ทำไม “ราคาน้ำมัน” จึงส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่าที่คิด?
สงครามตะวันออกกลางกำลังทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกผันผวนอย่างหนัก หลังการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก นักวิเคราะห์เตือนวิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นช็อกอุปทานพลังงานครั้งใหญ่
วันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 04.18 น. สำนักข่าว BBC รายงานว่าผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านกำลังเริ่มส่งแรงสะเทือนไปทั่วโลก ไม่ว่าผู้คนจะอยู่ที่ใดก็ตาม ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้การส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียหยุดชะงัก ขณะที่ผู้ผลิตบางประเทศเริ่มลดกำลังการผลิต ส่งผลให้เกิดภาวะช็อกด้านอุปทาน (Supply Shock) และดันราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วใกล้ระดับ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการเงิน เพิ่มต้นทุนเชื้อเพลิง และจุดกระแสความกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
สงครามครั้งนี้ยังเป็นเครื่องเตือนอีกครั้งว่า โลกยังคงพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางอย่างมาก คล้ายกับวิกฤตน้ำมันในช่วงทศวรรษ 1950 และ 1970 อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าผลกระทบครั้งนี้อาจรุนแรงยิ่งกว่า เนื่องจากประมาณ 20% ของน้ำมันดิบโลกต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งการสู้รบทำให้การเดินเรือในพื้นที่แทบหยุดชะงัก ขณะเดียวกันผู้ผลิตน้ำมันนอกภูมิภาค เช่น สหรัฐ บราซิล และนอร์เวย์ ก็มีศักยภาพจำกัดในการเพิ่มกำลังผลิตเพื่อทดแทน
แม้ว่าจะมีท่อส่งน้ำมันบางส่วนที่สามารถใช้เป็นเส้นทางทางเลือกได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ทำให้หลายประเทศในภูมิภาคต้องลดกำลังการผลิตลง รายงานของ Reuters ระบุว่า อิรักลดการผลิตน้ำมันมากกว่า 60% ขณะที่คูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็เริ่มปรับลดการผลิตเช่นกัน นอกจากนี้ แรงกดดันด้านพลังงานไม่ได้จำกัดเฉพาะน้ำมันเท่านั้น โดยประมาณ 20% ของก๊าซธรรมชาติโลกก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน หลังบริษัทพลังงานของรัฐในกาตาร์หยุดการผลิตชั่วคราวจากการโจมตีทางทหาร
นักวิเคราะห์ของ JP Morgan เตือนว่า หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไป อาจเกิดภาวะขาดแคลนพลังงานอย่างชัดเจนในเอเชียและยุโรปภายในหนึ่งสัปดาห์ โดยผลที่เห็นได้ทันทีคือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ราคาน้ำมัน Brent และ WTI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่สงครามเริ่มต้น และเคยแตะเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะปรับลดลงมาอยู่ต่ำกว่า 85 ดอลลาร์ ขณะเดียวกันราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปและสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า
แม้แต่ในสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยราคาน้ำมันเบนซินแตะ 3.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอน จากประมาณ 2.90 ดอลลาร์เมื่อหนึ่งเดือนก่อน Goldman Sachs ประเมินว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลดลงราว 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์
หากสงครามยืดเยื้อ นักวิเคราะห์เตือนว่าราคาน้ำมันอาจทะลุระดับสูงสุดในปี 2565 หลังรัสเซียบุกยูเครน และมีความเป็นไปได้ที่จะพุ่งถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะบีบให้ครัวเรือนและธุรกิจลดการใช้จ่าย ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว
ผลกระทบของวิกฤตพลังงานยังลุกลามไปสู่ภาคธุรกิจอื่น ๆ นักวิเคราะห์เริ่มจับตาว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจกระทบต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการผลิตรถยนต์ สมาร์ตโฟน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะไต้หวัน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตชิปของโลกและต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างมาก ในสหรัฐยังมีความกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยีที่กำลังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
นอกจากนี้ ตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งผลิตสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ เช่น อะลูมิเนียม กำมะถันที่ใช้ในกระบวนการถลุงโลหะ และวัตถุดิบสำหรับปุ๋ย เช่น ยูเรีย การปรับขึ้นของราคาสินค้าเหล่านี้อาจส่งผลต่อราคาสินค้าอาหารและสินค้าอุตสาหกรรมทั่วโลก
ในสหรัฐ เกษตรกรเริ่มได้รับผลกระทบแล้วจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกษตรกรรายหนึ่งในรัฐเซาท์แคโรไลนาระบุว่า ราคาปุ๋ยอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อเอเคอร์ ซึ่งอาจทำให้การเพาะปลูกในปีนี้แทบไม่เหลือกำไร
นักวิเคราะห์มองว่าเอเชียและยุโรปมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมากที่สุด เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก สะท้อนผ่านการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่นที่ลดลงประมาณ 10% เกาหลีใต้ลดลงประมาณ 15% และดัชนี DAX ของเยอรมนีลดลงมากกว่า 7% ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบน้อยกว่า โดยดัชนี S&P 500 ลดลงเพียง 1.2%
อย่างไรก็ตาม หากราคาพลังงานที่สูงขึ้นเริ่มกระทบค่าครองชีพของประชาชน ก็อาจกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งสภาคองเกรสในเดือนพฤศจิกายน แม้ว่าสหรัฐอาจประกาศยุติสงครามในอนาคต แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจยังคงทำให้ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง
อ้างอิง : bbc.com