โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รายงาน CFNT ชี้ไทยต้องดึงดูดเงินทุน 700,000 ล้านบาท/ปี หากต้องการบรรลุ Net Zero ตามแผน NDC 3.0

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 13 ก.พ. เวลา 11.03 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. เวลา 21.11 น.
ที่มาภาพ : https://www.egat.co.th/home/en/fuel/
  • รายงานฉบับใหม่ของ CFNT พบว่า ประเทศไทยต้องการเงินลงทุนอย่างน้อย 22.4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (หรือประมาณ 700,000 ล้านบาทต่อปี) ภายในปี 2035 เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
    ตามที่ระบุไว้ในเอกสาร NDC 3.0
  • แผน NDC 3.0 ของประเทศไทยยังมีช่องว่างในการดำเนินงานสำคัญหลายประการ อาทิ ขาดแผนการดำเนินงาน
    และการดึงดูดเงินทุนที่ชัดเจน มีเพียงรายการเทคโนโลยีที่เมื่อพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบอาจไม่สะท้อนความคุ้มค่า
    ในการลงทุนจริง ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยไม่สามารถดึงดูดการลงทุนที่จำเป็นเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อย
    ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • CFNT เสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขแผน NDC 3.0 ทั้งหมด 3 ประการ ได้แก่ การเปิดเผยข้อมูลการลงทุน
    อย่างโปร่งใสและเพิ่มรายละเอียดของแหล่งเงินทุน การกระตุ้นเงินลงทุนจากภาครัฐเพื่อลดความเสี่ยง
    และเชื่อมช่องว่างเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ และการใช้ประโยชน์จากกลไกเงินลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศแบบพหุภาคี

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 — เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน (Climate Finance Network Thailand: CFNT) สถาบันวิจัยเพื่อรับมือภาวะโลกรวน เปิดตัวรายงานฉบับใหม่ “Financing NDC 3.0: Challenges and Opportunities Toward Net Zero 2050” เปิดเผยความท้าทายทางด้านโครงสร้างการเงินและกลไกการลงทุนที่อาจ
ส่งผลให้ประเทศไทยไม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ตามที่ระบุไว้ในเอกสาร NDC 3.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รายงานของ CFNT ได้เปรียบเทียบเงินทุนที่ประเทศไทยใช้การลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างปี 2018-เดือนพฤษภาคม ปี 2025 โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Climate Finance Trackerโดย CFNT กับรายงาน Thailand’s Climate Finance Landscape: Bridging the Gap to Net Zero โดยธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (Asia Development Bank: ADB) พบว่า ประเทศไทยต้องการเงินลงทุนอย่างน้อย 224.05 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 70 ล้านล้านบาท) หรือ 22.4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 700,000 ล้านบาทต่อปี) ภายในปี 2035 เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ อย่างไรก็ดี แผน NDC 3.0 กลับยังไม่มีการระบุแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนในการดึงดูดเงินทุนจำนวนดังกล่าว

นอกจากนี้ รายงานของ CFNT ยังพบว่า ไทยยังคงทุ่มเงินลงทุนในการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นหลัก ละเลยการลงทุน
ในการปรับตัวรับมือกับภาวะโลกรวน และยังขาดแผนการดำเนินการที่ระบุขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน อาทิ
เอกสาร NDC 3.0 ระบุเพียงรายการเทคโนโลยีที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ มิได้ระบุเป็นรายโครงการ จึงไม่สามารถ
ประเมินความคุ้มค่าในต้นทุนการลดมลพิษและการปล่อยคาร์บอนได้อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในภาคพลังงานและภาคขนส่ง นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเรื่องการตั้งเป้าหมายการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และป่าไม้ (Land Use, Land-Use Change, and Forestry: LULUCF) เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่สวนทางกับอัตราการลดลงของป่าไม้
อย่างต่อเนื่องระหว่างปี 2015-2025

