โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[อ่านฟรีจนจบ] ป๋ายอีอี : พกสมาร์ทโฟนเปิดระบบแลกเปลี่ยนไม่จำกัดในวันสิ้นโลก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 27 ก.พ. เวลา 15.29 น. • เผยแพร่ 22 ม.ค. เวลา 08.54 น. • ซองแดงหนึ่งร้อยหยวน
“คนอื่นหนีตายจากซอมบี้ แต่ป๋ายอีอีเห็นพวกมันเป็นแค่ 'เหรียญทองเดินได้' ! ด้วยระบบสมาร์ทโฟนสุดลึกลับ เธอจะเปลี่ยนเศษซากขยะให้กลายเป็นสินค้าเกรดพรีเมียมใครจะหิวก็ช่าง แต่ครอบครัวของฉันต้องอิ่ม!!

ข้อมูลเบื้องต้น

อัพเดตช่วงเวลา 19:00 น. ทุกวันจนกว่าจะจบค่ะ

“คนอื่นหนีตายจากซอมบี้ แต่ป๋ายอีอีเห็นพวกมันเป็นแค่ 'เหรียญทองเดินได้' ! ด้วยระบบสมาร์ทโฟนสุดลึกลับ เธอจะเปลี่ยนเศษซากขยะให้กลายเป็นสินค้าเกรดพรีเมียมใครจะหิวก็ช่าง แต่ครอบครัวของฉันต้องอิ่ม!!

ในโลกที่ "อากาศบริสุทธิ์" มีค่ากว่าทองคำ และ "อาหารขยะ" คือรสชาติเดียวที่มนุษย์รู้จัก…

เด็กสาวขี้โรคคนหนึ่งกลับกุมความลับที่จะพลิกชะตากรรมของโลกใบนี้ไว้!

"ป๋ายอีอี" คือขยะเปียกแห่งสลัมเขต 13 เธอทั้งอ่อนแอ ป่วยกระเสาะกระแสะ และเป็นภาระที่ทำให้พ่อแม่ต้องก้มหัวให้ "ลุงใหญ่" ผู้หน้าเลือดโขกสับจนแทบไม่มีที่ซุกหัวนอน

แต่ในวันที่แม่กำลังจะขาดใจตายเพราะพิษสะสม น้าเล็กผู้แข็งแกร่งที่สุดในครอบครัวก็ยังมีเลือดเป็นพิษเพราะติดเชื้อ ไม่เพียงเท่านั้นพี่ชายเองยังถูกซ้อมปางตาย ป๋ายอีอีกลับได้ค้นพบ "สมาร์ทโฟนโบราณ" เครื่องหนึ่งในกองขยะ มันไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสารธรรมดาๆ แต่มันคือประตูสู่แอฟพลิเคชั่น "มิติเกมล่าซอมบี้" ที่ซึ่งอุดมไปด้วยอาหารและยารักษาจากยุคทอง!

เงื่อนไขง่ายๆ มีเพียงข้อเดียว… "จ่ายด้วยเลือด 500cc เพื่อเริ่มเกม"

แม้ร่างกายจะอ่อนแอแต่เพื่อครอบครัวป๋ายอีอียอมแลก!

ในขณะที่คนทั้งโลกแย่งชิงเศษอาหารเน่าเสีย… ครอบครัวเธอกลับได้กินข้าวสวยร้อนๆ และเนื้อเกรดเอ อย่างลับๆ ในขณะที่คนอื่นป่วยตาย… พ่อแม่ของเธอกลับแข็งแรงขึ้นผิดหูผิดตา ในขณะที่พี่ชายถูกมองว่าเป็นแค่นักเก็บซากกระจอกๆ เขากลับมีพละกำลังมหาศาลจนกองทัพต้องแย่งตัว!

ภายใต้ใบหน้าที่ซีดเซียวเหมือนคนใกล้ตาย ป๋ายอีอีคือ "นายทุนเงา" ผู้กอบกุมโกดังยาและเสบียงที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้จะมีบรรดาญาติโฉดที่เคยดูถูกพวกเธอ แต่ภายหลังพวกเขาก็จะค่อยๆ คลานเข่าเข้ามาขอความเมตตา… โดยไม่รู้เลยว่า "เทพธิดาแห่งการรักษา" ที่พวกมันกราบไหว้ คือหลานสาวที่พวกมันเคยเหยียบย่ำนั่นเอง!

เตรียมพบกับนิยายแนวสร้างตัว-แก้แค้น-เกมระบบ ที่นางเอกต้อง "เฉือนเลือด" เพื่อสร้าง "ปาฏิหาริย์"!

เพื่ออรรถรสในการอ่านจึงขอกล่าวไว้เบื้องต้นว่านิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้น เนื้อหาในนิยายทุกอย่างเป็นการสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น อาจมีชื่อบุคคล สถานที่หรือข้อมูลบางอย่างที่ตรงกัน ทั้งหมดนั้นไม่ได้เป็นการอ้างอิงถึงบุคคลที่มีชีวิตอยู่จริง สถานที่จริงหรือบุคคลในประวัติศาสตร์แต่อย่างใด

สุดท้ายนี้ ขอสงวนสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ฉบับเพิ่มเติม พ.ศ. 2537 และฉบับแก้ไขห้ามทำการคัดลอก ทำซ้ำ หรือดัดแปลงเนื้อหา หากพบการกระทำดังกล่าวจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับกำลังใจที่คอยคอมเม้นต์และกดหัวใจสนับสนุนเรื่อยมา…

ซองแดงหนึ่งร้อยหยวน…

ตอนที่ 1 โปรตีนก้อนเกรด B

ตอนที่ 1 โปรตีนก้อนเกรด B

ภายในสลัมเขต 13 ที่ถูกขนานนามว่า "เขตทิ้งขยะ" ซึ่งตอนนี้ท้องฟ้าทั้งผืนถูกบดบังด้วยหมอกหนาสีตะกั่ว ยามลมโชยยังได้กลิ่นเหม็นไหม้ของสนิมและก๊าซพิษจากซากอุกกาบาตลอยคละคลุ้งไปทั่วชั้นบรรยากาศ

ผู้คนในที่แห่งนี้มากกว่าครึ่งล้วนเป็นคนแก่ชราที่ผอมแห้งแรงน้อย มีผู้ใหญ่วัยกลางคนนับนิ้วไปได้ ส่วนเด็กเล็กที่ลักษณะเหมือนขอทานวิ่งเล่นไปมานี้ไม่ต้องพูดถึง แค่อาหารดีๆ ก็ไม่มีกินแล้วผู้คนยังจะอยากมีลูกอีกเหรอ?

จากยุคทองจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 80 สิบปีแล้วที่มนุษย์ถูกทำลายล้าง หลังจากเหตุการณ์อุกกาบาตขนาดใหญ่ไม่ทราบที่มาพุ่งชนโลก ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

มลพิษมากมายที่มนุษย์สร้างขึ้นย้อนกลับมาทำร้ายพวกเขาเอง ชั้นบรรยากาศถูกทำลาย สัตว์ต่างๆ เริ่มกลายพันธุ์ น้ำสะอาดและผืนดินที่อุดมสมบูรณ์กลายเป็นของหายากที่คนยุคหลังบางคนเกิดมาจนอายุ 50 ปีแล้วยังไม่เคยได้เห็น สัมผัสหรือดื่มกินเลยสักครั้ง…

ณ มุมหนึ่งในเขตทิ้งขยะ ตู้คอนเทนเนอร์เก่าๆ ผุพังที่เคยใช้ขนส่งสินค้าทางทะเลถูกนำมาประกอบติดกันสองตู้ ภายในมีครอบครัวตระกูลป๋ายที่เต็มไปด้วยคนใกล้ตายพักอาศัยอยู่ พ่อพิการ แม่ใกล้ตาย ลูกชาย ลูกสาวและน้องชายของแม่ คนห้าคนเบียดเสียดแออัดอาศัยอยู่ในนี้มานานปี

