สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569
สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -16 ม.ค. 69 8:53: น.
*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 59.19 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 2.83 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.56%
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 63.76 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 2.76 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.15% โดยทั้ง 2 สัญญา ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ก่อนจะเผชิญแรงขายทำกำไร
ราคาน้ำมันปิดร่วงราว 4% ในวันพฤหัสบดี หลังปรับขึ้น 5 วันติดต่อกัน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า การปราบปรามผู้ประท้วงในอิหร่านเริ่มผ่อนคลายลง ช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน และความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน
*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า เขาได้รับแจ้งว่าการสังหารผู้ชุมนุมในระหว่างการปราบปรามผู้ประท้วงในอิหร่านเริ่มผ่อนคลายลง และเขาเชื่อว่าในขณะนี้ยังไม่มีแผนการประหารชีวิตครั้งใหญ่ โดยผู้นำสหรัฐฯ รอดูสถานการณ์ หลังจากก่อนหน้านี้เคยส่งสัญญาณข่มขู่ถึงความเป็นไปได้ของการเข้าแทรกแซงอิหร่าน
ถ้อยแถลงดังกล่าว มีขึ้นหลังรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านระบุว่า อิห่รานไม่มีแผนที่จะประหารชีวิตผู้คน ซึ่งทรัมป์ชี้ว่า นี่เป็นข่าวดี หวังว่าจะเป็นเช่นนี้ต่อไป
*** เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ระบุว่า มาตรการภาษี เพื่อความมั่นคงแห่งชาติในอัตรา 25% ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ที่ประกาศใช้กับเซมิคอนดักเตอร์ระดับไฮเอนด์บางประเภท ถือเป็นการดำเนินการในระยะที่ 1 เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมดังกล่าว และอาจมีการประกาศมาตรการเพิ่มเติมตามมา ขึ้นอยู่กับผลการเจรจากับประเทศและบริษัทต่าง ๆ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยข่มขู่ก่อนหน้านี้ว่าจะเรียกเก็บภาษีสูงถึง 100% กับชิปที่ไม่ได้ผลิตในสหรัฐฯ เพื่อผลักดันการขยายฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯในระยะยาว
*** สหรัฐฯ และไต้หวันบรรลุข้อตกลงการค้าที่รอคอยมาอย่างยาวนาน โดยจะปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไต้หวัน ลงมาอยู่ที่ 15% พร้อมทั้งเห็นชอบให้บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวัน เพิ่มการจัดหาเงินทุนสำหรับการดำเนินงานในสหรัฐฯ รวมมูลค่า 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลง อัตราภาษีสำหรับสินค้าที่ส่งออกจากไต้หวันจะลดลงจากเดิมที่ 20% ทำให้มาอยู่ในระดับเดียวกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่ได้บรรลุข้อตกลงลักษณะเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา โดยอัตราภาษีใหม่นี้ จะไม่ถูกนำไปซ้อนทับกับอัตราภาษีตามหลักชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (MFN) ที่มีอยู่เดิม
*** ไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟกเจอริง (TSMC) วางแผนใช้งบลงทุนสูงสุดถึง 56,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 สะท้อนความเชื่อมั่นของบริษัทต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่องของกระแสปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลก โดยบริษัทคาดว่าจะใช้งบลงทุนในปีนี้ระหว่าง 52,00056,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นอย่างน้อยราว 25% จากปี 2025 พร้อมทั้งคาดว่ารายได้ในปี 2026 จะเติบโตใกล้ 30% ส่งผลให้หุ้น TSMC ในรูป ADR ที่ซื้อขายในตลาดสหรัฐฯ ปรับขึ้นสูงสุดถึง 5.6% ขณะที่หุ้นของ ASML Holding ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์รายสำคัญ พุ่งขึ้นสูงสุดราว 8% ทำสถิติสูงสุดใหม่ในตลาดยุโรป และดันมูลค่าตลาดทะลุ 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
*** ภาวะอุปทานชิปหน่วยความจำตึงตัว อาจจำกัดจำนวนใบอนุญาตส่งออกที่สหรัฐฯ จะอนุมัติให้เอ็นวิเดียขายชิปประมวลผลปัญญาประดิษฐ์รุ่น H200 ให้กับลูกค้าในจีน โดยประธานคณะกรรมาธิการจีนของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ระบุว่า การขาดแคลนหน่วยความจำแบบ DRAM ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของชิปเร่งประมวลผล AI ถือเป็นความท้าทายเร่งด่วน ภายใต้เงื่อนไขการออกใบอนุญาตใหม่ โดยหนึ่งในข้อกำหนดคือ ผู้ส่งออกต้องรับรองว่าการจัดส่งชิปไปยังจีนที่ได้รับอนุมัติ จะไม่ก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนในตลาดสหรัฐฯ
*** เดมิส ฮัสซาบิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Google DeepMind ระบุว่า โมเดลปัญญาประดิษฐ์ของจีน อาจตามหลังขีดความสามารถของสหรัฐฯและชาติตะวันตกเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ซึ่งเป็นมุมมองที่สวนทางกับความเชื่อก่อนหน้านี้ที่มองว่าจีนยังล้าหลังอยู่มาก โดยการประเมินดังกล่าว จากผู้นำหนึ่งในห้องปฏิบัติการด้าน AI ชั้นนำของโลก และเป็นกำลังสำคัญเบื้องหลังผู้ช่วย Gemini ของ Google สะท้อนว่าช่องว่างด้านเทคโนโลยีระหว่างจีนกับโลกตะวันตก อาจแคบลงเร็วกว่าที่คาด
ฮัสซาบิสกล่าวว่า โมเดล AI ของจีนมีความใกล้เคียงกับขีดความสามารถของสหรัฐฯ และชาติตะวันตกมากกว่า ที่เราอาจคิดไว้เมื่อ 1 หรือ 2 ปีก่อน ในตอนนี้ บางทีพวกเขาอาจตามหลังอยู่เพียงแค่ระดับไม่กี่เดือนเท่านั้น
