โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เช็คลิสต์! 8 พฤติกรรม สามีไม่ฟิตปั๋ง อสุจิไม่แข็งแรง มีลูกยาก

tvpoolonline.com

อัพเดต 04 ส.ค. 2565 เวลา 11.09 น. • เผยแพร่ 04 ส.ค. 2565 เวลา 04.09 น. • TV Pool

ปัญหามีบุตรยากสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากฝ่ายชายและฝ่ายหญิง โดยภาวะมีบุตรยากกลายเป็นปัญหาของคู่แต่งงานหลายคู่ในปัจจุบัน พบได้ประมาณ 10-20% ในประเทศไทยและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ภาวะนี้คือ การที่คู่สมรสฝ่ายหญิงอายุน้อยกว่า 35 ปี ไม่สามารถมีลูกได้ทั้งที่มีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2- 3 ครั้ง โดยไม่ได้คุมกำเนิดอย่างน้อยเป็นเวลา 12 เดือน โดยคู่สมรสที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้คุมกำเนิด จะมีโอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลา 12 เดือน หรือคู่สมรสที่ฝ่ายหญิงอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ไม่สามารถมีลูกได้ ภายในเวลา
6 เดือนทั้งที่มีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอโดยไม่ได้คุมกำเนิด

ครูก้อย นัชชา ลอยชูศักดิ์ กรรมการ บริษัท เบบี้แอนด์มัม (ประเทศไทย) จำกัด และครูวิทยาศาสตร์ผู้ก่อตั้งเพจ BabyAndMom.co.th เพจให้ความรู้เตรียมตั้งครรภ์และโภชนาการเสริมภาวะเจริญพันธุ์ตามหลักวิทยาศาสตร์สำหรับผู้มีบุตรยากเผยว่า ปัญหามีบุตรยากพบในฝ่ายหญิงประมาณ 40 % ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากฝ่ายหญิงมีอายุมาก ภาวะไข่ไม่ตก ท่อนำไข่ตัน เนื้องอกมดลูก โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และพบในฝ่ายชายประมาณ 25 % เช่น อสุจิน้อย ปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัว เป็นต้น หรือพบปัญหาจากทั้ง 2 ฝ่าย 20% และไม่ทราบสาเหตุประมาณ 15 %

โดย “ครูก้อย นัชชา” กล่าวเสริมว่า จากการศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับผู้มีบุตรยาก และให้คำปรึกษาผู้มีบุตรยากในการเตรียมตัวก่อนเข้าสู่กระบวนการทางการแพทย์และการปรับโภชนาการเสริมภาวะเจริญพันธุ์ พบว่ามีหลายครอบครัวประสบปัญหามีบุตรยากมาจากฝ่ายชาย โดยปัญหาที่พบบ่อยคือ คุณภาพของสเปิร์ม มีจำนวนสเปิร์มน้อย การเคลื่อนไหวแหวกว่ายผิดปกติ สเปิร์มมีรูปร่างผิดปกติ ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยทั้งปัจจัยภายในร่างกายที่เกิดจากพันธุกรรมและโรคประจำตัว และ พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน

โดยคุณภาพของสเปิร์มที่เกิดจากพันธุกรรมและโรคต่างๆ ได้แก่

  • โรคต่อมไร้ท่อชนิดขาดฮอร์โมนเพศชาย หรือ เทสโทสเตอโรน (Testosterone)

โดยจะมีปัญหามีบุตรยากเช่นเดียวกับผู้ป่วยโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่า Klinefelter’s syndrome ซึ่ง โครโมโซมเพศจะมีลักษณะ XXY พัฒนาการของลูกอัณฑะผิดปกติ การสร้างตัว อสุจิลดน้อยลง และระดับของฮอร์โมนเพศชายลดลง

  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้แก่ โรคหนองในแท้และโรคติดเชื้อคลามัยเดีย การติดเชื้อทำให้ทางเดินน้ำอสุจิเกิดภาวะตีบแคบ และมีผลต่อการสร้างตัวอสุจิอีกด้วย

  • เคยได้รับยา การฉายแสง หรือเคมีบำบัดบางชนิด

ความผิดปกติของภูมิคุ้มกันทำให้ร่างกายสร้างสารที่เป็นอันตรายต่ออสุจิ หรือ การได้รับสารเคมีบางชนิดที่อาจเข้าสู่ร่างกายทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ตะกั่ว ทองแดง ยาฆ่าแมลง เป็นต้น

นอกจากนี้ “ครูก้อย นัชชา” ได้รวบรวม 8 พฤติกรรมปัญหาสเปิร์มด้อยคุณภาพที่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันในฝ่ายชาย ได้แก่