“อึก… แค่กๆ!” เสียงไอแห้งๆ ของ ซูหลัน ดังก้องในความเงียบงัน

ผู้เป็นแม่มีลักษณะใบหน้าซูบตอบจนเห็นโหนกแก้ม ผิวหนังเองก็แห้งกร้านราวกับกระดาษเก่า ร่างกายของเธอจะสั่นสะท้านทุกครั้งที่สูดอากาศผ่าน ‘เครื่องฟอกอากาศรุ่น D-3’ ที่ส่งเสียงครางครืดคราดเหมือนใกล้จะพังมิพังแหล่ ไส้กรองอากาศที่ควรจะเป็นสีขาว ตอนนี้กลายเป็นสีดำสนิทจากการกรองฝุ่นพิษมานานเกินอายุการใช้งานแล้ว

ป๋ายอีอี ลูกสาวคนเล็กผู้ร่างกายอ่อนแอตั้งแต่กำเนิดประคองถ้วย ‘อาหารเหลว’ สีเทาเอาไว้ในมือ กลิ่นของมันเหม็นหืนเหมือนยางไหม้ผสมกับกลิ่นคาวปลาเน่า

นี่คือ ‘อาหารสังเคราะห์เกรดต่ำ’ หรือที่ชาวสลัมเรียกกันติดปากว่า "โคลนตม" มันทำมาจากเศษขยะอินทรี โปรตีนแมลงสาบและแป้งที่สกัดจากวัชพืชปนเปื้อนมีพิษ แม้รสชาติจะเลวร้ายจนอยากอาเจียน แต่มันคือสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนในเขตนี้ให้อยู่รอดไปได้อีกวัน

“แม่กินอีกหน่อยสิ วันนี้พ่อเอาเนื้อที่น้าเล็กให้มาเมื่อคราวที่แล้วปั่นรวมไปด้วย โปรตีนพวกนี้น่าจะช่วยให้ร่างกายพวกเราแข็งแรงขึ้นบ้าง” เด็กสาวจ้องมองมารดาที่นอนหายใจรวยรินด้วยความเจ็บปวดสุดขั้วหัวใจ

อีกด้านหนึ่ง ป๋ายฮั่ว ผู้เป็นพ่อซึ่งนั่งอยู่บนเตียงไม้ผุๆ ก็ลากขาซ้ายที่พิการขยับไม่ได้ของเขาไปยังตู้เก็บของ มือที่สั่นเล็กน้อยค้นเครื่องตรวจสารปนเปื้อนรุ่นเก่าขึ้นมาจุ่มลงในชามตนเอง

ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด…

แถบสีแดงบนเครื่องมือกะพริบถี่ๆ ครั้งแรกมันเปลี่ยนเป็นสีเขียวแวบเดียวแล้วหายไป ก่อนจะปรากฎแถบสีเหลืองส้มหม่นๆ ขึ้นมา ทุกคนในห้องกลั้นหายใจจ้องมองไปที่จุดเดียว

ติ๊ด…

ในที่สุดไฟก็หยุดกะพริบมันแสดงผลเป็นสีส้มเข้ม! สิ่งนี้บ่งบอกว่าอาหารในชามของพวกเขามีสารปนเปื้อนค่อนข้างมาก มีความเป็นไปได้สูงที่สารอันตรายเจือปนในอาหารถ้วยนี้อาจมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์ คิดในแง่ดีหน่อยก็อาจจะน้อยกว่านั้น

เครื่องตรวจเป็นรุ่นเก่าไม่สามารถบอกค่าที่แม่นยำได้ มันบอกได้แค่สีเท่านั้น โดยที่แต่ละสีมีความหมายในตัวของมันเอง

สีเขียว: ปลอดภัย (Safe)

สีเหลือง: มีความเสี่ยง (Caution)

สีส้ม: อันตราย (Danger)

สีแดง: เป็นพิษรุนแรง (Toxic)

“แถบเครื่องมือไม่เป็นสีแดง สารปนเปื้อนน่าจะยังไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ซูหลันรีบกินมันตอนร้อนๆ เร็วเข้า ประเดี๋ยวเย็นชืดแล้วจะกลืนลำบาก อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีอะไรตกถึงท้อง”

พ่อป๋ายพูดจบก็ยกถ้วยในมือขึ้นดื่มอึกใหญ่ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่อาจหาอาหารที่ดีกว่านี้มาให้ภรรยาและลูกๆ ได้

ป๋ายอีอีมองดูไฟสีส้มที่ส่องสว่างวาบๆ อย่างน่ากลัวนั้น เธอรู้ดีว่าสำหรับคนหนุ่มสาวอย่างเธอหรือพ่อ อาหารที่มีสารปนเปื้อนระดับสีส้มนี้อาจจะทำให้แค่ปวดท้องรุนแรงหรือท้องเสียตลอดทั้งคืน แต่สำหรับแม่ที่ร่างกายอ่อนแอราวกับใบไม้แห้ง แล้วอาหารมื้อนี้อาจเป็นเหมือนยาพิษที่ค่อยๆ ฆ่าแม่ให้ตายลงอย่างช้าๆ ก็เป็นได้

“แม่… เดี๋ยวหนูจะป้อนทีละนิดนะ”

ป๋ายอีอีกลั้นน้ำตาพยายามตักของเหลวหนืดๆ เข้าปากมารดา ซูหลันฝืนกลืนมันลงไปอย่างยากลำบาก รสชาติขมปร่าทำให้ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยว แต่เธอก็ยอมกินเพื่อความสบายใจของสามีและลูก

ระหว่างมื้ออาหารแทบไม่มีการพูดคุยสิ่งอื่นใดอีก เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงเครื่องฟอกอากาศและเสียงไอค่อกแค่กของมารดาเท่านั้น

ตึง! ตึง! ตึง!

ฝีเท้าหนักๆ ย่ำลงบนบันไดเหล็กหน้าประตูตู้คอนเทนเนอร์ก่อนจะมีเสียงเคาะประตูเป็นจังหวะตามมา บรรยากาศอันหดหู่ถูกทำลายลงทันที เสียงเคาะประตูเป็นเสียงจังหวะสัญญาณที่คนในครอบครัวป๋ายคุ้นเคยกันดี

“เปิดประตู! ผมเอง!”

ยิ่งได้ยินเสียงที่คุ้นเคยเป็นการยืนยัน ป๋ายอีอีจึงรีบวางถ้วยลงแล้ววิ่งไปเปิดประตู ร่างสูงใหญ่ของ ซูเหวิน หรือ "น้าเล็ก" น้องชายของแม่ แทรกตัวผ่านช่องประตูเข้ามาพร้อมกับลมหนาวที่พัดเอากลิ่นกำมะถันเข้ามาด้วย

“น้าเล็ก!” อีอีร้องเรียกดีใจ

ซูเหวินทรุดตัวลงนั่งพิงผนังตู้อย่างหมดแรง หอบหายใจหนักหน่วง เสื้อเกราะหนังทำมือของเขาเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและคราบเลือดแห้งกรัง

ครั้งนี้ชายหนุ่มออกเดินทางไปกับทีมค้นหาเป็นเวลาเดือนกว่า เมื่อกลับถึงบ้านจึงเผยท่าทีอ่อนล้าอย่างไม่ปิดบัง เห็นได้ชัดว่าพลังทั้งหมดในร่างกายนั้นถูกสูบออกไปหมดไม่มีเหลือ ถึงกระนั้นใบหน้าที่มอมแมมนั้นกลับฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว

“วันนี้โชคเข้าข้าง…” ซูเหวินกระซิบเสียงแหบพร่า “ผมไปเจอซากรถขนส่งเสบียงเก่าที่เพิ่งถูกพวกสัตว์กลายพันธุ์ขุดคุ้ยในเขตป่าแดง ดูนี่สิ…”

เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังประคองอัญมณีล้ำค่า ก่อนจะหยิบห่อใบไม้เหี่ยวๆ ขนาดเท่ากำปั้นเด็กห่อหนึ่งออกมาวางลงกลางวงอาหาร

เมื่อใบไม้ถูกเปิดออก กลิ่นหอมจางๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อสัตว์ผสมเครื่องเทศก็ลอยออกมา แม้จะเป็นกลิ่นที่เจือจางมากแล้วแต่มันกลับทำให้ทุกคนในห้องต้องกลืนน้ำลายลงคอไปตามๆ กัน

“มันคือก้อนโปรตีนอัดแท่ง… ดูเหมือนว่าจะเป็นเกรด B!” ซูเหวินประกาศก้องด้วยความภูมิใจ

ป๋ายฮั่วได้ยินก็ตกใจจนถลึงตาโตเท่าไข่ห่าน เขาแทบจะกระโจนเข้าหาอาหารชิ้นนั้นทันที มือที่สั่นเทารีบเอาเครื่องตรวจสารปนเปื้อนรุ่นเก่าจิ้มลงไปยังก้อนโปรตีนที่น้องเขยยื่นให้

ติ๊ด… ติ๊ด…

ไฟสีเขียวกะพริบวาบ ก่อนจะหยุดนิ่งที่… "สีเหลือง"

“มันคือสีเหลือง!” ป๋ายฮั่วร้องเสียงหลง “ปลอดภัย! พระเจ้าช่วย… นี่มันอาหารของคนรวยในเขตชั้นในชัดๆ!”

