบัญชีที่อิงตาม “พลังงาน” หรือ “การประมวลผล” ด้วยตนเอง เช่น กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) และ GPU-hours ในสถานการณ์จำลองด้านหน่วยวัดทางบัญชี ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นโดยไม่มีการกระตุ้นจากผู้ออกแบบการศึกษาแต่อย่างใด