โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำความรู้จักน้ำมันมะกอก เลือกใช้ให้ถูกชนิด เพื่อสุขภาพและรสชาติที่ดีที่สุด

The Better

อัพเดต 24 ก.พ. เวลา 07.29 น. • เผยแพร่ 24 ก.พ. เวลา 07.12 น. • THE BETTER
บทความ นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม

น้ำมันมะกอก (Olive Oil) ถือเป็นวัตถุดิบสำคัญในครัวเรือนที่ขึ้นชื่อเรื่องประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ด้วยความหลากหลายของชนิดบนชั้นวางสินค้า อาจทำให้เกิดความสับสนในการเลือกใช้งาน บทความนี้จะช่วยแยกแยะคุณสมบัติของน้ำมันมะกอกแต่ละประเภท เพื่อให้สามารถเลือกใช้ได้เหมาะสมกับเมนูอาหารและวิธีการปรุง

1. Extra Virgin Olive Oil (EVOO): คุณภาพสูงสุดจากการสกัดเย็น

น้ำมันมะกอกชนิดนี้ได้จากการบีบผลมะกอกสดโดยไม่ผ่านความร้อนหรือสารเคมี (Cold Pressed) ทำให้คงคุณค่าทางสารอาหารไว้ได้มากที่สุด

• จุดเด่น: มีกลิ่นหอมเข้มข้น รสสัมผัสชัดเจน อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว

• การใช้งาน: เหมาะสำหรับการบริโภคสด เช่น ราดบนสลัด ทำน้ำสลัด (Dressing) ทานคู่กับขนมปัง หรือราดปิดท้ายบนอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วเพื่อเพิ่มความหอม

• ข้อควรระวัง: มีจุดเกิดควันต่ำ ไม่ควรนำไปผ่านความร้อนสูงเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้สารอาหารสลายตัวและรสชาติเปลี่ยนไป

2. Virgin Olive Oil: ทางเลือกที่นุ่มนวลขึ้น

ผลิตด้วยกระบวนการทางธรรมชาติคล้ายกับชนิด Extra Virgin แต่ใช้ผลมะกอกที่มีคุณภาพรองลงมา

• จุดเด่น: มีรสชาติและกลิ่นที่เบาบางกว่า มีความเป็นกรดสูงกว่าชนิดแรกเล็กน้อย

• การใช้งาน: เหมาะสำหรับการปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนต่ำถึงปานกลาง เช่น การผัด (Sautéing) หรือใช้ในการหมักเนื้อสัตว์

3. Olive Oil (Pure / Classic): มาตรฐานสำหรับการผัด

มักเกิดจากการผสมระหว่างน้ำมันมะกอกสกัดเย็นกับน้ำมันที่ผ่านกรรมวิธี (Refined) เพื่อเพิ่มความเสถียรเมื่อโดนความร้อน

• จุดเด่น: รสชาติเป็นกลาง กลิ่นไม่แรงเกินไป และทนความร้อนได้ดีกว่ากลุ่มสกัดเย็น

• การใช้งาน: เป็นน้ำมันอเนกประสงค์ที่เหมาะสำหรับการทำอาหารในชีวิตประจำวัน ทั้งการผัด การทอดทั่วไป หรือใช้เป็นส่วนผสมในการอบขนมแทนเนย

4. Extra Light Olive Oil: สำหรับการทอดและไฟแรง

คำว่า "Light" หมายถึงสีและกลิ่นที่เบาบางจากการผ่านกระบวนการกลั่นกรองหลายขั้นตอน ไม่ใช่ปริมาณแคลอรี่ที่น้อยลง

• จุดเด่น: มีจุดเกิดควันสูงที่สุด (ประมาณ 230°C - 240°C) ไม่มีกลิ่นมะกอกรบกวนรสชาติหลักของอาหาร

• การใช้งาน: เหมาะสำหรับการทอดน้ำมันท่วม (Deep Fry) การย่าง หรือเมนูที่ต้องใช้ไฟแรงจัด เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนจากน้ำมันพืชทั่วไปมาเป็นน้ำมันที่มีสัดส่วนไขมันดีสูงกว่า