บรรยากาศในห้องเปลี่ยนจากนรกเป็นสวรรค์ทันที ไฟสีเหลืองหมายถึงมีอาหารความเสี่ยงต่ำมากที่จะปนเปื้อน คนในสลัมตั้งแต่เกิดจนตายน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้สัมผัส

“แม่พวกเราจะได้กินของดีแล้ว!” ป๋ายอีอียิ้มกว้าง น้ำตาแห่งความดีใจคลอเบ้า

“ส่วนที่เหลือเราเก็บไว้ให้พี่ชายกินตอนกลับมานะ พี่เขาต้องใช้แรงเยอะ หนูกินแค่อาหารเหลวก็พอ” เด็กสาวรีบเก็บช้อนที่กำลังจะป้อนมารดาอย่างรวดเร็ว ถ้วยอาหารสังเคราะห์ถูกนำไปวางไปไกลๆ สองเท้ารีบก้าวไปรับของจากบิดาของตน

ในตู้คอนเทนเนอร์บังเกิดบรรยากาศคึกคัก ครอบครัวป๋ายยามนี้ระบายยิ้มเต็มใบหน้า แต่ทว่า… ความสุขของคนจนนั้นมักจะสั้นกุดยิ่งกว่าแสงเทียนต้องลมพายุ

ปัง!!!

ประตูเหล็กที่ยังไม่ทันได้ปิดล็อกดีถูกถีบให้เปิดออกจนบานพับตัวบนหลุดกระเด็น เสียงโลหะกระแทกพื้นดังกึกก้องจนซูหลันสะดุ้งเฮือกและไอออกมาเป็นเลือดสีดำเพราะหายใจเข้าผิดจังหวะ

ซูเหวินที่แทบจะหมดแรงแล้วรีบลุกไปประคองพี่สาวด้วยความตกใจก่อนหันไปดึงป๋ายอีอีไปหลบข้างหลัง เขาส่งสายตาอาฆาตไปยังแขกไม่ได้รับเชิญเบื้องหน้าทันที

เงาร่างท้วมใหญ่ของชายวัยกลางคนก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นบุหรี่หายากลอยคลุ้งนำหน้ามาก่อนที่เจ้าตัวจะปรากฏกายเสียอีก

ป๋ายตง หรือ "ลุงใหญ่" พี่ชายแท้ๆ ของป๋ายฮั่วพ่อของครอบครัว ยืนเท้าเอวยืดอกตัวตรงอยู่กลางห้อง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความละโมบโลภมาก ข้างกายขนาบด้วยลูกกระจ๊อกร่างยักษ์สองคนที่ถือกระบองไฟฟ้าพังๆ

“โอ้โห… กลิ่นอะไรหอมๆ แถวนี้วะ?” ป๋ายตงพูดพร้อมกับแสยะยิ้มชั่วร้าย สายตาละโมบกวาดไปทั่วตู้คอนเทนเนอร์ของน้องชาย หาอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดมันก็พบเข้ากับก้อนโปรตีนเกรด B และไฟสีเหลืองบนเครื่องตรวจที่ยังสว่างอยู่ข้างหลังป๋ายฮั่ว

“ไอ้น้องเวร… แกถึงกับกล้าซุกของดีเอาไว้กินเอง ในขณะที่พี่ชายของแกต้องกินหัวมันเน่าๆ งั้นเรอะ?”

“พี่ใหญ่…” ป๋ายฮั่วกำมือแน่นใบหน้าซีดเผือด เขารีบขยับตัวเอาหลังบังอาหารไว้ “นี่… นี่เป็นของที่น้องเขยหามาได้ ไม่เกี่ยวกับ…”

“หุบปาก!” ป๋ายตงตวาดลั่น พร้อมกับเดินดุ่มๆ เข้าไปแล้วใช้เท้าเขี่ยป๋ายฮั่วจนล้มกลิ้งไปกับพื้นอย่างน่าเวทนา

“ของที่อยู่ในบ้านแกก็คือของในเขตปกครองข้า! แกติดค่าเช่าที่ ค่าคุ้มครอง รวมดอกเบี้ยเดือนนี้ 800 เครดิต… ไหนล่ะเงิน? มีปัญญากินโปรตีนก้อนก็ต้องมีปัญญาจ่ายหนี้สิ!!”

ป๋ายฮั่วพนมมือไหว้อย่างน่าสงสาร “ผ…ผมขอเวลาอีกสองวัน…”

“ไม่มีเงิน ก็ต้องเอาของมาขัดดอก!” ป๋ายตงพยักหน้าให้ลูกกระจ๊อก “ไปเอาอาหารนั่นมา!”

“อย่านะ! นั่นมันอาหารของแม่!”

เสียงของเด็กชายคนหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตู…

ฝากนิยายเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ ไรต์พึ่งไปพักฟื้นจิตใจมา สามารถช่วยสนับสนุนกันง่ายๆ โดยการกดนิยายเข้าชั้น กดหัวใจ กดคอมเม้นต์น่ารักๆ รีวิวดีๆ ถ้ากำลังใจดีจะมีการเปิดตอนแบบอ่านล่วงหน้าจนจบเลยนะคะ

อ่านฟรีวันละตอนจนจบ

มีการเปิดตอนล่วงหน้า

ขอบคุณที่สนับสนุนนะคะ

ซองแดงหนึ่งร้อยหยวน… ขอบคุณค่ะ

ตอนที่ 2 สมาร์ตโฟนและเกมล่าซอมบี้

ตอนที่ 2 สมาร์ตโฟนและเกมล่าซอมบี้

เสียงตะโกนดังขึ้นจากหน้าประตู ป๋ายเล่อ พี่ชายของอีอีที่เพิ่งกลับจากงานเก็บซากขยะ วิ่งฝ่าความมืดเข้ามาในห้องด้วยสภาพเหงื่อท่วมตัว ข้าวของที่ขนมาถูกทิ้งไว้ข้างนอก เด็กชายพุ่งเข้าไปขวางสมุนที่กำลังจะคว้าจับก้อนเนื้อคนนั้นเอาไว้อย่างทันท่วงที

“ไอ้เด็กเมื่อวานซืน!” สมุนคนนั้นง้างกระบองไฟฟ้าผุๆ ฟาดเข้าใส่

ป๋ายเล่อจ้องไปที่การโจมตีเขม็ง เขาเบี่ยงตัวหลบและสวนหมัดเข้าที่ท้องน้อยของสมุนร่างยักษ์จนตัวงอ

เป็นความจริงที่นักเก็บขยะทุกคนล้วนมีทักษะบางอย่าง ไม่อย่างนั้นในโลกที่ขาดแคลนอาหารแบบนี้จะยังมีชีวิตรอดอยู่ได้ยังไง? ป๋ายเล่อมีความสามารถในการสู้ตัวต่อตัว ถึงแม้จะขาดสารอาหารแต่ความโกรธกลับทำให้เขามีแรงมหาศาลมากขึ้นไปอีกขั้น

“เก่งนักนะมึง!” สมุนอีกคนเห็นท่าไม่ดีจึงพุ่งเข้ามาล็อกแขนป๋ายเล่อจากด้านหลัง ทั้งสองคนหนึ่งล็อกแขนอีกคนล็อกขา ป๋ายตงเห็นช่องว่างจึงเดินไปเตะเข้าที่ชายโครงของหลานชายตัวเองอย่างแรง

พลั่ก!

