เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะยังคงแกว่งตัว Sideways to Sideways Up โดยมีแนวต้านหลักที่ 1,500-1,506 จุด ซึ่งต้องติดตามทิศทางกระแสเงินทุนที่ระดับดังกล่าวว่าจะเริ่มชะลอตัวหรือไม่หลัง YTD ไหลเข้าไทย US$5.7 หมื่นล้าน รวมถึงใกล้ถึงกำหนด MSCI Rebalance ซึ่งจะมีผลราคาปิดวันที่ 27 ก.พ. กลุ่มพลังงานคาดยังหนุนตลาดต่อเนื่องตามราคาน้ำมันที่ยังปรับขึ้น หลังทรัมป์กำหนดเส้นตายว่าจะโจมตีอิหร่านหรือไม่ภายใน 10 วัน
ภาพรวมความกังวลเรื่อง AI Disruption ยังคงอยู่ ซึ่งคาดยังหนุนเม็ดเงินทยอยหมุนเข้าหาฝั่ง Value Play ปัจจัยที่ต้องติดตามคืนนี้คือตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯทั้งเงินเฟ้อ PCE เดือน ม.ค. และ GDP 4Q26 ที่จะรายงานคืนนี้ หากเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาดจะช่วยผ่อนคลายบรรยากาศและเพิ่มโอกาสในการลดดอกเบี้ยของ Fed ในระยะถัดไป
โดยปัจจุบันตลาดคาดว่าจะเกิดขึ้นในการประชุมเดือน มิ.ย.-ก.ค. ด้านปัจจัยในประเทศผลประกอบการ 4Q25 เท่าที่ประกาศออกมาแล้วยังดีกว่าคาดเล็กน้อย ซึ่งช่วยจำกัด Downside EPS ปี 2026 ส่วนประเด็นบัตรเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล หากได้ข้อสรุปโดยเร็วโดยเฉพาะหากไม่ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ คาดว่ายังเป็นปัจจัยหนุนหุ้น Domestic Play ต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่ Laggard ตลาด
กลยุทธ์ : เน้นหุ้น Domestic ที่ยัง Laggard ตลาด
หุ้นเด่นเดือน ก.พ. : BDMS, ERW, NSL, OSP, WHAUP
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, ERW, KTB, MTC, OSP, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : TRUE
• แนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus 15.33 บาท
• ประกาศผลการดำเนินงาน 4Q25 ออกมาดีกว่าคาด โดยมีกำไรปกติที่ 6.1 พันลบ. +32% q-q, +71% y-y สูงกว่าคาด 23% หนุนจาก network modernization, ต้นทุนคลื่นลดลง และดอกเบี้ยจ่ายต่ำลง แม้รายจะทรงตัว ส่งผลให้กำไรปี 2025 โตแรง +95% y-y
• ปัจจุบัน Consensus คาดกำไรปี 2026 ที่ 2.26 หมื่นลบ. ซึ่งหากอ้างอิงกำไรต่อไตรมาสที่ราว 6 พันลบ. เราคาดว่าประมาณการจะมี Upside ราว 6-10% ด้าน Valuation ปัจจุบัน TRUE เทรด 2026PER ราว 20-21 เท่า ยังคงถูกกว่า ADVANC ที่ 22.4 เท่าอยู่เล็กน้อย ขณะที่การเติบโตของกำไรสูงกว่า
• แนวรับ 13.30//12.90 บาท แนวต้าน 14.20//15 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ จะผันผวนสูง แม้ตลาดหุ้นไทย จะได้อานิสงค์จากเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้น แต่สถานการณ์สงคราม (สหรัฐฯ-อิหร่าน) ที่อาจเกิดขึ้น มีผลต่อตลาดต่างประเทศวันที่ผ่านมา
ปัจจัยในประเทศ
- การเมืองไทย: การเมืองเป็นปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทยอีกครั้ง ช่วงนี้อยู่ระหว่างการเลือกตั้งซ่อม และรอ กกต. รับรองผล สส. อย่างเป็นทางการ และเปิดประชุมสภาในลำดับถัดไป การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้มีเสถียรภาพ เป็นผลดีในการปฏิบัติงาน และดำเนินนโยบาย Fund Flow มีแนวโน้มไหลเข้าต่อ
- ผลประกอบการของบริษัทในตลาดหุ้นไทย : บริษัทในตลาดหุ้นทยอยส่งงบ 4q อย่างต่อเนื่องและประกาศจ่ายเงินปันผลของปี มีหลายบริษัท(ขนาดใหญ่) ที่จ่ายเงินปันผลสูงกว่าปีก่อนและมีเงินปันผลพิเศษ ซึ่งเป็นข่าวดีของผู้ถือหุ้น … เราประเมินกำไร 4q-25 ไว้ที่ 2.2 แสนล้านบาท +34% yoy; -15% qoq หากกำไรออกมาตามนี้ กำไรตลาดปีนี้ จะจบที่ 1.1 ล้านล้านบาท ด้วย EPS ที่ 88 บาท
- Fund Flow ไหลเข้า: วานนี้ (19 ก.พ.) นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ ในตลาดหุ้น 4,866 ล้านบาท, และในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ 3,951 ล้านบาท
- ค่าเงินบาท: ปิดตลาดเย็นที่ระดับ 31.18 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งปรับตัว แข็งค่า จากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 31.25 บาท/ดอลลาร์ โดยเป็นการแข็งค่าสุดในภูมิภาค ปัจจัยหนุนมาจากเงินทุนไหลเข้าและราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ นักบริหารเงินคาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวในวันพรุ่งนี้ไว้ที่ 31.05 – 31.30 บาท/ดอลลาร์