1.การทานอาหารที่ไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ

จากการศึกษางานวิวิจัย พบว่าผู้ชายที่อ้วน ส่งผลต่อการลดลงของคุณภาพสเปิร์มทั้งในด้านจำนวน และ การวิ่ง ฮอร์โมนเพศชายต่ำ โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Public Health, Population, Reproductive and Sexual Health เมื่อปี 2018 เปิดเผยว่า การรับประทานอาหารส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ของทั้งหญิงและชาย โดยควรหลีกเลี่ยงการทานไขมันอิ่มตัว(Saturated fat) หรือ ไขมันทรานส์ งดหวาน (น้ำตาล) ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้มีบุตรยาก (Infertility) เพราะทำให้เซลล์เสื่อมและแก่ ให้เน้นทานพวกธัญพืชไม่ขัดสี ผักผลไม้ และ โปรตีนจากปลา ซึ่งส่งผลดีต่อภาวะเจริญพันธุ์ของผู้หญิงและส่งผลให้สปิร์มมีคุณภาพมากขึ้นในผู้ชาย

2.สูบบุหรี่

การสูบบุหรี่ทำให้การผลิตฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนและการสร้างตัวอสุจิน้อยลง มีการศึกษามากมายที่พบว่า การสูบบุหรี่ส่งผลเสียต่อคุณภาพของเชื้ออสุจิ โดยทำให้ความเข้มข้นของเชื้ออสุจิลดลง การเคลื่อนที่ของเชื้ออสุจิแย่ลง ทำให้เชื้ออสุจิที่มีรูปร่างปกติมีจำนวนลดลง และทำให้ DNA ภายในเซลล์อสุจิเกิดความเสียหายได้

3.การดื่มสุรามากจนเกินไป

การดื่มแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อย นานๆ ครั้งไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในองค์รวม แต่หากดื่มบ่อยๆ และมากไปจะเริ่มส่งผลมากขึ้น และส่งผลต่อความสามารถในการผลิตสเปิร์มด้วย มีการงานวิจัย ศึกษาพบว่าการดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 2 แก้วต่อวัน ส่งผลต่อการมีบุตรยากเพิ่มขึ้น 60% เพราะการดื่มแอลกอฮอล์ไม่ว่าจะได้จากการดื่มเหล้า ไวน์หรือเบียร์นั้น จะส่งผลต่อการผลิตสเปิร์ม ทำให้ผลิตสเปิร์มได้น้อย และสเปิร์มที่ผลิตออกมาไม่มีคุณภาพ มีรูปร่างผิดปกติ ซึ่งไม่สามารถเข้าไปเจาะไข่ได้ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะมีบุตรยาก

4.ติดกาแฟ

มีผลวิจัยจากโรงพยาบาลกลางมลรัฐแมสซาชูเซตส์ที่ได้จากการเก็บข้อมูลระหว่างปี 2550-2556 พบว่า สามีที่ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนประมาณ 265 มิลลิกรัมต่อวัน ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะมีบุตรยาก มีความเสี่ยงที่จะทำให้ภรรยาตั้งครรภ์ได้ยากขึ้น เนื่องจากการกินกาแฟในปริมาณที่มากทำให้หลั่งอสุจิได้น้อยลง โดยปริมาณการดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มคาเฟอีนที่เหมาะควรอยู่ที่ 88 มิลลิกรัมต่อวัน

5.นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ

จากงานวิจัยเรื่อง Sleep, Circadian Rhythms, and Fertility ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Sleep Medicine Report เมื่อปี 2016 ศึกษาพบว่าทั้งในผู้หญิงและผู้ชายสมองส่วนที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เราหลับ หรือ ตื่น เช่น ฮอร์โมนเมลาโทนิน และ คอติซอล เป็นสมองส่วนที่กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเพศด้วยเช่นกัน ดังนั้นฮอร์โมนที่ควบคุมการตกไข่ในผู้หญิง และฮอร์โมนที่ควบคุมการผลิตสเปิร์มในผู้ชายจึงมีความสัมพันธ์กับคุณภาพของการนอนหลับด้วย

นอกจากนี้ยังมีรายงานวิจัยเรื่อง Sleep Can Affect Male Fertility ของ Boston University School of Public Health เมื่อปี 2016 ศึกษาพบว่าการนอนที่เพียงพอนั้นควรนอนหลับ 7-8 ชม.ต่อวัน ผู้ชายที่นอนน้อยกว่า 6 ชม.หรือ นอนมากกว่า 9 ชม.ต่อวัน ส่งผลต่อโอกาสในการทำให้คู่ของตนเองตั้งครรภ์ลดลง 42% ในแต่ละรอบเดือน

6.ความเครียด

ความเครียดจะส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนในร่างกายหลายตัว รวมถึงฮอร์โมนเพศที่ใช้ผลิตอสุจิทำงานผิดปกติ และส่งผลทำให้อวัยวะเพศชายไม่แข็งตัว ดังนั้น เราควรพยายามทำจิตใจให้สบาย และหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด ไม่จมอยู่กับงานหรือปัญหามากจนเกินไป

7.การออกกำลังกายมากเกินไป

การออกกำลังช่วยให้การไหลเวียนของเลือดสูบฉีดได้ดี ระบบต่างๆ ทำงานได้เต็มที่ แต่การออกกำลังกายมากเกินไป จะส่งผลให้เกิดความตึงเครียดสะสมภายในกล้ามเนื้อ แล้วพอสะสมไปมากๆ ก็จะทำให้เกิดความเครียด จนหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวนเสียสุขภาพจิต ร่างกายอ่อนล้าตลอดทั้งวัน ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำมีผลทำให้การผลิตอสุจิลดลง มีผลทำให้ความต้องการทางเพศลดลง จึงควรที่จะต้องควบคุมการออกกำลังกายให้อยู่ในระดับที่พอดี