“อั่ก!” ป๋ายเล่อทรุดลงกับพื้น เขาขดตัวงอด้วยความเจ็บปวดแต่แววตายังคงแข็งกร้าว จ้องมองลุงแท้ๆ ด้วยความเกลียดชัง

“ไอ้เด็กเนรคุณ กล้าหือกับลุงเรอะ?” ป๋ายตงยกเท้าเหยียบลงบนอกของป๋ายเล่อพร้อมทั้งขยี้เท้าแรงๆ ก่อนจะหันไปหาสมุนของตนแล้วพูดว่า “ยึดก้อนโปรตีนนั่นมา… แล้วก็ถอดเครื่องฟอกอากาศเครื่องนั้นด้วย!”

“ข้ามศพกูไปก่อนเถอะ” เสียงแหบดังขึ้นจากมุมห้อง แม้จะเหนื่อยล้าแสนสาหัสแต่ซูเหวินก็รีบประคองตัวขึ้นมากระโดดถีบลูกสมุนที่เข้าไปแย่งโปรตีนก้อนอย่างแรง การต่อสู้เกิดขึ้นเร็วมากเขาจัดการได้เพียงคนเดียวเรี่ยวแรงก็แห้งเหือด

ซูเหวินโงนเงนและใกล้สลบเต็มที เขาฝืนรีดพลังเฮือกสุดท้ายพยายามหันกลับไปผลักป๋ายตงที่กำลังเหยียบหลานชายให้พ้นทาง

พลั่ก! ตุบ!

น่าเสียดายที่เขาสู้ไม่ไหวแล้ว ซูเหวินถูกลูกสมุนอีกคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลทุบเข้าที่กลางหลัง แผลที่เกิดจากสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ตรงกลางอกปริแตก ชายหนุ่มกระอักเลือกดำคำโต… หลังจากนั้นก็หมดสติสลบลงทันที

“ไม่ได้นะ!” ป๋ายอีอียืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง เด็กสาวเมื่อเห็นว่าน้าเล็กและพี่ชายเพลี่ยงพล้ำก็กรีดร้องออกมา

เด็กสาวตื่นตระหนก ตอนนี้พ่อป๋ายที่พิการถูกเตะทีเดียวก็สู้ไม่ไหวแล้ว น้าเล็กกับพี่ชายก็มีสภาพไม่ต่างกัน

"พวกเอ็งยืนนิ่งทำไม ไปถอดเครื่องฟอกสิเว้ย!" ป๋ายตงตะโกนลั่น

แม่ป๋ายเป็นโรคที่เกี่ยวกับปอด หากเครื่องฟอกถูกยึดไปนั่นเท่ากับฆ่าแม่ของเธอทั้งเป็น เมื่อคิดได้ว่านี่เป็นความหวังเดียวที่จะรักษาชีวิตแม่ของตนเองไว้ ป๋ายอีอีจึงพุ่งเข้าไปแย่งก้อนโปรตีนที่สมุนคนหนึ่งกำลังหยิบขึ้นมาเพื่อเบี่ยงความสนใจ

“นังตัวดี!” ไม่ปล่อยให้หนูตัวเล็กขัดขวาง ป๋ายตงหันมาตวาดและสะบัดหลังมือฟาดเข้าที่ใบหน้าของอีอีอย่างแรง

เพียะ!

แรงตบของชายร่างใหญ่ส่งให้ร่างผอมบางของอีอีลอยกระเด็นไปกระแทกกับกอง ‘เศษเหล็กและซากอุกกาบาต’ ที่บิดาและพี่ชายพยายามเก็บสะสมไว้แลกอาหารสังเคราะห์ตรงมุมห้อง

“โอ๊ย!” ป๋ายอีอีร้องเสียงหลง เธอรู้สึกถึงความเจ็บปวดแปลบปลาบที่ต้นแขนซ้าย แผ่นโลหะขึ้นสนิมแผ่นหนึ่งบาดลึกเข้าไปในเนื้อ เลือดสีแดงคล้ำไหลทะลักออกมาทันที มันหยดลงสู่พื้นและแทรกซึมลงไปยังร่องลึกกองขยะทำให้มีบางส่วนไหลไปสัมผัสเข้ากับวัตถุปริศนารูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำสนิทชิ้นหนึ่งที่ซ่อนอยู่…

ในขณะที่ครอบครัวป๋ายต่างบาดเจ็บกันถ้วนหน้า ป๋ายตงผู้เป็นทั้งพี่ชายและลุงแท้ๆ ของครอบครัวนี้กลับหยิบก้อนโปรตีนขึ้นมาดมใช้ชื่นใจพลางทำหน้าเยาะเย้ย

“ไอ้นี่ถือว่าเป็นค่าดอกเบี้ยงวดแรก… ส่วนเครื่องฟอกอากาศ ข้าจะให้เวลาถึงพรุ่งนี้เช้า ถ้าไม่มีเครดิตมาจ่าย ข้าจะมาถอดมันไปขายแลกเหล้า! ไปเว้ยพวกเรา!”

พูดจบก็เดินอาดๆ ออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความพังพินาศของครอบครัวน้องชาย

ป๋ายอีอีซบหน้าลงกับกองเศษเหล็ก ความเจ็บปวดที่แขนยังไม่เท่าความเจ็บใจ เลือดของเธอไหลนองลงบนวัตถุสีดำนั้นไม่หยุด ทันใดนั้น ความร้อนประหลาดก็แล่นวาบผ่านปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ

วิ้ง… วิ้ง… วิ้ง…

ราวกับมีสัตว์ประหลาดตัวเล็กบินวนรอบหัว สายตาอันพร่ามัวของอีอีมองผ่านไปยังหน้าต่างข้อความสีฟ้าที่สว่างวาบขึ้นมาท่ามกลางความมืด

[ระบบ: The Ancient Survivalist (ผู้รอดชีวิต) เริ่มทำงาน]

[ตรวจพบรหัสพันธุกรรม: มนุษย์เพศหญิง / สถานะ: บาดเจ็บ, ขาดสารอาหารระดับวิกฤต]

[เงื่อนไขการเปิดใช้งาน: ระบบต้องการพลังงานชีวภาพในการรีบูต]

[ข้อเสนอ: จ่ายเลือด 500cc เพื่อเปิดประตูเข้าสู่ 'มิติเกมล่าทรัพยากร' และปลดล็อกร้านค้าแลกเปลี่ยน]

[คำเตือน: ร่างกายโฮสต์อ่อนแอ การจ่ายเลือดอาจทำให้หมดสติหรือช็อกได้… ยืนยันหรือไม่?]

เลือด 500 ซีซี? ตัวเลขนั้นทำให้หัวใจของป๋ายอีอีกระตุกวูบ สำหรับคนปกติมันอาจเป็นแค่การบริจาคเลือดหนึ่งถุง แต่สำหรับเด็กสาวที่ขาดสารอาหารจนเห็นซี่โครงอย่างเธอ ปริมาณขนาดนี้อาจหมายถึงการเดิมพันด้วยชีวิต

ดวงตาที่พร่ามัวของเธอกวาดมองไปรอบห้อง… มองดูพ่อนั่งกุมขมับร้องไห้อย่างไร้เสียง… มองดูน้าเล็กที่นอนจมกองเลือดหมดสติ… มองดูพี่ชายที่นอนตัวงอด้วยความเจ็บปวดแต่ก็ยังพยายามจะคลานไปหาแม่… และมองดูแม่… ที่ตอนนี้ลมหายใจรวยรินเหมือนเทียนใกล้ดับ

‘ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง… คืนนี้แม่ต้องตายแน่ พรุ่งนี้ไอ้ลุงชั่วนั่นก็จะมาถอดเครื่องฟอกอากาศไป’

ความกลัวตายถูกแทนที่ด้วยเพลิงโทสะที่ลุกโชน ป๋ายอีอีกัดริมฝีปากจนห้อเลือด ความเจ็บปวดที่แขนเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในใจที่ถูกเหยียบย่ำ

‘เอาสิ… อยากได้เลือดนักใช่มั้ย? เอาไปเลย! ถ้ามันแลกกับโอกาสที่จะกระทืบหน้าพวกมันได้ ฉันยอม!’

