งานแต่งนี้ใส่ซองเท่าไหร่ดี? เข้าใจ ‘การใส่ซอง’ ในมุมมองสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
เคยมีภาพฝันงานแต่งของตัวเองไหม แล้วในภาพนั้นงานเป็นแบบไหน?
สำหรับใครที่อยากแต่งงาน ก็คงมีภาพฝันงานแต่งของตัวเองอยู่บ้าง บางคนอยากจัดงานใหญ่โตอลังการ ประกาศให้โลกรู้ไปเลยว่าฉันไม่โสดอีกต่อไปแล้ว ขณะที่บางคนก็อยากจัดงานเล็กๆ เชิญเฉพาะคนสนิทมาร่วมแสดงความยินดี แต่ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งแบบไหน เคยมีกันสักแวบไหมที่เราเผลอคิดขึ้นมาว่า ถ้าจัดงานแต่งประมาณนี้ แขกที่มาร่วมงานควรจะใส่ซองให้เรากันเท่าไหร่
เพราะธรรมเนียมการใส่ซองมีอยู่แทบจะทุกงานแต่งที่ไป จึงชวนให้สงสัยไม่น้อย ว่าเบื้องหลังความคาดหวังในเรื่องซองของเหล่าคู่รักคืออะไร แล้วทำไมงานที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความรัก จึงมาพร้อมกับคาดหวังจะได้รับสินน้ำใจจากแขกที่มาร่วมงานด้วย
จากความยินดี สู่ความคาดหวัง
หลายคนคงพอทราบกันดีว่า การจะจัดงานแต่งสักงานต้องใช้งบประมาณมากขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นค่าสถานที่ ค่าออกแบบ ค่าอาหารสำหรับจัดเลี้ยง หรือกระทั่งค่าชุดบ่าวสาว เมื่อรวมๆ กันแล้ว ก็คงเล่นเอาเหล่าคู่รักจุกกันอยู่ไม่น้อย
เหล่าคู่รักก็อาจมองว่า เมื่อเลือกสถานที่หรูหรา จัดงานเลี้ยงแขกใหญ่โต ทุกคนกินกันอิ่มหนำสำราญ ก็เลยเกิดความคาดหวังเล็กๆ อยากให้แขกทั้งหลายตอบแทนเรากลับมาเป็นสินน้ำใจ ยิ่งหากได้คุ้มค่าใช้จ่ายที่เสียไปสักนิดก็ถือเป็นเรื่องดี
ชุดความคิดและความคาดหวังในลักษณะนี้ อาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเรื่องค่าใช้จ่ายของงานแต่งเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังสะท้อนวิธีคิดเกี่ยวกับ ‘การให้และการตอบแทน’ ที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมมนุษย์มาอย่างยาวนานด้วย
การให้และการตอบแทนคือส่วนหนึ่งของวิถีปฏิบัติทางสังคมตามแนวคิดทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาที่เรียกว่า การแลกเปลี่ยนสิ่งของ หรือ Reciprocity หมายถึง การที่ผู้ให้และผู้รับมีการมอบสิ่งของหรือความช่วยเหลือแก่กันในลักษณะที่พยายามรักษาความสมดุลระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม ความสมดุลนี้ไม่ได้หมายความว่าทั้ง 2 ฝ่ายต้องให้สิ่งเดียวกันเสมอไป แต่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ฐานะทางสังคม โอกาสและช่วงเวลา ตลอดจนความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างบุคคลด้วย
