โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ 31.40 บาท/ดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 มกราคม 2569 เวลา 15.31 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.40 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.38 บาทต่อดอลลาร์

16 ม.ค. 2569 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.40 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.38 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 31.34-31.45 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นบ้างของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการย่อตัวลงบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด อาทิ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

อีกทั้งดัชนีภาคอุตสาหกรรมการผลิตจากเฟดสาขานิวยอร์กและฟิลาเดลเฟีย ต่างก็ปรับตัวสูงขึ้นดีกว่าคาด ส่งผลให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด

โดยล่าสุดผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 93% ที่เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ จากช่วงก่อนหน้าที่ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่าเฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง และยังมองว่า เฟดมีโอกาสลดดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ได้ อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังราคาทองคำยังคงสามารถรีบาวด์สูงขึ้นกลับสู่โซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในลักษณะ Sideways หลังตลาดยังคงขาดการรับรู้ปัจจัยสำคัญ อย่าง คำตัดสินคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA โดยศาลสูงสุดของสหรัฐฯ (Supreme Court) ซึ่งจะทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างก็รอรับรู้ปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี เงินบาทก็อาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าได้บ้าง หลังโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงมีกำลังอยู่ โดยเฉพาะหลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงนี้ทยอยออกมาดีกว่าคาด กอปรกับเราเริ่มเห็นการทยอยปรับลดสถานะ Short USD (มองเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง) ของบรรดาผู้เล่นในตลาด จากข้อมูลที่นักวิเคราะห์ต่างประเทศหลายค่ายได้ติดตาม ซึ่งอาจสะท้อนในรายงานสถานะถือครองจาก CFTC ของสัปดาห์นี้ได้

โดยเรามองว่า ประเด็นสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อเงินดอลลาร์นั้นจะประกอบไปด้วย ปัจจัยภายในสหรัฐฯ อาทิ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ถ้อยแถลงบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด ซึ่งล้วนจะส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดได้ รวมถึงประเด็นความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งจะมีทั้งคดีของประธานเฟด Jerome Powell และคณะกรรมการเฟด Lisa Cook (ศาลสูงสุดจะมี Oral Argument ในวันที่ 21 มกราคม นี้) และปัจจัยภายนอกสหรัฐฯ อย่าง ความกังวลต่อประเด็นการเมืองญี่ปุ่น (ซึ่งผลสืบเนื่องไปยังประเด็นฐานะการคลังของรัฐบาลญี่ปุ่น) ที่จะมีผลกระทบโดยตรงกับเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) และปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เป็นต้น

ขณะที่ประเด็นการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA โดยศาลสูงสุดสหรัฐฯ นั้น อาจเป็นประเด็นสำคัญในระยะข้างหน้า (เราเริ่มมองว่า ศาลสูงสุดอาจมีการตัดสินคดี IEEPA ในช่วงเดือนมิถุนายน ได้ หากอ้างอิงจากสถิติในอดีตที่ศาลฯ มักจะพิจารณาคดีที่มีความสำคัญ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในช่วงดังกล่าว)

ทั้งนี้ เรามองว่า เงินบาทอาจยังพอได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าบ้าง หลังเริ่มเห็นแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ทั้งในส่วนของหุ้นและบอนด์ นอกจากนี้ ตราบใดที่ ราคาทองคำยังไม่ได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง และยังคงมีแรงซื้อ Buy on Dip ช่วยหนุน ให้ราคาทองคำสามารถรีบาวด์สูงขึ้นได้ หากเผชิญแรงกดดัน (ในกรณีที่เงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้น หรือเผชิญภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน) เรามองว่า เงินบาทก็อาจยังไม่สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน

เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น

  • การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก
  • การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy)
  • ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.30-31.50 บาท/ดอลลาร์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หนุนโดยรายงานผลประกอบการของหุ้นกลุ่มการเงิน หลังหลายบริษัทรายงานผลประกอบการที่ดีกว่าคาด อาทิ Morgan Stanley +5.8%, Goldman Sachs +4.6%

นอกจากนี้ บรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ก็รีบาวด์ขึ้นบ้าง หลัง TSMC รายงานผลประกอบการดีกว่าคาด ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.26% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.25%

ตลาดหุ้นยุโรป

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.49% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ไม่ต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ASML +6.0%

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปก็เผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลดลงของหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนมและกลุ่ม Healthcare

ตลาดบอนด์

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 4.17% หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ล้วนออกมาดีกว่าคาด

นอกจากนี้ บรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ ก็พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง โดยภาพดังกล่าวก็สอดคล้องกับมุมมองของเรา ที่ประเมินว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวของสหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นได้บ้าง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด บรรยากาศของตลาดการเงิน และผลการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA โดยศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ที่ต้องรอลุ้นประเด็นการคืนเงินภาษี

ทำให้เราคงมุมมองเดิมว่า หาก บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นบ้าง เข้าใกล้โซน 4.20% ก็จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ ตราบใดที่สมมติฐานการเดินหน้าลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ของเฟดในปีนี้ ที่เราประเมินไว้ นั้นถูกต้อง

ตลาดค่าเงิน

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด

ทว่า ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมก็จำกัดการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ (โดยเฉพาะในจังหวะที่ตลาดหุ้นอื่นๆ ทำผลงานได้ดีกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ) ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.1-99.5 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รวมถึงแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ยังคงกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) ไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจนและมีจังหวะปรับตัวลงบ้าง

แต่ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง จากแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด ท่ามกลางประเด็นความเป็นอิสระของเฟดและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้โดยรวม ราคาทองคำยังคงสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม พร้อมรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน โดยเฉพาะในช่วงที่ความเป็นอิสระของเฟดเผชิญแรงกดดันจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา เหตุประท้วงและจราจลในอิหร่าน รวมถึง สงครามรัสเซีย-ยูเครน

อ่านข่าว การเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน-ราคาทอง ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...