‘ยืนยัน!’ ภายใต้ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น เธอตะโกนก้องในความคิด

ทันใดนั้น ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากวิญญาณออกจากร่างก็เกิดขึ้นฉับพลัน ความหนาวเหน็บเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง เลือดในกายเหมือนถูกสูบออกไปด้วยความเร็วสูง ภาพความพังพินาศในตู้คอนเทนเนอร์เบื้องหน้าตัดวูบไปในทันที…

เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้งกลิ่นสนิมของเลือดก็หายไปหมดแล้ว เธอยืนอยู่กลางทุ่งหญ้าแห้งแล้งสีเหลืองทอง ท้องฟ้าเหนือหัวเป็นสีครามสดใสแบบที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต

ตรงหน้าคือซากปรักหักพังของเมืองในยุคโบราณ ตึกสูงระฟ้าที่ยังคงมีโครงสร้างสมบูรณ์เรียงรายสุดลูกหูลูกตา มันน่าตื่นตาตื่นใจมากเสียจนเด็กสาวแทบหยุดหายใจอยู่ตรงนั้น

นอกจากทิวทัศน์แล้วยังมีเรื่องน่าแปลกใจอยู่อีกอย่าง ตอนนี้มือที่เคยว่างเปล่าอยู่ดีๆ ก็มีสิ่งของประหลาดโผล่ขึ้นมา ในมือของเธอปรากฏ ‘มีดสั้นสนิมเขรอะ’ เล่มหนึ่ง

เบื้องหน้าห่างออกไปไม่ไกลร่างเน่าเปื่อยที่เต็มไปด้วยเนื้อเน่าสีดำน้ำตาลในชุดเสื้อผ้าขาดวิ่นกำลังเดินโซเซเข้ามาหาเธอพร้อมเสียงคำรามในลำคอ ฮึ่มมมม ฮึ่มมมม

“นี่หรือว่า…. จะเป็นซอมบี้เหรอ?” ป๋ายอีอีพึมพำขณะมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

จริงๆ แล้วซากศพเดินได้นี้เธอเคยได้ยินคนแก่ที่มีประสบการณ์แถวบ้านพูดคุยกันอยู่หลายหน มันคือช่วงแรกของการเกิดหายนะ ผู้คนบางส่วนติดเชื้อกลายพันธุ์และเริ่มตามล่ามนุษย์ด้วยกันเอง

ซอมบี้เหล่านี้ชอบกินเลือดเนื้อสดๆ ฆ่าก็แทบไม่ตายต่อให้ตัดแขนตัดขาไปมันก็ยังยังมีชีวิตอยู่ นอกจากจะทำลายสมองที่ใช้ควบคุมการขยับถึงจะทำให้มันสิ้นสภาพไปได้

โชคยังดีที่สามสิบสี่สิบปีให้หลังมนุษย์ได้รับการฉีดสารละลายที่เป็นพิษต่อสมองของซอมบี้ สารละลายนี้สามารถป้องกันการติดเชื้ออีกทั้งยังสามารถทำลายซอมบี้ได้ด้วย

ด้วยยาที่ถูกพัฒนามาสุดท้ายพวกซอมบี้ทั้งหมดเลยถูกทำให้สูญพันธุ์ น่าเสียดายจริงๆ ที่ผลกระทบของยาเหล่านั้นไม่ได้มีผลแค่กับซอมบี้ เพราะกับเผ่าพันธุ์มนุษย์เองหลังผ่านไปหลายปีก็เริ่มเผยข้อเสียออกมาอย่างช้าๆ

ไม่มีนักวิทย์คนไหนคาดคิดว่าสารละลายที่ใช้ยับยั้งซอมบี้โดยเฉพาะจะออกฤทธิ์ทำให้มนุษย์ยุคหลังอย่างเธอได้รับพันธุกรรมเลือดพิษกลับมาด้วย

ติ้ง!!

[ภารกิจแรก : สังหารซอมบี้ระดับ 1 จำนวน 1 ตัว เพื่อรับรางวัลเริ่มต้น]

หลังได้รับภารกิจป๋ายอีอีก็กระชับมีดในมือแน่น ร่างกายในมิตินี้ดูเหมือนจะเบากว่าความเป็นจริงมาก ความรู้สึกเวลาขยับตัวได้อย่างอิสระยอดเยี่ยมจริงๆ

"แฮ่…" เจ้าซอมบี้ระดับต่ำเดินยืดยาดเข้ามาในระยะโจมตี

ป๋ายอีอีพุ่งตัวเข้าใส่ร่างเน่าเปื่อยทันทีโดยไม่ได้คิดอะไรให้มากความ ไหนๆ เธอก็จะต้องตายอยู่แล้ว หากต้องตายเพราะซอมบี้ยุคเริ่มต้นในความฝันก็ดูเข้าท่าดีเหมือนกัน

อย่างน้อยก็ดีกว่าตายเพราะลุงของตัวเอง…

“ตายซะ!”

ฉัวะ!

คมมีดฟันเข้าที่สมองส่วนหนึ่งของซอมบี้จนศีรษะครึ่งท่อนหลุดกระเด็น ร่างของมันไม่ได้ล้มลงจมกองเลือด แต่กลับสลายกลายเป็นแสงสีทองพุ่งเข้ามาในตัวเธอ

[ยินดีด้วย! ภารกิจสำเร็จ]

[ได้รับรางวัล: 10 เหรียญทอง]

[โบนัส First Kill: ขนมปังเนยสดเกรด S (1 ปอนด์) นมอัดเม็ดฟื้นฟู (1 ขวด) ยาปฏิชีวนะยุคทอง (1 แผง) ]

[ต้องการนำไอเทมออกมาสู่โลกจริงหรือไม่?]

แน่นอนว่าต้องเอาอยู่แล้ว!!!

ป๋ายอีอีตอบรับแล้วภาวนาในใจว่าขอให้เรื่องทั้งหมดเป็นความจริงด้วยเถิด…

“อีอี! อีอี! ทำใจดีๆ ไว้ลูก!”

เสียงเรียกของพ่อกระชากสติเธอกลับมาสู่โลกแห่งความจริง ป๋ายอีอีลืมตาขึ้นช้าๆ ก่อนพบว่าตัวเองนอนฟุบอยู่กับกองเศษเหล็ก ใบหน้าซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด เหงื่อเหนียวไหลพรากราวกับคนที่เพิ่งถูกช่วยขึ้นมาจากน้ำโคลน

“พ่อครับน้องเป็นอะไรไป? ทำไมตัวเย็นเฉียบแบบนี้!” ป๋ายเล่อรีบพยุงร่างน้องสาวขึ้นมา แม้ตัวเขาเองจะเจ็บท้องราวกับลำไส้ถูกบิดตลอดเวลาแต่ชีวิตของน้องสาวตอนนี้สำคัญที่สุด

ป๋ายอีอีฟื้นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอ่อนเพลียเหมือนวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง แต่เมื่อเธอขยับมือเข้าไปในอกเสื้อที่ขาดวิ่น… สัมผัสนุ่มนิ่มของขนมปังที่ยังอุ่นๆ และความเย็นเฉียบของขวดแก้วที่ดูเหมือนจะบรรจุยาก็ยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่ใช่ความฝัน มันเป็นความจริง!!

เธอกุม "ความหวัง" ใต้เสื้อเก่าๆ ไว้แน่น

“หนู… หนูไม่เป็นไร พี่…” ป๋ายอีอีเอ่ยเสียงแผ่วเบา แต่แววตาที่เคยมัวหมองกลับส่องประกายวาวโรจน์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอแอบมองไปที่หน้าต่างข้อความระบบที่ยังลอยอยู่ตรงหน้าด้วยความตื่นเต้นดีใจ

[ร้านค้า : สามารถแลกเปลี่ยนเหรียญทองเป็นเครดิต (อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญทอง : 100 เครดิต) ]

ริมฝีปากซีดขาวของเด็กสาวกระตุกยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก

‘ลุงใหญ่… พรุ่งนี้เช้าลุงเตรียมตัวช็อกตายได้เลย’

เธอกระชับแผงยาและนมอัดเม็ดในมือแน่น คืนนี้เธอตั้งใจจะแอบรักษาแม่ น้าเล็กและจะขุนพี่ชายให้แข็งแกร่ง…

เมื่อรุ่งอรุณมาถึงป๋ายอีอีคนใหม่ จะทำให้คนทั้งสลัมเขต 13 รู้จักคำว่า "เสียใจ" ที่บังอาจมารังแกครอบครัวของเธอ!

