โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ปักปากกา’ไม่ใช่ทางลัดหุ่นดี แพทย์ราชวิถีชี้ควรใช้ตามเกณฑ์น้ำหนัก หยุดยาเสี่ยงโยโย่

MATICHON ONLINE

อัพเดต 05 มี.ค. เวลา 09.09 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. เวลา 03.10 น.

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พญ.นวพร นภาทิวาอำนวย อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ เบาหวาน และโภชนบำบัด โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า ปัจจุบันมีการพัฒนายาสำหรับการลดน้ำหนัก ในรูปแบบปากกาฉีดลดน้ำหนักที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า Incretin-based therapy เช่น เซมากลูไทด์ และเทอร์เซพาไทด์ ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นยาลดน้ำหนักในหลายประเทศทั่วโลก เช่น แคนาดา อเมริกา บราซิล เม็กซิโก ชิลี อังกฤษ สวิตซ์เซอร์แลนด์ กลุ่มประเทศอียู ส่วนเอเชียจะมีญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน อินเดีย รวมถึงประเทศไทย เดิมทีพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ก่อนที่งานวิจัยจะพบว่าผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงมีการศึกษาต่อยอดและขึ้นทะเบียนเพื่อรักษาโรคอ้วนโดยเฉพาะ กลไกของยากลุ่มนี้ไม่ใช่การ “เร่งเผาผลาญ” อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นการเลียนแบบฮอร์โมนในลำไส้ ที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด พร้อมส่งสัญญาณไปยังสมองให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และทำให้อาหารค้างในกระเพาะนานขึ้น เมื่อความหิวลดลง ปริมาณอาหารที่รับประทานจึงลดลงตาม ส่งผลให้น้ำหนักตัวลดลงในที่สุด

พญ.นวพร กล่าวว่า น้ำหนักที่ลดลงไม่ได้มีเฉพาะไขมัน แต่รวมถึงมวลกล้ามเนื้อด้วย หากผู้ใช้ยาไม่รับประทานโปรตีนให้เพียงพอและไม่ออกกำลังกาย โดยเฉพาะการฝึกเวทเทรนนิ่ง มวลกล้ามเนื้อที่หายไปจะทำให้อัตราการเผาผลาญพื้นฐานลดลง และอาจทำให้น้ำหนักลดช้าลงในระยะต่อมา ในแง่ข้อบ่งใช้แนวทางสากลกำหนดว่า ผู้ที่ควรพิจารณาใช้ยาลดน้ำหนักคือผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป แม้ไม่มีโรคร่วม หรือผู้ที่มี BMI ตั้งแต่ 27 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป ร่วมกับโรคร่วมที่เกี่ยวเนื่องกับโรคอ้วน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เข่าเสื่อมจากน้ำหนักเกิน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น ที่มักสัมพันธ์กับอาการนอนกรนหรือไขมันเกาะตับ ซึ่งล้วนเป็นโรคที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับภาวะอ้วน ในบริบทประเทศไทย ชมรมโรคอ้วนแห่งประเทศไทยมีการปรับแนวทางให้สอดคล้องกับลักษณะทางกายภาพของคนเอเชีย ซึ่งมีแนวโน้มสะสมไขมันในร่างกายสูงกว่าชาวตะวันตกแม้รูปร่างเล็กกว่า แนวทางล่าสุดของผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอ้วนในประเทศเสนอให้พิจารณาที่ BMI 25 ร่วมกับโรคร่วม หรือ BMI 27 แม้ไม่มีโรคร่วม เพื่อให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของประชากรไทย

พญ.นวพร กล่าวว่า อีกประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือ ความคาดหวังต่อผลลัพธ์ การศึกษาทางคลินิกที่รายงานการลดน้ำหนักเฉลี่ยร้อยละ 15-20 ใช้ระยะเวลานานประมาณ 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี ไม่ใช่เพียง 1-2 เดือน ดังนั้น การฉีดยาระยะสั้นแล้วคาดหวังผลลัพธ์เทียบเท่างานวิจัยจึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ที่สำคัญ เมื่อหยุดยา น้ำหนักมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก หากพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายไม่เปลี่ยนแปลง บางรายอาจเกิดภาวะน้ำหนักดีดกลับหรือโยโย่เอฟเฟกต์ ทั้งนี้ โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรัง คล้ายความดันโลหิตสูงหรือเบาหวาน หากไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมได้ด้วยตนเอง อาจต้องพิจารณาการรักษาระยะยาว ในด้านค่าใช้จ่าย ยาลดน้ำหนักในโรงพยาบาลของรัฐยังไม่สามารถเบิกได้ทุกสิทธิ ผู้ใช้ส่วนใหญ่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด ขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 บางกลุ่มอาจเบิกได้ในบางสิทธิ แต่ขนาดยาที่ได้รับอาจแตกต่างจากสูตรที่ใช้เพื่อลดน้ำหนักโดยเฉพาะ

“การตัดสินใจใช้ยาไม่ควรตั้งอยู่บนรีวิวหรือประสบการณ์ส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ประเมินสุขภาพอย่างรอบด้าน และทำความเข้าใจทั้งประโยชน์ ความเสี่ยง และภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว เพราะท้ายที่สุดแล้ว ปากกาลดน้ำหนัก ไม่ใช่คำตอบมหัศจรรย์ เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือทางการแพทย์ ที่จะได้ผลอย่างปลอดภัยก็ต่อเมื่อใช้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และควบคู่กับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างจริงจัง” พญ.นวพร กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ปักปากกา’ไม่ใช่ทางลัดหุ่นดี แพทย์ราชวิถีชี้ควรใช้ตามเกณฑ์น้ำหนัก หยุดยาเสี่ยงโยโย่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...