“4 เหตุผล”...ที่มนุษย์เงินเดือนควร “ทำประกัน” !!!
Wealthy Thai
อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 20 ก.พ. เวลา 06.33 น. • ยุทธพงศ์ แสงรัตน์ นักวางแผนการเงิน CFP®Wealth EZ: เมื่อพูดถึงเรื่อง“การทำประกันชีวิต” และ “สุขภาพ” สำหรับมนุษย์เงินเดือนหลายคนอาจจะสงสัยว่า“ทำไมต้องทำในเมื่อปัจจุบันมีสวัสดิการอยู่แล้ว”และมองเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นเพราะสามารถเบิกได้ในกรณีที่เจ็บป่วยไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยใน อีกทั้งไม่มีความกังวลอะไร ถ้าต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มเติมเพราะมีรายได้ประจำทุกเดือนอยู่แล้ว
แต่ถ้าหากมี “การวางแผนการเงิน” ที่ดี ครอบคลุมครบทุกด้านหรือที่เรียกว่าการวางแผนการเงินแบบองค์รวม จะพบว่า “การทำประกัน” เป็นเครื่องมือที่ดีที่จะช่วยในการสร้างรากฐานชีวิตให้มั่นคงในระยะยาว ด้วยเหตุผลหลักๆ 4 ข้อ ดังต่อไปนี้
1.“สวัสดิการของบริษัท” ไม่เพียงพอ
แม้ว่าจะมี “สวัสดิการของบริษัท” แต่ผลประโยชน์ความคุ้มครองที่ได้รับมักจะเป็นความคุ้มครองเบื้องต้น โดยส่วนใหญ่มักจะไม่เพียงพอเนื่องจากความต้องการและคุณภาพการใช้ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นกรณีเสียชีวิต ทุพพลภาพ ค่าห้อง การรักษาพยาบาล รวมถึงโรคร้ายแรงต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินค่อนข้างรุนแรง ดังนั้นการทำประกันเพิ่มเติมในส่วนที่ยังขาด จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการป้องกันความเสี่ยงเหล่านี้
2.เพื่อเป็น “ค่ารักษาพยาบาล” ช่วงวัยเกษียณ
เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเตรียมล่วงหน้าเพราะหลังจากที่เกษียณไปแล้ว สวัสดิการของบริษัท รวมถึงสิทธิประกันสังคมจะไม่มีอีกต่อไป เหลือเพียงแค่ “หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” (บัตรทอง) ซึ่งอาจจะมีข้อจำกัดหลายอย่างในการใช้สิทธิ
“ถ้าหากต้องการรักษา ‘คุณภาพชีวิต’ ให้เหมือนกับตอนที่ยังมีสวัสดิการอยู่แนะนำให้เริ่มทำประกันตั้งแต่ตอนที่ยังทำงานเพราะถ้ารอไปทำตอนที่เกษียณแล้ว นอกจากเบี้ยประกันจะแพงขึ้น ยังมีความเสี่ยงเรื่องปัญหาสุขภาพที่อาจจะถูกเพิ่มเบี้ยหรือไม่คุ้มครองในบางโรค และบางครั้งอาจถึงขั้นไม่สามารถทำประกันได้ ถ้าหากเคยเป็นโรคร้ายแรงมาก่อน”
3.เพื่อ “การออมเงิน” ในระยะยาว
“การออมเงินผ่านกรมธรรม์ประกันชีวิต” เช่น ประกันสะสมทรัพย์ ประกันบำนาญ หรือประกันควบการลงทุนจะช่วยให้มีการออมอย่างมีระเบียบวินัยและมีความต่อเนื่อง นับว่าเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการออมเงินในระยะยาว อีกทั้งยังมีความแน่นอนของจำนวนเงินที่จะได้รับ
“ถึงแม้ว่าในระหว่างการออมจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น เสียชีวิต ‘ผู้รับผลประโยชน์’ จะได้รับเงินตามจำนวนเงินเอาประกันที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่ดีในเรื่องของการกระจายความเสี่ยง”
4.เพื่อลดหย่อนภาษี
เป็นสิทธิลดหย่อนที่รัฐบาลส่งเสริมเพราะถือเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของทางภาครัฐและช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ อันเนื่องจากการเสียชีวิต ทุพพลภาพ และการเจ็บป่วย รวมถึงสนับสนุนให้มีการออมเงินเพื่อการเป็นค่าใช้จ่ายในยามเกษียณ ทำให้ประชาชนมีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น โดยสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ 2 ส่วนคือ
ส่วนแรก : สำหรับเบี้ยประกันชีวิต ประกันออมทรัพย์ที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และประกันสุขภาพ สามารถลดหย่อนรวมกันได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปีซึ่งในกรณีใช้สิทธิส่วนนี้ไม่ถึง 100,000 บาท สามารถนำเบี้ยประกันแบบบำนาญมารวม เพื่อให้ครบ 100,000 บาทได้
ส่วนที่สอง : สำหรับเบี้ยประกันแบบบำนาญ สามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 15%ของรายได้ สูงสุด 200,000 บาทต่อปีและเมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนการออมแห่งชาติ และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี
สุดท้ายอยากจะฝากคำแนะนำเกี่ยวกับ “การทำประกัน” ที่ดี มนุษย์เงินเดือนควรจะเริ่มต้นด้วยการ “วางแผนการเงิน” ก่อน เพื่อวิเคราะห์ให้เห็นถึงความเสี่ยงและความต้องการในด้านต่างๆ ซึ่งจะทำให้สามารถเลือกแบบประกันได้อย่างเหมาะสม รวมถึงความสามารถในการจ่ายเบี้ยประกันในระยะยาว โดยที่ไม่ส่งผลกระทบกับเป้าหมายทางการเงินด้านอื่นๆ
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th