เอาล่ะ น้องอีอีได้ระบบมาแล้ว เอาใจช่วยให้น้องช่วยครอบครัวได้ด้วยการ กดหัวใจ คอมเม้นต์และรีวิว หน่อยนะคะ

ตอนที่ 3 ขนมปังเนย ยาปฏิชีวนะ นมอัดเม็ด

ตอนที่ 3 ขนมปังเนย ยาปฏิชีวนะ นมอัดเม็ด

หลังจากพายุอารมณ์อันเศร้าหมองสงบลง ความมืดมิดก็กลับมาปกคลุมตู้คอนเทนเนอร์อีกครั้ง พ่อป๋ายรู้ดีว่าทำอะไรกับโปรตีนก้อนที่ถูกแย่งชิงไม่ได้แล้ว จึงพยายามลากขาที่พิการเก็บกวาดและนำไส้กรองเครื่องฟอกอากาศรุ่น D-3 ของแม่ป๋ายออกมาเคาะฝุ่นเงียบๆ

หลังจากนั้นสองสามีภรรยาก็ปาดน้ำตาพากันขดตัวลงไปนอนบนเตียงไม้ที่ปูทับด้วยผ้าใบเก่าๆ อย่างเศร้าใจ

จริงๆ แล้วการแย่งชิงสิ่งของและอาหารไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เรื่องแบบนี้มักเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง บางเดือนป๋ายตงก็มาถึงสองรอบ เพียงแต่ปกติเขาจะได้ของเล็กๆ น้อยๆ ไปเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่นขยะอุกกาบาตที่ลูกชายคนโตเก็บมา ข้อดีเพียงข้อเดียวของการทนถูกป๋ายตงรังแกเห็นจะมีแค่เรื่องที่อีกฝ่ายสามารถกันนักเลงคนอื่นไม่ให้เข้ามายุ่มย่ามข่มขู่ครอบครัวป๋ายที่มีแต่คนป่วยในตอนนี้ได้

แหงสิ… ก็ถ้าคนอื่นมาปล้นครอบครัวนี้เหมือนกันแล้วป๋ายตงจะสามารถหาประโยชน์อะไรได้อีกล่ะ?

โชคไม่ดีที่ครั้งนี้ลุงใหญ่บุกมาแย่งชิงของตรงกับวันที่น้าเล็กซูเหวินดันเอาก้อนโปรตีนเกรดสูงกลับมาพอดี โปรตีนเกรดสูงคืออะไรน่ะเหรอ? มันก็คืออาหารที่ช่วยทำให้ค่าพิษในเลือดของทุกคนลดลงอย่างไรเล่า!

หากค่าพิษขึ้นสูงเกินไปก็อาจจะกลายเป็นคนคลั่งจนตัวระเบิดตายได้ เคยมีคนบอกเอาไว้ว่าบนโลกใบนี้ไม่หลงเหลือมนุษย์ที่มีค่าพิษในเลือดเท่ากับศูนย์แล้ว…

ครอบครัวมีความหวังมากขึ้นแค่ชั่วประเดี๋ยว ลิ้นยังไม่ทันได้สัมผัสรสชาติของก้อนโปรตีนก็ถูกคนแย่งชิงไปแล้ว เฮ้อ… ยิ่งหวังมากก็ยิ่งผิดหวังมาก

โปรตีนก้อนนั้นน่าเสียดายเกินไป อีกทั้งลูกสองคน คนหนึ่งก็บาดเจ็บจนเกือบลุกไม่ขึ้นแต่แสร้งทำตัวแข็งแกร่งไม่เป็นอะไร อีกคนหลังจากเสียเลือดจากรอยบาดลึกที่แขนร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วกลับยิ่งอ่อนแอมากขึ้นไปอีก

ภายในตู้คอนเทนเนอร์สี่เหลี่ยมแคบๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นอับชื้น เสียงลมหายใจที่ติดขัดของคนห้าคนดังสลับกันไปมาเบาๆ

อีกมุมหนึ่งบนเตียงผ้านุ่มนิ่มที่สร้างขึ้นจากเสื้อผ้าของคนทั้งครอบครัว ป๋ายอีอีขยับตัวนั่งพิงผนังตู้คอนเทนเนอร์ เธอกัดริมฝีปากแน่นจนปรากฏรอยเลือดเพื่อข่มความเจ็บปวดที่แขนซ้าย แผลจากแผ่นเหล็กบาดนั้นลึกเอาการ แต่ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความตื่นเต้นที่กำลังทำให้เลือดสูบฉีดอยู่ในอก

ในมือข้างขวาที่สั่นเทา… เธอกำลังกำ "ปาฏิหาริย์" เอาไว้

ในขณะที่ครอบครัวหลับไปพร้อมกับความหวังสุดท้าย ป๋ายอีอีกลับค่อยๆ แบมือออกในเงามืด อาศัยเพียงแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านรอยแตกของหลังคาและหน้าต่าง ส่องให้เห็นของในมือของตนเอง

นมอัดเม็ดฟื้นฟู (1 ขวดเล็ก) : บรรจุเม็ดนมสีขาวนวล 10 เม็ด

ยาปฏิชีวนะยุคเก่า (1 แผง) : ในแผงฟอยล์สีเงินวาววับ มียาแคปซูลสีฟ้า-ขาวอยู่ 5 เม็ด

ขนมปังเนยสด (1 ปอนด์) : ก้อนสีน้ำตาลอ่อนนุ่มนิ่มส่งกลิ่นหอมที่ชวนให้น้ำลายสอ

‘ถ้าเอาออกมากินให้เห็นกันโต้งๆ พ่อกับพี่ต้องสงสัยแน่…’

เด็กสาวคิดคำนวณในใจ เธอเหลือบมองไปที่ ซูเหวิน น้าเล็กที่นอนหมดสติอยู่มุมห้อง ลมหายใจของน้าแผ่วเบามาก แม้จะได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากหลานชายแล้วแต่แผลที่หน้าอกกลับเริ่มมีสีม่วงคล้ำจากการติดเชื้อ

ข้างๆ กันนั้นยังมีป๋ายเล่อที่เลือกจะนอนขดตัวอยู่ใกล้ๆ ประตูบ้าน… ซึ่งเป็นปกติที่ในทุกวันเขาจะเลือกนอนเฝ้าประตูเพื่อคอยระวังภัยแม้ในยามหลับใหล

ป๋ายอีอีตัดสินใจเก็บขนมปังเข้าไว้ในอกเสื้อแล้วหยิบยาปฏิชีวนะออกมา 2 เม็ด กับนมอัดเม็ด 3 เม็ด เธอใช้ก้อนหินเล็กๆ ที่ควานหาได้บดยาทั้งหมดจนเป็นผงละเอียดแล้วค่อยๆ โรยลงไปในกาต้มน้ำเก่าๆ ที่เหลือเชื้อไฟเพียงริบหรี่

เด็กสาวยกกาขึ้นเขย่าเบาๆ ให้ผงยาละลายไปกับน้ำอุ่น แม้น้ำในกาจะมีดินโคลนและสารพิษปนเปื้อนอยู่สูงแต่ตอนนี้ทั้งครอบครัวก็มีเพียงน้ำนี้ให้ใช้เท่านั้น ป๋ายอีอีจำเป็นต้องตัดใจใช้มันกับของล้ำค่าอย่างอาหารและยาอย่างเสียไม่ได้

“แม่คะ…” ภายในความมืดป๋ายอีอีคลานเข้าไปหาแม่ของตนเป็นคนแรกก่อนประคองศีรษะที่ร้อนจี๋ของแม่ขึ้นมาถอดเครื่องช่วยหายใจแผ่วเบา

“ดื่มน้ำหน่อยนะแม่… น้าเล็กเขาให้ยาแก้ปวดไว้ก่อนจะหลับไป”

เธอจำเป็นต้องพูดโกหก

ซูหลันปรือตาขึ้นมามองลูกสาวเล็กน้อย ริมฝีปากแห้งผากสัมผัสกับน้ำอุ่น ทันทีที่น้ำรสชาติขมเฝื่อนไหลผ่านลำคอ ความรู้สึกชุ่มชื้นประหลาดก็แผ่ซ่านไปทั่วอก มันไม่ได้ทำให้หายเจ็บปวดในทันทีเหมือนยาวิเศษ แต่ความรู้สึก 'แน่นหน้าอกจนหายใจไม่ออก' เหมือนมีหินทับไว้ค่อยๆ เบาบางลง… ทีละน้อย… ทีละน้อย