ปัจจัยต่างประเทศ
- ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขีดเส้นตายให้อิหร่านบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ภายใน 10-15 วัน (นับจากวันพฤหัสบดี) มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับ “ผลลัพธ์ที่เลวร้าย” ความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านส่งผลให้หุ้นร่วงลงและขยายการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานระดับโลก พุ่งสูงกว่า 71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันพฤหัสบดี
- คดีภาษีทรัมป์: วันนี้(20) ศาลฎีกาสหรัฐฯ กำหนดประกาศคําตัดสินเกี่ยวกับภาษีของทรัมป์หลังยืดเยื้อมานาน ติดตามคำตัดสินของศาลฯ จะชี้ว่าผิดหรือไม่ หากตัดสินผิดตามศาลอุทธรณ์ จะต้องดูต่อว่าจะกำหนดให้ชดเชยความเสียหายอย่างไร อย่างไรก็ตาม ทรัมป์สามารถหลบเลี่ยงไปใช้กฎหมายทางเลือกอื่น เพื่อเรียกเก็บภาษีรายอุตสาหกรรมหรือรายประเทศได้
- เศรษฐกิจสหรัฐฯ: วันนี้มีการรายงานตัวเศรษฐกิจสำคัญได้แก่ ตัวเลข GDP และ PCE ตลาดให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นตัวบ่งชี้เศรษฐกิจ ตลอดจนเงินเฟ้อ และนำไปสู่แนวทางนโยบายอัตราดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งแม้รายงานวันก่อนจะมีการส่งสัญญาณความกังวลด้านเงินเฟ้อ แต่ตลาดยังคงคาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ (ปัจจุบันอยู่ที่ 3.50-3.75%)
ปัจจัยสัปดาห์หน้า: - ติดตามการแถลงนโยบายประจำปีของ โดนัลด์ ทรัมป์ (State of the Union) ต่อสภาคองเกรส โดยจะมีการกล่าวสุนทรพจน์ในวันที่ 24 ก.พ. เวลา 21.00 น. (ตามเวลาสหรัฐฯ)
- 24 ก.พ. ยูเครนมีกำหนดประกาศการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการและทำประชามติสำหรับแผนสันติภาพรัสเซีย เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการยุติสงคราม
Technical : BCH, KAMART
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,470 – 1,480 แนวต้าน 1,507 – 1,515 โดยดัชนียังได้แรงหนุนจาก Fund Flow ต่างชาติที่มีมุมมองบวกต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย แต่ต้องระวัง Upside ที่เริ่มจำกัด หลัง SET เทรดบน F/PE ที่ 15.9 เท่า แนะนำเก็งกำไร PTT, PTTEP,BCP,TOP,IRPC ได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบ WTI วานนี้ +2% หลังสหรัฐ – อิหร่านยุติการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ / ทยอยซื้อกลุ่ม Value เช่น CRC,HMPRO,CHG,SIRI,AP,SPALI,GPSC
TOA* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 17.70 บาท) แนวโน้มกำไร 4Q68 คาดว่าจะเติบโตสูง YoY ยังได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลงอยู่ (TiO2, Oil Linked) ส่วนรายได้คาดเติบโตได้ QoQ, YoY จากตลาดเมียนมาและเวียดนาม ส่วนประเทศไทยคาดมี demand ซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วม ช่วยชดเชยภาพรวมตลาดในประเทศที่ชะลอตัว สำหรับแนวโน้มปี 69 บริษัทตั้งเป้ารายได้ในไทย +2%YoY และต่างประเทศ +10%YoY ทั้งนี้ตลาดคาดกำไรปี 68-69 ที่ 2.7 พันล้านบาท +39%YoY และ 2.9 พันล้านบาท +9%YoY
KLINIQ (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 33.00 บาท) คาดกำไรสุทธิ 4Q68 ที่ 108ลบ. (+9%YoY , +37%QoQ) โดย รายได้ยังคงโตได้ดีต่อเนื่องทั้งจากจำนวนสาขาที่สูงขึ้นและ SSSG ที่คาดว่าจะเป็นบวก YoY(high single digit ถึง low teens) ส่งผลให้ปัจจัยบวกมีน้ำหนักมากกว่า ปัจจัยกดดันในด้านค่าใช้จ่ายจากการเปิดสาขาใหม่และ Impairment จากการปิดสาขา ส่วนปี69 ทาง KLINIQ ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ต่างชาติปี69 ที่ 15-20%(จากเป้าปี68 ที่ 10%) Format/ใหม่ๆ เช่น Acne Lab จะช่วยหนุนมาร์จิ้น ส่วนการขยายสาขาปี69 คาด 10-15 สาขา(จาก สิ้นปี68 ที่ 82 สาขา) โดย 1Q69 จะเปิด L’Clinicราว 3 แห่ง ปัจจุบัน ประมาณการณ์กำไรสุทธิ ปี68 และ ปี69 อยู่ที่ 361 ลบ.( +12%YoY) และ 426ลบ.(+18%YoY)