หากเปรียบเทียบระหว่าง น้ำมันรำข้าว (Rice Bran Oil) และ น้ำมันมะกอกชนิด Extra Light สำหรับการทอดอาหาร (Frying)

สามารถพิจารณาแยกตามหัวข้อสำคัญได้ดังนี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกใช้ให้เหมาะกับสไตล์การทำอาหาร

1. จุดเกิดควัน (Smoke Point)

* น้ำมันรำข้าว: มีจุดเกิดควันที่สูงมาก ประมาณ 232°C - 250°C

* น้ำมันมะกอก Extra Light: มีจุดเกิดควันสูงใกล้เคียงกันที่ประมาณ 230°C - 242°C

> สรุป: ทั้งคู่ทนความร้อนสูงได้ดีมาก เหมาะสำหรับการทอดแบบน้ำมันท่วม (Deep Fry) และการผัดที่ใช้ไฟแรงโดยไม่เกิดสารก่อมะเร็งได้ง่าย
2. สัดส่วนไขมันและคุณค่าทางโภชนาการ

* น้ำมันมะกอก Extra Light: มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (MUFA) สูงมาก (ประมาณ 70-80%) ซึ่งเป็นไขมันที่ดีต่อหัวใจและมีความเสถียรต่อความร้อนสูงกว่า

* น้ำมันรำข้าว: มีส่วนผสมของทั้งไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (MUFA) และหลายตำแหน่ง (PUFA) แต่มีสารพิเศษคือ แกมมา-ออริซานอล (Gamma Oryzanol) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเฉพาะตัวที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลและทนความร้อนได้ดี

> สรุป: ในแง่ความเสถียรของไขมันเมื่อโดนความร้อน น้ำมันมะกอกได้เปรียบเล็กน้อย แต่ในแง่สารต้านอนุมูลอิสระที่ทนความร้อน น้ำมันรำข้าวมีจุดเด่นที่น่าสนใจกว่า
3. รสชาติและสัมผัสอาหาร

* น้ำมันรำข้าว: รสชาติเป็นกลางอย่างมาก แทบไม่มีกลิ่นเลย ทำให้รสชาติเดิมของอาหารเด่นชัด และมีคุณสมบัติที่ทำให้อาหารไม่อมน้ำมันมากนัก

* น้ำมันมะกอก Extra Light: รสชาติเบาบางและเป็นกลางเช่นกัน แต่อาจมีความหนืดหรือความรู้สึกของน้ำมันที่ต่างจากน้ำมันรำข้าวเล็กน้อยเวลาทาน

> สรุป: ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกัน แต่หลายคนรู้สึกว่าน้ำมันรำข้าวทำให้ของทอดกรอบและแห้งได้ดีกว่า
4. ความคุ้มค่า (Price & Availability)

* น้ำมันรำข้าว: ราคาเข้าถึงง่ายกว่า หาซื้อได้ทั่วไปในปริมาณมาก เหมาะกับการทอดที่ต้องใช้น้ำมันเยอะๆ

* น้ำมันมะกอก Extra Light: ราคาสูงกว่าน้ำมันรำข้าวประมาณ 2-3 เท่าตัว

> สรุป: หากต้องทอดอาหารปริมาณมากเป็นประจำ น้ำมันรำข้าวชนะขาดในแง่ความคุ้มค่า

บทสรุป: อันไหนดีกว่ากัน?

* เลือกน้ำมันมะกอก Extra Light: หากเน้นการดูแลสุขภาพหัวใจผ่านกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (MUFA) ที่สูงเป็นพิเศษ และไม่เกี่ยงเรื่องงบประมาณ

* เลือกน้ำมันรำข้าว: หากต้องการน้ำมันทอดที่คุณภาพสูงในราคาที่สมเหตุสมผล หาซื้อสะดวก และได้ประโยชน์จากสารแกมมา-ออริซานอล
สำหรับการใช้งานในครัวเรือนทั่วไป น้ำมันรำข้าว มักเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมมากกว่าสำหรับการทอด เนื่องจากคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกันในราคาที่ประหยัดกว่ามาก

Korn Pongjitdham, M.D.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...