นักมานุษยวิทยายังชี้ให้เห็นว่า การแลกเปลี่ยนในลักษณะนี้มีบทบาทสำคัญต่อสังคม เพราะวิถีปฏิบัตินี้ไม่เพียงช่วยสร้างความสัมพันธ์และมิตรภาพระหว่างผู้คนเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกที่ช่วยรักษาระเบียบและความผูกพันภายในสังคมเอาไว้ด้วย
เหมือนกับเวลาจัดงานแต่งขึ้นมา เราในฐานะคนจัดก็อาจเกิดมุมมองว่ามองตัวเองเป็นผู้ให้ ให้พื้นที่ในการกินเลี้ยงสังสรรค์และพบปะเพื่อนฝูง ส่วนแขกก็ถูกมองในมุมของการเป็นผู้รับ พวกเขามาร่วมงานของเรา ได้เอนจอยไปกับงาน กินอาหารกันจนอิ่ม เพลิดเพลินไปกับงานแต่งที่เราจัดขึ้น เจ้าของงานก็คงคาดหวังว่า การให้จะต้องได้รับการตอบแทนอย่างสมดุล
ความสมดุลในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่า บรรดาแขกเหรื่อผู้มาร่วมงานจะต้องกลับไปจัดงานแต่งหรืองานเลี้ยงที่มีระดับความยิ่งใหญ่เท่ากันเป็นการตอบแทน แต่เป็นการตอบแทนด้วยสิ่งอื่นที่มีคุณค่าทัดเทียมกับสิ่งที่ได้รับไป ซึ่งในที่นี้ก็คือ ‘เงิน’ นั่นเอง
หากจะอธิบายเรื่องความสมดุลในการแลกเปลี่ยนสิ่งของให้ชัดเจนและเห็นภาพมากขึ้น อาจลองนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง เราในฐานะลูกน้องนั่งทำงานงกๆ ให้เจ้านาย เพื่อนำไปสร้างรายได้ให้แก่บริษัท สิ่งที่เราคาดหวังกลับมา ไม่ใช่การที่เจ้านายจะต้องมานั่งทำงานหลังแข็งเหมือนเรา แต่เป็นการจ่ายค่าจ้างให้เหมาะสมกับงานที่เราทำให้ไปมากกว่า ซึ่งเป็นไปตามปัจจัยเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ต่างกันของทั้ง 2 ฝ่าย ตามที่กล่าวไปก่อนหน้า
ทั้งนี้ วิถีปฏิบัติในลักษณะที่ว่า ฉันให้คุณ คุณก็ต้องให้ฉันกลับ ไม่ได้เป็นแนวคิดสมัยใหม่แต่อย่างใด เพราะเป็นธรรมเนียมที่มนุษย์ปฏิบัติกันมานับร้อยนับพันปี ย้อนกลับไปในยุคที่มนุษย์ยังใช้ชีวิตอยู่ในสังคมชนเผ่า การแลกเปลี่ยนสิ่งของไม่ได้ตั้งอยู่บนเงื่อนไขทางเศรษฐกิจเหมือนในปัจจุบัน หากแต่เป็นเรื่องของศีลธรรมและวัฒนธรรมที่ผู้คนยึดถือร่วมกัน
อีมิล เดอร์ไคม์ (Émile Durkheim) นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส อธิบายว่า ในสังคมชนเผ่า ผู้คนแต่ละคนมักมีผลผลิตของตนเอง แต่ไม่สามารถผลิตทุกสิ่งได้ครบถ้วนด้วยตัวคนเดียว จึงเกิดการแลกเปลี่ยนสิ่งของระหว่างกัน เพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดไป กระบวนการเช่นนี้ค่อยๆ กลายเป็นหลักปฏิบัติทางสังคมที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน และถูกส่งต่อมาผ่านกาลเวลา โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบตามรูปแบบหรือบริบททางสังคมในแต่ละพื้นที่