*** จีนและแคนาดาเดินหน้าผลักดันการขยายความร่วมมือด้านพลังงาน โดยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ มีเป้าหมายเพิ่มการจำหน่ายน้ำมันและก๊าซให้กับจีน พร้อมทั้งเปิดทางดึงดูดการลงทุนจากจีน ในเทคโนโลยีแบตเตอรี่และพลังงานหมุนเวียน โดยคาร์นีย์เปิดเผยข้อตกลงหลายฉบับระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง รวมถึงกรอบความร่วมมือด้านการค้าพลังงาน ซึ่งระบุถึงการจัดตั้งกลไกการหารือระดับรัฐมนตรี และการสำรวจโอกาสความร่วมมือในด้านน้ำมัน ก๊าซ พลังงานนิวเคลียร์ และเทคโนโลยีสะอาด
*** เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กำลังให้ความสำคัญมากขึ้นต่อผลกระทบของค่าเงินเยนที่อ่อนค่าต่อเงินเฟ้อ ซึ่งอาจมีนัยต่อทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต หลังมีแนวโน้มสูงที่ BOJ จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า โดยเจ้าหน้าที่ BOJ มองค่าเงินเยนที่อ่อนค่า เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคธุรกิจมีแนวโน้มมากขึ้นในการผลักภาระต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภค ซึ่งอาจทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อขยายตัวกว้างขึ้น
*** บรรดาวาณิชธนกิจในวอลล์สตรีทคาดว่า จะยังคงมีงานอย่างต่อเนื่องในปีนี้ หลังได้รับอานิสงส์อย่างมากจากดีลมูลค่าสูงและการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ในปี 2025 โดยธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ รายงานกำไรไตรมาส 4 ที่แข็งแกร่งในสัปดาห์นี้ ซึ่ง Goldman Sachs เปิดเผยว่าค่าธรรมเนียมวาณิชธนกิจเพิ่มขึ้น 25% จากแรงหนุนของกิจกรรมการทำดีล ขณะที่คู่แข่งอย่าง Morgan Stanley รายงานรายได้จากวาณิชธนกิจพุ่งขึ้นถึง 47% ส่วนซิตี้กรุ๊ปสามารถสร้างรายได้จากการให้คำปรึกษาด้านควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา
*** BlackRock ผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของโลก รายงานกำไรไตรมาส 4 พุ่งสูงเกินกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ หลังการปรับตัวขึ้นของตลาดการเงินช่วยหนุนรายได้ค่าธรรมเนียม และผลักดันมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราว 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยหุ้น BlackRock ปรับตัวขึ้นมากกว่า 4% ในวันเดียวกัน หลังบริษัทประกาศเพิ่มเงินปันผลรายไตรมาส 10% และขยายวงเงินโครงการซื้อหุ้นคืน สะท้อนความเชื่อมั่นต่อฐานะทางการเงินและแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว
*** กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานว่า จำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในระบบของรัฐ ลดลง 9,000 ราย มาอยู่ที่ระดับ 198,000 ราย หลังปรับฤดูกาล สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 ม.ค. ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ซึ่งสำรวจโดยรอยเตอร์สคาดการณ์ไว้ที่ 215,000 ราย โดยจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกปรับลดลงอย่างไม่คาดคิดในสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี การลดลงดังกล่าว มีแนวโน้มเป็นผลจากความยากลำบากในการปรับข้อมูลให้สะท้อนปัจจัยฤดูกาลในช่วงปลายปีและต้นปี มากกว่าจะสะท้อนการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของตลาดแรงงาน
*** การถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของนักลงทุนต่างชาติปรับเพิ่มขึ้นในเดือนพ.ย. สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยแรงซื้อจากนอร์เวย์ แคนาดา และซาอุดีอาระเบีย ช่วยชดเชยการลดลงของการถือครองจากจีนที่หดตัวต่อเนื่องอีกเดือน โดยข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯระบุว่า การถือครองพันธบัตรสหรัฐโดยรวมของต่างชาติเพิ่มขึ้น 112,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 9.36 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนทั้งยอดซื้อขายสุทธิและการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าตามราคา ขณะที่ดัชนีตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของบลูมเบิร์ก แสดงให้เห็นว่าตลาดปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันในเดือนพ.ย.
*** คริสตาลินา จอร์เจียวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า เศรษฐกิจโลกยังคงมีความยืดหยุ่นและเติบโตได้ดี แม้เผชิญแรงกระแทกจากความตึงเครียดด้านการค้า โดยคาดว่า IMF อาจปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกเล็กน้อยในการคาดการณ์ฉบับใหม่ที่จะเผยแพร่วันที่ 19 ม.ค.นี้
ก่อนหน้านี้ IMF ได้ปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2025 ขึ้นเป็น 3.2% และคงมุมมองปี 2026 ที่ 3.1% หลังผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ รุนแรงน้อยกว่าที่กังวลไว้ อย่างไรก็ตาม IMF มองว่าความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกยังคงเอนเอียงไปทางด้านลบ โดยเฉพาะจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว
รายงาน โดย สิริพงศ์ สิริชุมศรี เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