รายงาน CFNT ชี้ไทยต้องดึงดูดเงินทุน 700,000 ล้านบาท/ปี หากต้องการบรรลุ Net Zero ตามแผน NDC 3.0
- รายงานฉบับใหม่ของ CFNT พบว่า ประเทศไทยต้องการเงินลงทุนอย่างน้อย 22.4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (หรือประมาณ 700,000 ล้านบาทต่อปี) ภายในปี 2035 เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
ตามที่ระบุไว้ในเอกสาร NDC 3.0 - แผน NDC 3.0 ของประเทศไทยยังมีช่องว่างในการดำเนินงานสำคัญหลายประการ อาทิ ขาดแผนการดำเนินงาน
และการดึงดูดเงินทุนที่ชัดเจน มีเพียงรายการเทคโนโลยีที่เมื่อพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบอาจไม่สะท้อนความคุ้มค่า
ในการลงทุนจริง ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยไม่สามารถดึงดูดการลงทุนที่จำเป็นเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อย
ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ - CFNT เสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขแผน NDC 3.0 ทั้งหมด 3 ประการ ได้แก่ การเปิดเผยข้อมูลการลงทุน
อย่างโปร่งใสและเพิ่มรายละเอียดของแหล่งเงินทุน การกระตุ้นเงินลงทุนจากภาครัฐเพื่อลดความเสี่ยง
และเชื่อมช่องว่างเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ และการใช้ประโยชน์จากกลไกเงินลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศแบบพหุภาคี
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 — เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน (Climate Finance Network Thailand: CFNT) สถาบันวิจัยเพื่อรับมือภาวะโลกรวน เปิดตัวรายงานฉบับใหม่ “Financing NDC 3.0: Challenges and Opportunities Toward Net Zero 2050” เปิดเผยความท้าทายทางด้านโครงสร้างการเงินและกลไกการลงทุนที่อาจ
ส่งผลให้ประเทศไทยไม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ตามที่ระบุไว้ในเอกสาร NDC 3.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รายงานของ CFNT ได้เปรียบเทียบเงินทุนที่ประเทศไทยใช้การลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างปี 2018-เดือนพฤษภาคม ปี 2025 โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Climate Finance Trackerโดย CFNT กับรายงาน Thailand’s Climate Finance Landscape: Bridging the Gap to Net Zero โดยธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (Asia Development Bank: ADB) พบว่า ประเทศไทยต้องการเงินลงทุนอย่างน้อย 224.05 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 70 ล้านล้านบาท) หรือ 22.4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 700,000 ล้านบาทต่อปี) ภายในปี 2035 เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ อย่างไรก็ดี แผน NDC 3.0 กลับยังไม่มีการระบุแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนในการดึงดูดเงินทุนจำนวนดังกล่าว
นอกจากนี้ รายงานของ CFNT ยังพบว่า ไทยยังคงทุ่มเงินลงทุนในการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นหลัก ละเลยการลงทุน
ในการปรับตัวรับมือกับภาวะโลกรวน และยังขาดแผนการดำเนินการที่ระบุขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน อาทิ
เอกสาร NDC 3.0 ระบุเพียงรายการเทคโนโลยีที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ มิได้ระบุเป็นรายโครงการ จึงไม่สามารถ
ประเมินความคุ้มค่าในต้นทุนการลดมลพิษและการปล่อยคาร์บอนได้อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในภาคพลังงานและภาคขนส่ง นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเรื่องการตั้งเป้าหมายการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และป่าไม้ (Land Use, Land-Use Change, and Forestry: LULUCF) เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่สวนทางกับอัตราการลดลงของป่าไม้
อย่างต่อเนื่องระหว่างปี 2015-2025
“ความท้าทายในแผน NDC3.0 คือ ขาดความโปร่งใส ขาดความชัดเจน และยังคงมุ่งเน้นเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นหลัก สังเกตได้ว่า เอกสารมีเพียงรายการเทคโนโลยีและจำนวนเงินลงทุนที่ต้องการ แต่ขาดแผนการดำเนินงานจริง และไม่ระบุเงินลงทุนที่ต้องการในการรับมือกับภาวะโลกรวน” นางสาวธนิดา ลอเสรีวานิช หัวหน้านักวิจัยเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน และหนึ่งในผู้จัดทำรายงานกล่าว
หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ภายในปี 2050 CFNT มีข้อเสนอทั้งหมด 3 ประการ
ประการที่หนึ่ง การเปิดเผยข้อมูลการลงทุนอย่างโปร่งใสและเพิ่มรายละเอียดของแหล่งเงินทุน เพื่อทำให้แผน NDC 3.0 มีความชัดเจนในเชิงปฏิบัติ ภาครัฐควรเริ่มต้นจากการจัดทำฐานข้อมูลเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อนำเสนอ
สถานะการได้รับเงินทุนของประเทศ โดยการติดตามสถานะเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศจะทำให้สามารถระบุช่องว่าง
ในการจัดสรรเงินทุนได้ โดยรัฐอาจพิจารณานำเครื่องมือ Climate Finance Tracker ปี 2025 ของ CFNT มาใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนกับมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ก่อนต่อยอดสู่การจัดทำแผนปฏิบัติการอย่างละเอียดเพื่อสะท้อนความต้องการที่แท้จริงและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน
ประการที่สอง การเพิ่มเงินลงทุนจากภาครัฐเพื่อเชื่อมช่องว่างเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ ภาครัฐควรวางบทบาทตัวเองในฐานะ “กลไกลดความเสี่ยง” (de-risking mechanism) ให้กับภาคเอกชน และนำนวัตกรรมการเงินใหม่ๆ อาทิ การเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance) ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนมาปรับใช้ เพื่อลดความเสี่ยงในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงเร่งประกาศใช้ พ.ร.บ. ความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ พ.ศ… เพื่อระดมเงินทุนเข้าสู่กองทุนสภาพภูมิอากาศและนำไปใช้ลงทุนในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยหากเป็นไปได้ รัฐควรจัดสรรเงินทุนโดยคำนึงถึงผู้ประกอบการรายย่อยและประชากรกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก
ประการที่สาม การใช้ประโยชน์จากกลไกเงินลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศแบบพหุภาคี เอกสาร NDC 3.0 ระบุว่าประเทศไทย
จำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุนต่างชาติเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ดังนั้น นอกจากกองทุน
ระดับนานาชาติ เช่น กองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF) กองทุนเพื่อการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Investment Fund: CIF) ที่ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกและใช้ประโยชน์บ้างแล้ว ประเทศไทยสามารถพิจารณา
ใช้ประโยชน์จากเงินทุนระหว่างประเทศให้มากขึ้น อาทิ กลไกอย่างความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม
(Just Energy Transition Partnership: JETP) และกองทุน Tropical Forest Forever Facility (TFFF) เพื่อเร่งให้เกิดการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050
“ความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ข้อมูลเงินทุนที่ต้องการ หรือรายละเอียดโครงการที่รัฐบาลต้องการลงทุน นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของภาครัฐและการมองหาพันธมิตรก็ยังเป็นกลไกที่ช่วยแบ่งรับความเสี่ยงในการลงทุน ซึ่งจะช่วยให้ประเทศสามารถบรรลุเป้าหมายใน NDC3.0 ได้ในที่สุด” นางสาวธนิดากล่าว
สำหรับเอกสาร ‘Financing NDC 3.0: Challenges and Opportunities Toward Net Zero 2050 ’ ดูที่: https://climatefinancethai.com/financing-ndc-3-0-challenges-and-opportunities-toward-net-zero-2050/