จากนั้นอีอีก็คลานไปป้อนน้ำผสมยาให้กับพ่อ พี่ชาย และสุดท้ายน้ำส่วนใหญ่ที่เหลือทั้งหมดก็ถูกกรอกใส่ปากน้าเล็กที่ยังไม่ได้สติ

ป๋ายอีอีสังเกตอาการของคนในครอบครัวอยู่พักใหญ่ แม้สีหน้าของทุกคนจะไม่ได้ดีขึ้นในทันที แต่เสียงลมหายใจที่แผ่วเบาคล้ายคนใกล้จะตายประเดี๋ยวนั้นกลับดูมีพลังมากขึ้นถึงสองส่วน

อย่างน้อยพวกเขาก็ยังไม่ตายในคืนนี้…

เมื่อภารกิจลับเสร็จสิ้น ป๋ายอีอีก็แทบจะหมดแรง วันนี้เด็กสาวเสียเลือดไปเกือบหนึ่งในเจ็ดของร่างกาย เธอค่อยๆ กินขนมปังคำเล็กๆ เพื่อรองท้อง รสชาติหวานมันของเนยสดที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อนทำให้เด็กสาวน้ำตาไหลออกมาเงียบๆ

‘อร่อย… อร่อยเหลือเกิน’

คืนนั้น… เป็นคืนแรกในรอบหลายปีที่เสียงไอของแม่ไม่ได้ดังจนปลุกคนทั้งบ้านและป๋ายเล่อไม่ได้นอนละเมอเพราะพิษไข้จากการถูกซ้อม

หลังผ่านค่ำคืนเฉียดตาย ในที่สุดแสงแดดสีหม่นจากชั้นบรรยากาศสกปรกก็ได้ลอดผ่านหน้าต่างบานพับเหล็กที่ปิดสนิทเข้ามาในตู้คอนเทนเนอร์เก่าของครอบครัวป๋าย

ป๋ายเล่อขยับตัวตื่นเป็นคนแรก เขาลุกขึ้นนั่งแล้วขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ ปกติหลังจากถูกซ้อมหนักขนาดนั้น เช้าวันต่อมาร่างกายของเขาควรจะร้าวระบมจนลุกไม่ขึ้นสิ แต่ทำไมเช้านี้… แม้จะยังปวดเมื่อยตามตัวและเจ็บปวดในกระดูก แต่เขากลับรู้สึกว่า 'มีแรง' มากพอที่จะกำหมัดแน่นๆ ได้แล้ว

“แปลกชะมัด…” ป๋ายเล่อพึมพำพร้อมทั้งลองหมุนหัวไหล่เบาๆ ดู “หรือเพราะอาหารสังเคราะห์ที่กินไปเมื่อวาน?”

ทางด้านซูหลันเองก็ตื่นขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ดูมีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อย แม้จะยังผอมแห้ง แต่แววตาที่เคยขุ่นมัวกลับดูแจ่มใสขึ้น “อีอี…” คนเป็นแม่เรียกหาลูกสาวอย่างเป็นห่วงทันทีที่ได้สติ

แต่ป๋ายอีอียังคงหลับลึกอยู่ข้างกองเศษเหล็ก ร่างกายของเธออ่อนเพลียจากการเสียเลือดไปมาก ระบบแปลกๆ เมื่อคืนสูบเลือดออกไปจากร่างกายเด็กสาวตัวเล็กๆ อย่างไม่คิดปรานีเลยจริงๆ

เมื่อเห็นลูกสาวยังคงหลับอยู่คนเป็นแม่ก็กลั้นน้ำตาของความเจ็บปวดเอาไว้ ทั้งครอบครัวเต็มไปด้วยอารมณ์หม่นหมอง พ่อและลูกชายทำได้แค่นำอุปกรณ์เก่าใกล้พังออกมาตรวจสภาพ

เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจแม้จะถูกซ้อมจนลุกไม่ขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ป๋ายเล่อก็ยังคงต้องออกไปเก็บขยะเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวป๋ายอยู่ดี

ตึง! ตึง! ตึง!

ความสงบยามเช้าพังทลายลงในพริบตา เสียงเคาะประตูด้วยท่อนเหล็กดังสนั่นหวั่นไหวปลุกป๋ายอีอีให้สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที 'ถึงกับรีบมาขนาดนี้เลย!' คิดแล้วหัวใจของเธอก็เต้นรัว ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวแต่เพราะความแค้น…!!

“ไอ้น้องชายไร้ประโยชน์! เปิดประตูเร็วเข้า! ถึงเวลาชำระบัญชีแล้วโว้ย!”

เสียงตะโกนของลุงใหญ่ดังเข้ามา ป๋ายฮั่วหน้าซีดเผือด รีบกุลีกุจอลากขาพิการไปเปิดประตู

ทันทีที่ประตูเปิดออก ป๋ายตงก็เดินอาดๆ เข้ามาพร้อมกับลูกสมุนคนเดิม เพียงแต่คราวนี้มันพก "กล่องเครื่องมือ" มาด้วย ชัดเจนว่ามันเตรียมพร้อมอย่างมากเพื่อที่จะมาถอดเครื่องฟอกอากาศรุ่น D-3 ของแม่ป๋ายกลับไป

“อรุณสวัสดิ์น้องชาย” ป๋ายตงเห็นสภาพใกล้ตายของครอบครัวนี้พลันยิ้มเยาะ เมื่อมองไปรอบห้อง “ดูท่าทางเมื่อคืนจะหลับสบายดีนี่หว่า… ไหนล่ะ 800 เครดิตของข้า?”

ป๋ายฮั่วยืนตัวสั่น “พี่ใหญ่… ผม… ผมหาไม่ทันจริงๆ ขอร้องล่ะ อย่าเอาเครื่องฟอกอากาศไปเลย ถ้าไม่มีมัน ซูหลันจะต้องตาย น้องสะใภ้ของพี่จะต้องตายแน่ๆ”

“เรื่องของมึงสิ!” ป๋ายตงผลักอกน้องชายจนเซ

“กฎก็คือกฎ ไม่มีเงินก็ต้องยึดทรัพย์! เฮ้ย! เอ็งนั่นแหละไปถอดเครื่องมา!”

เมื่อได้รับคำสั่งลูกสมุนคนหนึ่งจึงเดินตรงดิ่งไปที่หัวเตียงแม่ป๋าย ป๋ายเล่อรีบพุ่งเข้ามาขวาง แววตาแข็งกร้าว

“ข้ามศพผมไปก่อน!” ป๋ายเล่อคำราม

“ไอ้เด็กเวร วันนี้แกอยากขาหักใช่มั้ย!” ป๋ายตงก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับง้างมือจะตบ

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”

เสียงใสๆ แต่เด็ดขาดดังขึ้นจากมุมห้อง ป๋ายอีอีค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืน แม้ใบหน้าจะซีดเซียว แต่แววตาของเธอกลับนิ่งสงบจนน่าขนลุก เธอเดินมายืนขวางหน้าพี่ชาย มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ

“ลุงใหญ่… ลุงอยากได้เงินใช่มั้ย?” อีอีถามเสียงเรียบ

“ก็เออสิวะ! มีไหมล่ะ? ถ้ามีก็เอามา ถ้าไม่มีก็หลบไป!”

“ตอนนี้ไม่มี” อีอีตอบตรงๆ ทำเอาป๋ายตงเกือบจะหัวเราะลั่น

“ถุย! นึกว่าจะมีไม้เด็ด ที่แท้ก็มาขอความเห็นใจ… เสียเวลา! ยังไม่รีบถอดเครื่องฟอกออกมาอีก!”

“หนูไม่มีเงิน…” อีอีก้มหน้าพูดต่อพลางแอบแสยะยิ้มมุมปาก “แต่หนูมี ‘หลักประกัน’ ที่มีค่ามากกว่าเงิน 800 เครดิตเป็นร้อยเท่า”

พูดจบ เธอก็หยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าแล้วโยนมันลงบนพื้นตรงหน้าป๋ายตง

แปะ!

