โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เบื้องหลังธุรกิจเสื้อผ้าเด็ก มี้ครีม-จิรฉัตร พรมสิทธิ์ จากแม่ค้าออนไลน์สู่แบรนด์ร้อยล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 03 ม.ค. 2565 เวลา 16.18 น. • เผยแพร่ 03 ม.ค. 2565 เวลา 16.18 น.
จิรฉัตร พรมสิทธิ์

พลพัต สาเลยยกานนท์ : เรื่อง

Arpanetgirl (อาร์พาเน็ตเกิร์ล) แบรนด์เสื้อผ้าเด็กผู้หญิงที่เป็นที่รู้จักในหมู่คุณแม่สายแฟชั่นที่แต่งตัวให้ลูกสไตล์คุณหนู ที่ฮอตฮิตขนาดที่ว่าไปเมื่อมีคอลเล็กชั่นใหม่มาถึงขั้น คุณแม่ทั้งหลาย แห่จองจนเว็บไซต์ล่มกันเลยทีเดียว

ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ ได้พูดคุยถึงเบื้องหลังของแบรนด์ดังกล่าวที่กว่าจะมาถึงจุดสร้างรายได้ระดับ 5-6 ล้านบาทต่อเดือน จากจุดเริ่มต้นของ “มี้ครีม” ชื่อเรียกในวงการของ“จิรฉัตร พรมสิทธิ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์พาเน็ตเกิร์ล จำกัด มาร์เก็ตติ้งสาวที่ลาออกจากงานประจำเพื่อใช้เวลาเลี้ยงลูกแบบเต็มเวลา และมีเป้าหมายว่าจะไม่กลับเข้าสู่ระบบงานประจำอีก

“ตอนนั้นมองหาโอกาสว่าจะทำธุรกิจอะไรสักอย่างที่สามารถทำได้ควบคู่กับการเลี้ยงลูก และตั้งใจที่จะเอาธุรกิจนั้นเป็นธุรกิจหลักของครอบครัว ซึ่งต้องเป็นธุรกิจอะไรที่ทำให้คนมีความสุขได้ ขณะเดียวกันเราก็มีความสุขไปได้ในทุกวันเช่นกัน ตอนนั้นจึงมองเห็นธุรกิจที่สามารถทำได้และสามารถอยู่กับลูกได้ด้วยคือธุรกิจขายเสื้อผ้าเด็ก”

ย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีก่อน (ปี 2559) ช่วงนั้นอายุราว 29 ปี การลาออกจากงานประจำเพื่อออกมาเลี้ยง “น้องอาร์พาเน็ต” ซึ่งต่อมานำชื่อลูกที่เป็นลูกสาวมาใช้เป็นชื่อแบรนด์อาร์พาเน็ตเกิร์ล

จุดเริ่มในการทำธุรกิจเริ่มต้นจากไปเดินเลือกซื้อเสื้อผ้าเด็กที่แพลทินัม ประตูน้ำ สำเพ็ง เลือกดูที่ร้านไหนถูกจริตกับตัวเอง และคิดว่าถ้าจะต้องซื้อให้ลูกใส่ เราจะซื้อแบบนั้นแบบนี้นะ ซึ่งในวันนั้นก็ยังคงเป็นเหมือน “แม่ค้าออนไลน์” ทั่วไป

แต่สิ่งที่ทำให้ตัวเองแตกต่างจากคนอื่น ๆ คือ การนำเสนอผลิตภัณฑ์แบบเกินเบอร์ ! ใส่ไอเดียเข้าไป ใช้โปรดักชั่นใหญ่ เอาน้องอาร์พาเน็ต มาเป็นนางแบบตัวจิ๋วถ่ายภาพ เสมือนเราเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้านั้นเอง ทั้งที่เราแค่ไปซื้อของเขามาขาย

กระทั่งเจ้าของร้านขอให้เราเอารูปลูกเราที่ถ่ายกับเสื้อผ้าไปใช้โปรโมตในร้าน และลูกค้ารายอื่น ๆ ที่ไปรับมาขายเช่นเดียวกัน นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เรามองว่า ทำไมล่ะ ! ทำไมเราไม่สร้างแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง ซึ่งก็ใช้เวลากว่า 2 ปีในช่วงการซื้อมา ขายไป

จาก “แม่ค้าออนไลน์” ผันตัวสู่ “เจ้าของแบรนด์”