8. ความร้อน

อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นบริเวณถุงอัณฑะส่งผลกระทบต่อการผลิตอสุจิ ทั้งเกิดจากการสวมกางเกงหรือชั้นในที่บีบรัดถุงอัณฑะมากเกินไป หรือ การทำกิจกรรมหรือเล่นกีฬาที่ต้องเสียดสีบริเวณถุงอัณฑะเป็นเวลานาน เช่น ปั่นจักรยาน ขี่มอเตอร์ไซด์ รวมถึงการอบซาวน่า ล้วนส่งผลกระทบต่อการผลิตอสุจิ

ดังนั้น คุณสามีที่มีพฤติกรรมดังกล่าวควรจูงมือภรรยาเข้าปรึกษาแพทย์ทั้งคู่ เพื่อตรวจวิเคราะห์หาสาเหตุ โดยในฝ่ายหญิงแพทย์จะตรวจวิเคราะห์ผลเลือด ฮอร์โมน และอัลตราซาวน์มดลูกและรังไข่ ส่วนฝ่ายมีการตรวจวิเคราะห์ผลเลือด และตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิ โดยงดเว้นการหลั่งอสุจิอย่างน้อย 3 วัน แต่ไม่เกิน 7 วัน โดยทางการแพทย์จะตรวจประเมินตามเกณฑ์ 4 ข้อ ได้แก่

1.ปริมาตรของน้ำเชื้อที่หลั่ง (Volume) ต้องหลั่งได้ไม่น้อยกว่า 1.5 cc. ต่อการหลั่ง1 ครั้ง
2.จำนวนสเปิร์ม (Concentration) ต่อการหลั่ง 1 ครั้ง ต้องไม่น้อยกว่า 15 ล้านตัวต่อ 1 cc.
3.อัตราการเคลื่อนไหวของสเปิร์ม (Motility) ต้องมีเปอร์เซ็นการเคลื่อนไหวไม่ต่ำกว่า 40%
4. รูปร่างของสเปิร์ม (Morphology) ต้องมีรูปร่างสมบูรณ์ ปกติ ไม่น้อยกว่า 4%

อย่างไรก็ตามหากคุณสามี เริ่มไม่ฟิตปั๋ง คุณภาพของสเปิร์มไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ทั้งปริมาตร จำนวน การเคลื่อนไหว และรูปร่างมีปัญหาที่กล่าวไปข้างต้น สามารถปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้นได้ จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ งดแอลกอฮอลล์ งดบุหรี่ ลดกาแฟ พักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายจากความเครียดและออกกำลังกายให้สม่ำเสมอไม่หักโหมจนเกินไป

นอกจากนี้ผู้ชายที่มีปัญหาคุณภาพสเปิร์มและมีบุตรยากที่ต้องการบำรุงเพื่อเพิ่มคุณภาพของสเปิร์ม สำหรับเตรียมมีบุตรหรือเตรียมเข้าสู่กระบวนการแพทย์เพื่อทำเด็กหลอดแก้ว สามารถเลือกทานอาหารเสริมเพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพของสเปิร์มได้ โดยสังเกตบนฉลากของอาหารเสริมว่ามีส่วนผสมของสารสกัดหรือวิตามินเหล่านี้หรือไม่ ได้แก่ เอล- อาร์จินีน (L-Arginine) , Hardigen (Natural Nano Zinc L- Methionine) , Sodium ascorbate,โคเอนไซม์คิว10 (CO Q10 ),ไนอะซิน (Niacinamide) หรือ วิตามินบี3 (Vitamin B3) ,วิตามินอี (Vitamin E) , ซีลีเนียม อะมิโน แอซิด คีเลต (Selenium Amino Acid Chelate), วิตามินบี 6 (Vitamin B6), วิตามินบี 12 (Vitamin B12), วิตามินบี1 (Vitamin B1),ไรโบฟลาวิน (RIBOFLAVIN) หรือ Vitamin B2 และ กรดโฟลิก (FOLIC ACID) ซึ่งสารสกัดเหล่านี้มีฤทธิ์ในการเพิ่มความฟิตปั๋ง และเพิ่มคุณภาพของสเปิร์ม แต่ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม โดยควรเลือกทานอาหารเสริมที่ได้คุณภาพมารตรฐานการผลิตและได้รับการรับรองความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งสามารถศึกษาความรู้สำหรับผู้มีบุตรยากทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง รวมถึงโภชนาการเสริมภาวะเจริญพันธุ์ตามหลักวิทยาศาสตร์สำหรับผู้มีบุตรยากได้ทที่เว็บไซต์ หรือเฟซบุ๊กเพจภายใต้ชื่อเดียวกัน BabyAndMom.co.th ครูก้อย นัชชา กล่าว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...