มันคือ "แผงฟอยล์เปล่า" ของยาปฏิชีวนะที่เธอบดให้ทุกคนกินเมื่อคืน แม้จะเหลือแต่แผงเปล่า แต่วัสดุฟอยล์สีเงินวาววับและการสกรีนตัวอักษรภาษาที่คมชัด บ่งบอกว่านี่ไม่ใช่ "ขยะ" ที่หาได้ทั่วไปในสลัม

“นี่อะไร” ป๋ายตงขมวดคิ้ว หยิบแผงยาขึ้นมาส่องดู “ฟอยล์เกรด A… ตัวอักษรยุคเก่า… ยาปฏิชีวนะบริสุทธิ์?!”

ในยุคนี้ ยารักษาโรคส่วนใหญ่จะบรรจุในขวดพลาสติกขุ่นๆ หรือห่อกระดาษไข ยาที่มาในแผงฟอยล์แบบนี้มีแค่ของที่ขุดพบในโบราณสถานระดับ SS เท่านั้น แต่ละเม็ดมีค่ามหาศาล!

หากโชคดีเจอนักวิทยาศาสตร์ยังสามารถขายมันในราคาสูงเสียดฟ้าได้ เพียงเม็ดเดียวก็สามารถย้ายสำมะโนครัวไปยังฐานชั้นกลางได้เลย!!

“น้าเล็กไปเจอ ‘ฐานลับ’ ในเขตป่าแดงมา” อีอีเริ่มแต่งเรื่องโกหกหน้าตาย

“เมื่อคืนพวกเราใช้ยารักษาแม่ไปแล้วบางส่วน… แต่เรายังเหลือ ‘พิกัด’ ของสถานที่ลับนั่น”

ฟังแล้วความโลภเข้าครอบงำ ป๋ายตงหูผึ่งทันที แต่เอ๊ะ… ยาถูกใช้ไปแล้ว คิดได้แล้วจึงคำรามเสียงดังด้วยความโกรธ

“ยัยเด็กโง่เอ้ย! ใครใช้ให้แกเอายาไปรักษาคนใกล้ตายแบบนั้น"

"ก็ยามีไว้รักษา" ป๋ายอีอีพูดเสียงเบา

"ชิ! ช่างเถอะ ว่าแต่พิกัดล่ะ มันอยู่ที่ไหน!?!” แท้จริงแล้วใจอันมืดบอดของป๋ายตงอยากจะล้วงคอไอ้พวกโง่ตรงหน้าเอายากลับคืนมาเหลือเกิน เพียงแต่พวกมันกินไปตั้งนานเท่าไหร่แล้ว ป่านนี้ยาอันมีค่าคงละลายหายไปหมดไม่เหลือแล้วน่ะสิ!

“น้าเล็กส่งพิกัดไปขายให้ ‘กลุ่มนักล่ามังกรดำ’ ในตลาดมืดแล้วเมื่อคืนนี้” อีอีชี้ไปที่ซูเหวินที่นอนหลับอยู่และยังไม่มีท่าทีจะตื่นขึ้นมา (เพราะบาดแผลร้ายแรงและได้รับยาฆ่าเชื้อเป็นจำนวนมาก ยาจึงออกฤทธิ์ทำให้หลับลึก)

“ทางนั้นตกลงซื้อในราคา 50,000 เครดิต เงินจะโอนเข้าบัญชีน้าเล็กในอีก 3 วัน หลังจากพวกเขาตรวจสอบพื้นที่เสร็จ”

“50,000 เครดิต!” ป๋ายฮั่วและป๋ายเล่ออุทานพร้อมกัน (แน่นอนว่าครอบครัวของป๋ายอีอีเองก็ไม่รู้เรื่องจึงทำให้ตกใจจริงๆ) ส่วนแม่ป๋ายเองก็ตกใจจนส่งเสียงอู้อี้

ป๋ายอีอีจ้องตาลุงใหญ่เขม็ง “ถ้าลุงยึดเครื่องฟอกอากาศไปแม่ของหนูอาจจะตาย ถ้าน้าเล็กตื่นมาแล้วรู้ว่าพี่สาวเพียงคนเดียวของเขาตายเพราะลุง เขาอาจจะยกเลิกดีลหรืออาจจะหนีไปพร้อมเงิน 50,000 เครดิต อ้อ… แล้วถ้าน้าแค้นมากไม่แน่ว่าอาจจะเอาเงินนั่นไปจ้างนักฆ่ามาล้างแค้นลุงแทนก็ได้… ลุงจะเสี่ยงเหรอ?”

ป๋ายตงหน้ากระตุก เขาเป็นคนโลภแต่ก็ขี้ขลาด ที่ทำท่าใหญ่โตได้ในสลัมแห่งนี้ก็เพราะเขารู้ดีว่ามนุษย์ที่ไม่มีแม้กระทั่งสิทธิเข้าไปอาศัยอยู่ในฐานชั้นนอกเป็นเพียงเศษคน จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด เขารังแกคนย่านนี้มานานหลายปีแล้วไม่เคยเกิดปัญหาอะไร คิดแล้วก็จ้องแผงยาในมือ…

สิ่งนี้มันเป็นของจริงแน่นอน ขยะในสลัมไม่มีทางมีฟอยล์คุณภาพใหม่และดีขนาดนี้ได้

สมองอันน้อยนิดของลุงใหญ่คำนวณอย่างรวดเร็ว เครื่องฟอกอากาศเก่าๆ ตกรุ่นขายได้เต็มที่ก็ 1,000 เครดิต แต่ถ้ารออีก 3 วัน เขาอาจจะรีดไถเอาจากเงิน 50,000 เครดิตนั้นได้อีกเป็นหมื่น!

“3 วันสินะ” ป๋ายตงหรี่ตาลง “แกบอกว่าเงินจะเข้าอีก 3 วันใช่มั้ย?”

“ใช่… ถ้าลุงรอได้ ลุงจะได้ทั้งต้นทั้งดอก 2,000 เครดิตจ่ายล่วงหน้า แต่ถ้าลุงรอไม่ได้ ก็เอาเครื่องฟอกพังๆ นั่นไป แล้วเตรียมตัวหนีนักล่าที่น้าเล็กจะจ้างมาฆ่าลุงได้เลย”

บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนสมองของคนทั้งหมดแทบขาดผึง

ป๋ายตงกำแผงยาเปล่าในมือแน่น ก่อนจะโยนมันคืนใส่อกของป๋ายอีอี

“ได้! ข้าจะรอ 3 วัน!” ป๋ายตงชี้หน้าคาดโทษเด็กสาวอย่างหาเรื่อง “แต่ถ้าครบ 3 วันแล้วเงินไม่เข้า ข้าจะไม่เอาแค่เครื่องฟอกอากาศพังๆ นี่ แต่ข้าจะเอาพี่ชายแกไปขายเป็นทาสที่เหมือง แล้วเอานังตัวดีอย่างแกไปขายซ่อง! จำเอาไว้!”

ป๋ายตงสะบัดมือเรียกสมุน “พวกเอ็ง กลับ!”

นักเลงทั้งสามคนเดินออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงเสียงปิดประตูที่ดังก้อง

ทันทีที่ลุงใหญ่ลับสายตา ป๋ายอีอีก็ทรุดฮวบลงกับพื้น แข้งขาของเธออ่อนแรงจากการฝืนยืนเผชิญหน้า นอกจากนั้นเพราะก่อนหน้านี้เสียเลือดไปเยอะจึงทำให้มีอาการหน้ามืดตามมาติดๆ

“อีอี… ที่ลูกพูด… เรื่องจริงเหรอ?” ป๋ายฮั่วถามเสียงสั่น “น้าเล็กเจอสมบัติจริงๆ เหรอ?”

ป๋ายอีอีเงยหน้ามองพ่อ แววตาที่เคยใสซื่อบัดนี้มีความลึกลับบางอย่างซ่อนอยู่

“ไม่จริงหรอกค่ะพ่อ” เธอกระซิบตอบ

“แต่หนูสัญญาว่าอีก 3 วัน เราจะมีเงินจ่ายมันแน่นอน” และเงินนั้นจะไม่ได้มาจากการขายสมบัติ แต่จะมาจากการที่เธอจะเปลี่ยน "มิติเกม" ในมือถือ ให้กลายเป็นโรงงานผลิตเหรียญนรกแตกต่างหาก!

สามารถเป็นกำลังใจให้ไรต์ได้โดยการ คอมเม้นต์ กดหัวใจ และรีวิวดีๆ ให้นิยายหน่อยนะคะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...