ในวันที่ตัดสินใจจะทำแบรนด์อาร์พาเน็ตเกิร์ลเอง วันนั้นมี page liked บนเฟซบุ๊กอยู่เพียง “หลักพัน” เท่านั้น สิ่งแรกที่เริ่มทำคือ การเริ่มต้นเจรจากับโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า ซึ่งในวันนั้นเราก็ไม่ได้มีเงินทุนอะไรมาก เราก็ต้องเจรจาการผลิตในระดับที่น้อยที่สุดที่โรงงานกำหนดไว้

จำได้ว่าในเวลานั้นคือหลักร้อยชุด โดยใช้ต้นทุนในความชอบด้านการออกแบบส่วนตัวอยู่แล้วส่งไปให้โรงงานผลิต หลังจากนั้นก็ใช้วิธีบริหารจัดการสั่งผลัดสลับกับการรับพรีออร์เดอร์

หลังจากเริ่มต้นทำแบรนด์ของตัวเองได้เป็นเวลาราว 1 ปี ก็เริ่มเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอย่าง Baby Best Buy ซึ่งครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ขายได้กว่า 3 แสนบาท ภายใน 1 วัน

ทำให้มองเห็นความชัดเจนยิ่งขึ้นถึงผลตอบรับของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์เรา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จดจำมาได้จนถึงทุกวันนี้ ที่แม้จะมีรายได้หลัก 5-6 ล้านต่อเดือน ก็ยังไม่ภูมิใจเท่าวันนั้น

ขณะที่แบรนด์แคแร็กเตอร์ของอาร์พาเน็ตเกิร์ล คือ การเล่าเรื่อง (storytelling) ผ่านธีมชุดลวดลายต่าง ๆ อาทิ ธีมครัวซองต์ ธีมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งมีการเล่าเรื่องทั้งด้วยการใส่ชุดไปถ่ายทำในสถานที่จริง มีการทำกิจกรรมตามธีมนั้น ๆ ทำให้เกิดการจดจำ

“ช่วงแรกเราขายบนออนไลน์แบบ one price 790 บาท จากนั้นก็ขยับตามอัตราเงินเฟ้อเป็น 890 บาท และ 990 บาท เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงง่ายด้วยราคา แต่ได้คุณภาพเทียบเท่าสินค้าราคาแพง ซึ่งเป็นการสร้างการจดจำแบรนด์และความไว้ใจของลูกค้า”

เอาแบรนด์เข้าไปขายในห้าง ไม่ใช่จุดวัดความสำเร็จ

จุดเปลี่ยนต่อไป ในช่วงปี 2560-2562 ซึ่งเป็นช่วงที่แบรนด์อาร์พาเน็ตเกิร์ลนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ซึ่งตอนนั้นเราคิดว่าเป็นจุดพีกของความสำเร็จ ในยุคที่เราเติบโตมากับมุมมองทางความคิดที่ว่า อะไรที่เข้าห้างสรรพสินค้า หรือร้านสะดวกซื้อ นั่นคือความสำเร็จ โดยสิ่งที่ได้คือภาพลักษณ์ของแบรนด์

แต่ความเป็นจริงในยุคปัจจุบันคือ ลูกค้าเอาความสะดวกเป็นตัวตั้ง ชอบให้ส่งสินค้าถึงหน้าบ้าน จึงมีแนวคิดที่จะรวมศูนย์การจัดส่งสินค้ามาไว้ที่ส่วนกลางออนไลน์อย่างเดียว โดยเป็นช่วงพอเหมาะพอดีกับช่วงโควิด-19 เริ่มแพร่ระบาด

ที่เราตัดสินใจปิดสาขาในห้างสรรพสินค้าก่อนหน้านั้นไม่นาน ซึ่งพฤติกรรมผู้บริโภคของเราคือคนที่ซื้อออนไลน์ทั้งหมด แต่การที่คนไปซื้อสินค้าจากเราที่ห้างก็เป็นเพราะสินค้าบนออนไลน์หมดสต๊อก

นอกจากนั้นความไว้ใจและความเชื่อใจของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ ทำให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อสินค้าโดยไม่ต้องเดินทางไปดูสินค้าจริงที่ห้างสรรพสินค้าเหมือนสินค้าประเภทอื่น ๆ ซึ่งหลายครั้งที่ทำการเปิดพรีออร์เดอร์สินค้าคอลเล็กชั่นใหม่ จะได้รับการตอบรับที่ดีมากจากเหล่าคุณแม่ทั้งหลาย ทำให้ระบบบนเว็บไซต์ล่มไปก็หลายครั้ง