“ความท้าทายในแผน NDC3.0 คือ ขาดความโปร่งใส ขาดความชัดเจน และยังคงมุ่งเน้นเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นหลัก สังเกตได้ว่า เอกสารมีเพียงรายการเทคโนโลยีและจำนวนเงินลงทุนที่ต้องการ แต่ขาดแผนการดำเนินงานจริง และไม่ระบุเงินลงทุนที่ต้องการในการรับมือกับภาวะโลกรวน” นางสาวธนิดา ลอเสรีวานิช หัวหน้านักวิจัยเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน และหนึ่งในผู้จัดทำรายงานกล่าว

หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ภายในปี 2050 CFNT มีข้อเสนอทั้งหมด 3 ประการ

ประการที่หนึ่ง การเปิดเผยข้อมูลการลงทุนอย่างโปร่งใสและเพิ่มรายละเอียดของแหล่งเงินทุน เพื่อทำให้แผน NDC 3.0 มีความชัดเจนในเชิงปฏิบัติ ภาครัฐควรเริ่มต้นจากการจัดทำฐานข้อมูลเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อนำเสนอ
สถานะการได้รับเงินทุนของประเทศ โดยการติดตามสถานะเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศจะทำให้สามารถระบุช่องว่าง
ในการจัดสรรเงินทุนได้ โดยรัฐอาจพิจารณานำเครื่องมือ Climate Finance Tracker ปี 2025 ของ CFNT มาใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนกับมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ก่อนต่อยอดสู่การจัดทำแผนปฏิบัติการอย่างละเอียดเพื่อสะท้อนความต้องการที่แท้จริงและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

ประการที่สอง การเพิ่มเงินลงทุนจากภาครัฐเพื่อเชื่อมช่องว่างเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ ภาครัฐควรวางบทบาทตัวเองในฐานะ “กลไกลดความเสี่ยง” (de-risking mechanism) ให้กับภาคเอกชน และนำนวัตกรรมการเงินใหม่ๆ อาทิ การเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance) ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนมาปรับใช้ เพื่อลดความเสี่ยงในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงเร่งประกาศใช้ พ.ร.บ. ความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ พ.ศ… เพื่อระดมเงินทุนเข้าสู่กองทุนสภาพภูมิอากาศและนำไปใช้ลงทุนในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยหากเป็นไปได้ รัฐควรจัดสรรเงินทุนโดยคำนึงถึงผู้ประกอบการรายย่อยและประชากรกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก

ประการที่สาม การใช้ประโยชน์จากกลไกเงินลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศแบบพหุภาคี เอกสาร NDC 3.0 ระบุว่าประเทศไทย
จำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุนต่างชาติเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ดังนั้น นอกจากกองทุน
ระดับนานาชาติ เช่น กองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF) กองทุนเพื่อการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Investment Fund: CIF) ที่ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกและใช้ประโยชน์บ้างแล้ว ประเทศไทยสามารถพิจารณา
ใช้ประโยชน์จากเงินทุนระหว่างประเทศให้มากขึ้น อาทิ กลไกอย่างความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม
(Just Energy Transition Partnership: JETP) และกองทุน Tropical Forest Forever Facility (TFFF) เพื่อเร่งให้เกิดการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050

“ความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ข้อมูลเงินทุนที่ต้องการ หรือรายละเอียดโครงการที่รัฐบาลต้องการลงทุน นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของภาครัฐและการมองหาพันธมิตรก็ยังเป็นกลไกที่ช่วยแบ่งรับความเสี่ยงในการลงทุน ซึ่งจะช่วยให้ประเทศสามารถบรรลุเป้าหมายใน NDC3.0 ได้ในที่สุด” นางสาวธนิดากล่าว

สำหรับเอกสาร ‘Financing NDC 3.0: Challenges and Opportunities Toward Net Zero 2050 ’ ดูที่: https://climatefinancethai.com/financing-ndc-3-0-challenges-and-opportunities-toward-net-zero-2050/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...