โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ครึ่งปีหลังยังเจอมรสุม “ดอกเบี้ยขาขึ้น”... แต่ก็ยังมีโอกาสลงทุน ทั้ง “ตราสารหนี้ระยะสั้น” & “Robotics&AI” !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 15 ธ.ค. 2566 เวลา 15.37 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2565 เวลา 14.46 น. • โต๊ะกองทุน Wealthythai

Fund Manager View: ตลาดการลงทุนโลกผ่านช่วงครึ่งปีแรกมาอย่างสะบักสะบอม เจอพิษ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” เล่นเอาส่วนใหญ่แดงเดือดไปตามๆ กัน
ต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังก็ยังเป็นความจริงที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ ต่อเนื่องไปสำหรับ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” และ “ไทย” เองก็คงต้องออกมาขยับตามพี่ใหญ่อย่าง “สหรัฐ” เช่นเดียวกัน
ท่ามกลางมรสุมการลงทุนที่ยังจะคงอยู่ต่อเนื่องไปในช่วงครึ่งปีหลังนี้ จะรับมือกันอย่างไร?
วันนี้ ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthytahi’ มีคำแนะนำดีๆ จากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกันเช่นเคย

“ตราสารหนี้ไทย” ยังน่าสนใจกว่าต่างประเทศ…แนะหลบเข้า “กองตราสารหนี้ระยะสั้น” รับดอกเบี้ยขาขึ้น

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐได้สะท้อน “ดอกเบี้ยขาขึ้น” ไปแล้ว จนเริ่มมีบางมุมมองเห็นว่าอาจเป็นโอกาสในการขยับสู่การลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศที่อายุยาวขึ้นได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม “ชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์” Chief Investment Officer (รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน) บลจ.กสิกรไทย มองว่า แม้ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสสารหนี้ต่างประเทศอาจจะสูงขึ้นจริง แต่ถ้าผ่านกระบวนการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนกลับมาเป็นผลตอบแทนในสกุลเงินบาทแล้วอาจจะไม่ได้มากอย่างที่คิด ภายใต้บริบทของดอกเบี้ยขาขึ้นเช่นนี้ มอง “ตราสารหนี้ในประเทศ” ยังน่าสนใจและอุ่นใจกว่า “ตราสารหนี้ต่างประเทศ” คาดการณ์ว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) ยังคงต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectation) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนอาจจะส่งผลต่อภาพการบริโภคของสหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของ GDP

(ชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์)

“โดยแนวทางของการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตจะขึ้นอยู่กับอัตราเงินเฟ้อเป็นสำคัญ (Data Dependent) ขณะเดียวกัน Fed ปรับลดคาดการณ์ GDP ในปีนี้ จาก 2.8% เหลือ 1.7% และปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการว่างงานของปี 2024 มาที่ 4.1% จาก ระดับปัจจุบันที่ 3.6% สะท้อนให้เห็นถึง มุมมองความกังวลต่อเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดเกิดความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession Fear) เพิ่มมากขึ้น”
ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Government Bond Yield Curve) ปรับตัวขึ้นทุกประเทศ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน และอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นมากจากหลายปัจจัย สำหรับตลาดตราสารหนี้ไทย แม้คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% แต่ Yield Curve ได้ปรับตัวสูงขึ้นในระดับที่สะท้อนอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75-2.00%ไปแล้ว ค่าเงินบาทอ่อนตัวตามค่าเงินในภูมิภาค กระแสเงินไหลเวียนของผู้ลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) สุทธิแล้วเป็นเงินไหลเข้าเล็กน้อย แม้ปัจจัยพื้นฐานโดยรวมจะยังคงดีอยู่ และ Yield Curve ได้สะท้อนภาพการขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว แต่ในช่วงเวลานี้ตลาดจะยังมีความผันผวนอยู่บ้าง
“ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาลงทุนในกองทุนตราสารหนี้โดยเลือกพักเงินใน ‘กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น’และหากรับความผันผวนของราคาได้ก็สามารถทยอยลงทุนใน ‘กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง’ ได้

ชูธีม Robotics&AI” แนวโน้มเติบโตในระยะยาว…เหตุช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ-ลดต้นทุน

ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้นและกำลังมองหาโอกาสการลงทุนในระยะยาวนั้น
“รัชดา ตั้งหะรัฐ” กรรมการผู้จัดการอาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) แนะนำว่า หุ้นในธีม Robotics&AI” เป็นอีกหนึ่งธีมการลงทุนที่น่าสนใจโดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานลงมาในตอนนี้ หลายปีที่มาภาพรวมของอุตสาหกรรม “Robotics&AI” ได้รับความสนใจจากธุรกิจเพิ่มมากขึ้น อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่มีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ค่าแรงที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และสถานการณ์ COVID-19 ที่ผ่านมาก่อให้เกิดการหยุดชะงักของการผลิต ทำให้การประยุกต์ใช้ “Robotics&AI” ได้เข้ามามีบทบาทในหลายธุรกิจสอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาสนใจและยอมรับการใช้ระบบอัติโนมัติมากขึ้น

(รัชดา ตั้งหะรัฐ)

“ท่ามกลางความผันผวนของตลาด ตลาดหุ้นทั่วโลกมีโอกาสในการลงทุนเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องแนวโน้มเติบโตในระยะยาว (Secular Growth Trends) อย่างธีม ‘Robotics&AI’ ที่เริ่มได้รับการยอมรับและใช้งานอย่างแพร่หลาย ด้วยสถานการณ์ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น การปรับขึ้นค่าแรง การระบาดของ COVID-19 ทำให้เกิดการหยุดชะงักของภาคการผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานคน รวมไปถึงจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ธุรกิจต่างมองหาวิธีแก้ปัญหาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน ทำให้เกิดการนำวิทยาการด้าน ‘Robotics&AI’ ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้มากขึ้น เพื่อเป็นการลดต้นทุนและง่ายต่อการใช้งาน”

คาดการประยุกต์ใช้ “Robotics&AI” ในธุรกิจต่างๆ จะมีความแพร่หลายมากขึ้นในอนาคต

ปัจจุบันมีธุรกิจที่ใช้ Robotics&AI” เฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 126 ต่อพนักงาน 10,000 คน (ที่มา: International Federation of Robotics (IRF) Press room 2021) และสัดส่วนดังกล่าวยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตอีกด้วย แสดงให้เห็นโอกาสของการลงทุนใน Robotics&AI” ที่จะเข้ามาแทนที่ในหลายๆ อุตสาหกรรมในอนาคต
ลักษณะการประยุกต์ใช้ ‘Robotics & AI’ ในสายงานการผลิตนั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และคาดว่าในปี 2022-2024 จะเติบโตในอัตรา 7.8% ต่อปีในระหว่างปี 2022 – 2024 โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาที่ยังมีอัตราการใช้ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอยู่หรือในทางการแพทย์ได้มีการประยุกต์ใช้หุ่นยนต์สำหรับการช่วยผ่าตัดมาโดยตลาดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงแรกมีอุปสรรคสำคัญคือเรื่องของต้นทุนที่สูง ทำให้การใช้งานจะกระจุกตัวอยู่กับโรงเรียนแพทย์หรือโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่เท่านั้น อย่างไรก็ดีในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาบริษัทผู้พัฒนาหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดได้มีการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจเป็นในลักษณะการเช่า เช่าซื้อ หรือคิดค่าใช้จ่ายตามใช้งานจริง ทำให้โรงพยาบาลหรือศูนย์การแพทย์ที่มีต้นทุนจำกัดสามารถเข้าถึงการใช้หุ่นยนต์สำหรับการช่วยผ่าตัดได้มากขึ้น
“นอกจากนี้ บลจ.ยูโอบี ยังเห็นถึงโอกาสในการประยุกต์ใช้ AI ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจออนไลน์ (E-Commerce), กลุ่มธนาคารและการเงิน, กลุ่มเทคโนโลยีจดจำใบหน้า และการตลาด ซึ่งจะมีแนวโน้มประยุกต์ใช้การอย่างแพร่หลายในอนาคตเพิ่มขึ้นอีกด้วย นี่จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ”
ใครที่ไม่ชื่นชอบความเสี่ยง ในช่วง “ดอกเบี้ยขาขึ้น” เช่นนี้ ก็แนะนำให้หลบมาพักไว้ในกลุ่ม “กองตราสารหนี้ระยะสั้น” อุ่นใจพร้อมได้ผลตอบแทนเหนือเงินฝากไปพรางๆ แต่ใครที่รับความเสี่ยงได้และมองหาโอกาสลงทุนจากความผันผวนในระยะสั้นเช่นนี้ ธีม “Robotics & AI” ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...