เราจึงต้องซื้อระบบการจัดการคิวจากต่างประเทศ ที่เป็นระบบเดียวกันกับการจองบัตรคอนเสิร์ต “แบล็คพิงค์” เพื่อจัดการคิวและการเข้ามาสั่งซื้อสินค้าบนหน้าเว็บไซต์ของเรา

ปี’65 ก้าวสู่แบรนด์ “100 ล้านบาท”

ปี 2564 รายได้ของอาร์พาเน็ตเกิร์ล อยู่ที่ราว 70-80 ล้านบาท ซึ่งในปี 2565 เรามีแผนที่จะขยายตลาดสู่การเป็นเสื้อผ้าสำหรับครอบครัว หลังจากในช่วงโควิด-19 เราได้มีการแตกไลน์สินค้าต่าง ๆ อาทิ หน้ากากผ้า, ชุดชั้นในเด็ก, ชุดนอนเด็ก, แอ็กเซสซอรี่ เป็นต้น

รวมถึงการขยายช่องทางการจำหน่ายไปสู่อีคอมเมิร์ซ และมาร์เก็ตเพลซอย่าง ช้อปปี้ ลาซาด้า และจะเปลี่ยนชื่อจากอาร์พาเน็ตเกิร์ล เป็นอาร์พาเน็ต ซึ่งจะทำให้ในปี 2565 เรามีรายได้รวมขยับเพิ่มขึ้นเป็นในระดับ 100 ล้านบาทได้

กว่าจะมาถึงวันนี้ก็มีวันที่ล้มลุกคลุกคลาน

ตลอดเวลาในช่วงที่ผ่านมา อาร์พาเน็ตเกิร์ลเกิดจากความตั้งใจจริงในการทำธุรกิจที่เกิดขึ้นจาก “ความรัก” และความ “เอาใจใส่” เพราะเรารู้สึกว่าเรารู้สึกไปกับตัวสินค้าเสื้อผ้าเด็ก

ในทางกลับกันบางคนที่ทำธุรกิจขายของ แต่ขายของที่ตัวเองไม่ได้ชอบไม่ได้รัก แต่ของเหล่านั้นสามารถทำกำไรสร้างรายได้ แต่นั่นไม่ใช่ตัวเรา เพราะเราต้องรู้สึกไปกับมันจริง ๆ

มี้ครีมแนะนำต่อไปว่า สำหรับใครที่กำลังเริ่มต้นทำธุรกิจต้องเริ่มจากความมุ่งมั่นตั้งใจและอดทนรอ เพราะไม่มีธุรกิจใดที่ทำปุ๊บกำไรปั๊บในทันที เหมือนอย่างตัวเองที่มีช่วงที่อยากจะเลิกทำธุรกิจ แต่สุดท้ายเราก็อดทนผ่านมันมาได้ โดยหากมองย้อนกลับไป

ถ้าวันนั้นเราหยุดทำเลิกทำ เราจะมาถึงจุดนี้หรือไม่ ซึ่งสุดท้ายเราอดทนรอได้มากพอ

“หลายต่อหลายคนที่เลิกทำธุรกิจไป ไม่ใช่เขาไม่ประสบความสำเร็จ แต่เพียงแค่เขาเหล่านั้นอาจจะอดทนรอไม่พอ เพราะมันก็มีอีกหลายเรื่องที่ทำให้ไม่สามารถไปต่อได้ โดยเฉพาะเรื่องเงินทุน ซึ่งกว่าเราจะมาถึงวันนี้ เราใช้เวลาหลายปีและเราใช้เงินต่อเงิน ค่อย ๆ ขยับขยายธุรกิจขึ้นไปเรื่อย ๆ”

จากพนักงานประจำที่เป็นเด็กต่างจังหวัด พ่อแม่รับราชการ ซึ่งทางบ้านอาจจะไม่ได้มีฐานะดีอะไรมากพอที่จะซื้อทุกอย่างให้ลูกได้ มันเป็นอะไรที่อยู่ในใจ “มี้ครีม” มาโดยตลอด จนคิดว่าถ้าโตขึ้นก็อยากเติมเต็มความฝัน และวันนี้เกินความฝันไปแล้วที่เราสามารถสร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็กให้เด็กทุกคนมีโอกาสได้ใส่เสื้อผ้าของอาร์พาเน็ตเกิร์ล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...