โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

คนโต คนกลาง คนเล็ก เพราะลูกทุกคนล้วนเจ็บปวด และเติบโตพร้อมบทบาทในบ้าน

The Momentum

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

‘ฉันแบกรับ ฉันถูกลืม ฉันต้องวิ่งตาม’

อยากให้ลองเดากันเล่นๆ ว่าคำพูดนี้เป็นของลูกคนที่เท่าไรบ้าง แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่คงตอบกันได้แบบไม่ลังเล เพราะนี่คือสิ่งที่ลูกๆ หลายคนกังวล หรือกำลังประสบอยู่ ไม่ว่าจะเป็นลูกคนโต ลูกคนกลาง หรือลูกคนเล็กของบ้าน

เชื่อว่าหลายๆ คนที่มีพี่น้องคงเข้าใจความรู้สึกนี้เป็นอย่างดี เพราะตั้งแต่ลืมตาดูโลกและเติบโตขึ้นมา บทบาทการใช้ชีวิตที่พ่อแม่หยิบยื่นมาอย่างไม่รู้ตัวและยากที่จะปฏิเสธ เมื่อลูกคนโตต้องเก่งและแบกรับความคาดหวัง ลูกคนกลางถูกละเลยจากพ่อแม่ และลูกคนเล็กที่ได้รับการเอาใจใส่อย่างดี แต่มาพร้อมความคาดหวังที่ว่า ต้องเก่งตามพี่ๆ ให้ได้

วาทกรรมนี้ถูกส่งต่อกันมา ที่น่าแปลกใจคือ ความคิดเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงครอบครัวเดียว แต่ในหลายๆ ครอบครัวต่างเลี้ยงลูกของตัวเองด้วยชุดความคิดคล้ายๆ กัน ซึ่งสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องทฤษฎีลำดับการเกิด (Birth Order Theory) คิดค้นโดย อัลเฟรด แอดเลอร์ (Alfred Adler) แนวคิดทางจิตวิทยาที่ระบุว่า ลำดับการเกิดมีอิทธิพลต่อการสร้างบุคลิกภาพ พฤติกรรม และวิธีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของบุคคล เนื่องจากได้รับการเลี้ยงดูและได้รับความคาดหวังจากพ่อแม่แตกต่างกัน

บทความนี้จึงไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อกล่าวโทษใคร แต่เพื่อทำความเข้าใจว่า ความเจ็บปวดของลูกแต่ละคนนั้นมีที่มา และความเจ็บปวดเหล่านี้อาจกำลังซ่อนอยู่ในตัวเราทุกคน

เพราะลูกคนโตต้องแบกรับทุกสิ่ง

เมื่อลูกคนแรกของบ้านไม่ได้เป็นลูกคนเดียวอีกต่อไป ความรักที่เคยได้รับอย่างท่วมท้นจะถูกแบ่งไปให้สมาชิกคนใหม่เช่นเดียวกันที่ตัวเองเคยได้รับมา จากลูกคนแรกกลายเป็นลูกคนโตในพริบตา และมาพร้อมกับบทบาทความรับผิดชอบที่เลี่ยงไม่ได้

การเป็นลูกคนโตหรือ ‘พี่’ จึงถูกคาดหวังจากพ่อแม่ในการดูแลรับผิดชอบน้องๆ และเรื่องต่างๆ ภายในบ้าน เพราะพ่อแม่เชื่อว่า พี่คนโตจะเป็นอีกหนึ่งคนที่มาช่วยแบ่งเบาภาระภายในครอบครัว บทบาทนี้ทำให้ลูกคนโตต้องแบกรับความกดดันเพิ่มขึ้น หลายๆ คนเติบโตมาเป็นคนเก่ง มีความรับผิดชอบ วางแผนชีวิตได้ดี แต่ภายในกลับ ‘เหนื่อยล้า’ กับการต้องเป็นเสาหลักตลอดเวลา เพื่อที่จะทำให้ตัวเองเป็นแบบอย่างที่ดี มีความมั่นคง และมาดูแลคนทั้งครอบครัวอย่างที่ถูกคาดหวังไว้

‘พี่ต้องเป็นผู้นำ พี่ต้องเสียสละให้น้อง’

การเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบและแบกรับหน้าที่บางอย่างเอาไว้อย่างเต็มใจและไม่เต็มใจ สิ่งนี้เป็นเหมือนการบังคับให้คนคนหนึ่งกลายเป็นผู้ใหญ่เร็วขึ้น แต่คำถามคือ ทำไมลูกคนโตถึงกลายเป็นคนที่ต้องแบกรับทุกสิ่ง ในเมื่อบางสิ่งที่ลูกกำลังแบกอยู่ ความจริงแล้วมันคือหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องทำ

ลูกคนกลางที่ล่องลอยและไร้ตัวตน

‘ไม่ได้โตพอที่จะเป็นความคาดหวัง และไม่ได้เด็กพอจะได้รับการโอบกอด’

สิ่งนี้คงนิยามความเป็น ‘ลูกคนกลาง’ ได้ดีที่สุด เพราะหากจะพูดว่าตัวเองเป็นคนที่โตแล้ว แต่ก็ไม่ได้โตพอจะเป็นผู้นำและถูกฝากความคาดหวังไว้ หรือหากจะพูดว่าตัวเองยังเป็นน้อง แต่ก็ไม่ได้เป็นน้องสุดท้องที่ได้รับการเอาใจใส่อย่างลูกคนเล็ก