ธรรมเนียมการใส่ซองหรือการให้อะไรบางอย่างแก่บ่าวสาว ก็ไม่ได้มีเฉพาะบ้านเราในพื้นที่อื่นๆ ในโลก ก็มีหลักปฏิบัติในลักษณะนี้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น สังคมตะวันตก ก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘Wedding Registry หรือ ของขวัญงานแต่ง’ โดยคู่รักที่กำลังจะแต่งงานจะทำการลิสต์รายการสิ่งของที่พวกเขาอยากได้หรือจำเป็นต้องใช้ภายหลังการสมรสแก่แขกเหรื่อที่จะมาร่วมงาน เพื่อให้พวกเขาจัดหามามอบให้ในวันแต่งงาน
ทั้งการใส่ซองของบ้านเราหรือธรรมเนียมของขวัญงานแต่ง ต่างก็สะท้อนให้เห็นถึงร่องรอยของระบบการแลกเปลี่ยนสิ่งของที่ยังคงแฝงอยู่ในวัฒนธรรมและความคิดมนุษย์ เพียงแต่มันแปรเปลี่ยนจากการแลกเปลี่ยนบนพื้นฐานของสังคมชนเผ่า มาเป็นการแลกเปลี่ยนผ่านเงื่อนไขต่างๆ ของมนุษย์ที่มีความซับซ้อนขึ้นเท่านั้นเอง
บางครั้งการให้ ก็ไม่ควรถูกคาดหวัง
บ่อยครั้งที่เวลาเราเอาความคาดหวังของตัวเองไปผูกโยงไว้กับคนอื่น แล้วผลที่ตามมาก็มักเป็นความผิดหวัง นั่นก็เพราะเรากำลังไปคาดหวังในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ในความเป็นจริงเราไม่สามารถบังคับให้ใครคิดและทำตามในสิ่งที่เราต้องการได้ ดังนั้น คงเป็นเรื่องที่ดีกว่า ถ้าเวลาเราให้อะไรกับใครสักคน แล้วไม่คาดหวังสิ่งตอบแทนจากอีกฝ่าย เพราะบางครั้งคุณค่าของการให้ ก็อาจไม่ได้อยู่ที่สิ่งของที่อีกฝ่ายให้เรามา หากแต่เป็นความตั้งใจที่ให้มาพร้อมกับของเหล่านั้นต่างหาก
สำหรับหลายคนที่มีความตั้งใจจะจัดงานแต่งงาน อาจลองปรับมุมมองความคิดกันก่อนที่จะรู้สึกผิดหวังกับซองงานแต่ง โดยเริ่มจากการมองว่างานแต่งคือพิธีเฉลิมฉลองความรักระหว่างเรากับคนรัก มากกว่าจะเป็นการจัดงานขึ้นเพื่อให้ผู้อื่นมาร่วมงาน
เมื่อเรากลับมายึดโยงคุณค่าและความสำคัญที่แท้จริงของงานแต่งงานแล้ว ก็อาจช่วยให้เราปรับมุมมองต่อการให้ซองงานแต่งได้เช่นกัน เพราะเงินที่พวกเขามอบให้ ไม่ใช่ ‘ภาษีสังคม’ ที่บังคับให้ทุกคนต้องจ่าย สำหรับเป็นเงื่อนไขให้ข้ามาร่วมงาน หากแต่เป็นของขวัญที่เหล่าแขกเหรื่อตั้งใจใช้เป็นตัวแทนความยินดีที่จะมอบให้แก่เรา
และพอเรามองซองเหล่านั้นเป็นของขวัญการแต่งงาน เราก็จะเลิกคาดหวังไปเองว่า พวกเขาต้องจ่ายกันเท่าไหร่ถึงจะคุ้มกับสิ่งที่เรามอบให้
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการจัดงานแต่ง คือการที่เจ้าภาพต้องประเมินและรู้ถึงพละกำลังของตัวเอง ไม่ผิดเลยถ้าจะจัดงานให้โออ่าหรูหรา หรือจะชวนแขกมาเป็นร้อยคน เพียงแต่ตัวเราก็ต้องสามารถจ่ายตรงนั้นได้ อย่างไม่ต้องมานั่งรอเงินใส่ซองด้วย
ท้ายสุดแล้ว ซองงานแต่งอาจไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกคาดหวัง หากแต่เป็นเพียงของขวัญเล็กๆ ที่ใครบางคนอยากมอบให้ เพื่อร่วมยินดีกับความรักของเราเท่านั้นเอง
อ้างอิงจาก
anthropology-concepts.sac.or.th
Graphic Designer: Phitsacha Thanawanichnam
Editorial Staff: Runchana Siripraphasuk