‘Wednesday’s child’ หรือ ‘Middle Child Syndrome’ คือลูกคนกลางที่ไม่ได้เป็นคนที่โตที่สุด แต่ก็ไม่ได้เป็นคนที่เด็กที่สุด จึงมักจะถูกปฏิบัติแตกต่างจากพี่น้องคนอื่นๆ ตำแหน่งตรงกลางระหว่างความคาดหวังกับความเอ็นดู ทำให้ลูกคนกลางคุ้นชินที่จะต้องปรับตัว พวกเขากลายเป็นคนที่ประนีประนอม ชอบรับฟัง เข้าใจผู้อื่น และยอมรับการถูกลืมอย่างเงียบๆ นี่จึงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ลูกคนกลางพยายามแสวงหาความสำเร็จ เพื่อพิสูจน์ว่าตัวมีตัวตน

สาเหตุไม่ใช่เพราะไม่ถูกรัก แต่เพราะความรักและความสนใจถูกแบ่งไปยังจุดที่จำเป็นกว่า ความรู้สึกนี้ก่อตัวขึ้นจากรายละเอียดเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน สะสมมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นเมฆดำก้อนใหญ่ที่พร้อมจะปล่อยเม็ดฝนลงมา ดังนั้นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อลูกคนกลางคือ การไม่ได้รับความรักอย่างเหมาะสมจากพ่อแม่หรือคนในครอบครัว จนกลายเป็นการละเลยลูกบางคนไป

คนเล็ก คือเด็กน้อยของบ้านที่ต้องวิ่งตามพี่ๆ

ศูนย์รวมมวลความรักก้อนสุดท้ายของพ่อแม่คือ ลูกคนเล็กของบ้าน เมื่อสมาชิกคนสุดท้ายยังคงเป็นเด็กน้อยในสายตาของคนในครอบครัว การเติบโตของลูกคนเล็กจึงมาพร้อมกับความเอาใจใส่ดูแลและความรักที่เต็มเปี่ยม จนทำให้หลายๆ ครั้ง ลูกคนเล็กจะถูกมองว่า เป็นเด็กที่ถูก ‘สปอยล์’ และกลายเป็นเด็กที่เอาแต่ใจ

แต่เมื่อมองลูกคนเล็กในมิติที่ลึกมากขึ้น จะสามารถเห็นถึงความเจ็บปวดของพวกเขาที่ไม่ต่างไปจากลูกคนโตและลูกคนกลางเลย แม้ว่าจะได้รับความรักอย่างท่วมท้น แต่การเติบโตของน้องคนสุดท้องนั้นมาพร้อมกับความกดดันที่จะต้องประสบความสำเร็จให้ได้ตามมาตรฐานที่พี่ๆ เคยทำเอาไว้ เช่น ต้องเรียนเก่งหรือมีเส้นทางชีวิตที่น่าภูมิใจ

การถูกเปรียบเทียบที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ทำให้เกิดความหวังที่ทับซ้อนกันสองชั้น ด้านหนึ่งถูกมองว่ายังเด็กและยังต้องคอยดูแล แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับถูกคาดหวังให้เก่งไม่แพ้ใคร ความย้อนแย้งนี้ทำให้ลูกคนเล็กต้องเติบโตเพื่อพิสูจน์ตัวเอง หากพี่คนกลางพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้มีตัวตน น้องคนเล็กก็พิสูจน์ตัวเองเพื่อให้หลุดจากเงาของเหล่าพี่ๆ และในขณะเดียวกันก็ต้องต่อสู้กับภาพจำที่ว่า ‘ยังเด็กอยู่’ แม้ว่าในวันหนึ่งเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม

เพราะลูกทุกคนล้วนเจ็บปวด และต้องเยียวยา

สิ่งสำคัญคือ ความเจ็บปวดของลูกแต่ละคนไม่ใช่การแข่งขันว่าใครเจ็บปวดมากที่สุด เพราะแต่ละคนต่างเติบโตมากันคนละบทบาท บ้านหนึ่งหลังจึงอาจมีทั้งคนที่ต้องรีบโตเป็นผู้ใหญ่ คนที่ถูกลืม และคนที่ต้องวิ่งตามความสำเร็จ ซึ่งความเจ็บปวดเหล่านี้เป็นผลมาจากโครงสร้างความคาดหวังภายในครอบครัว ที่ค่อยๆ หล่อหลอมลูกและพ่อแม่ไปโดยไม่รู้ตัว

ท้ายที่สุด สิ่งที่ทุกครอบครัวสามารถทำได้คือ การมอบความรักให้กับลูกทุกคนอย่างเท่าเทียม ทั้งการใส่ใจและการยอมรับตัวตนของแต่ละคน จะต้องไม่มีลูกคนไหนแบกรับภาระอันหนักอึ้ง ต้องไม่มีลูกคนไหนต้องถูกมองข้าม และต้องไม่มีลูกคนไหนถูกกดดันด้วยความสำเร็จของคนอื่น เพื่อให้ทุกคนสามารถเติบโตด้วยความรักที่มีทั้งความสุขและความฝันอย่างแท้จริง

อ้างอิง:

- https://www.bbc.com/thai/articles/c3r9yp4wp9lo

- https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1100597

- https://thepotential.org/family/wednesday-is-child/

- https://aboutmom.co/features/youngest-child/35598/#google_vignette

- https://mappamedia.co/posts/oldest-middle-youngest-child-syndrome

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...