โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เส้นทางทหารของพระราชา

VoiceTV

อัพเดต 02 ก.ค. 2565 เวลา 04.36 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2565 เวลา 02.52 น. • กองบรรณาธิการวอยซ์ออนไลน์

การทำรัฐประหารทั้ง 13 ครั้ง ตลอด 90 ปีที่ผ่านมา อำนาจทหารมีพลวัตเปลี่ยนแปลงไปอย่่างไร จากหน้าที่รั้วของชาติ กำลังถูกตั้งคำถามถึงบทบาทในการหันไปปกป้องสถาบันกษัตริย์เป็นหลัก การทำความเข้าใจโครงสร้างเครือข่ายอำนาจและทิศทางของกองทัพจึงเป็นสิ่งที่สังคมไทยเลี่ยงไม่ได้ที่่น่าจับตามอง

ความสัมพันธ์และความการเปลี่ยนแปลง

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี นักวิชาการอิสระ อดีตบรรณาธิการบริหาร นสพ. The Nation กล่าวถึงความเข้าใจเรื่องกองทัพในโลกประชาธิปไตยว่าอำนาจสูงสุดของประชาชนอยู่เหนือกองทัพ แต่สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับราชวงศ์ไทยแตกต่างกันออกไป

เริ่มจากในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดตั้งกองทัพไทยขึ้นเพื่อจุดประสงค์ทางความมั่นคงและความปลอดภัยของราชวงศ์ แสดงให้เห็นว่าอำนาจของกองทัพถูกกำหนดให้อยู่ใต้สถาบันกษัตริย์ แม้ว่าในช่วงปี 2455 ทหารหนุ่มบางกลุ่มต้องการที่จะดึงอำนาจของสถาบันกษัตริย์ลง จนเป็นเหตุการณ์กบฎร.ศ.130

จนกระทั่งปี 2475 ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจนประสบความสำเร็จ แม้ว่าปี 2476 จะเกิดการก่อกบฏของพระองค์เจ้าบวรเดช เพื่อให้สถาบันกษัตริย์กลับมามีอำนาจสูงสุดอีกครั้ง แต่ก็พ่ายให้กับจอมพล ป.พิบูลสงครามไป

เมื่่อ จอมพล ป. ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีการสร้้างแนวคิดชาตินิยมของรัฐไทยขึ้นมา ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนความจงรักภักดีเดิมที่อยู่กับสถาบันกษัติรย์ ให้มาอยู่ที่รัฐบาลและตัวจอมพล ป. แทน

จนกระทั่งการดำรงตำแหน่งนายกฯ ครั้งที่ 2 ของจอมพล ป. เกิดความขัดแย้งภายในกองทัพเป็นช่องว่างทำให้สถาบันกษัตริย์มีโอกาสใกล้ชิดกับกองทัพอีก ซึ่งเริ่มต้นในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่สร้างเครือข่ายอำนาจระหว่างกองทัพกับสถาบันกษัตริย์จนสืบเนื่องต่อมาจนสิ้นสุดในยุคของรัชกาลที่ 9

สุภลักษณ์ แสดงให้เห็นภาพของความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างสถาบันกษัตริย์และกองทัพผ่านภาพถ่ายของพล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทบ. ที่มีเบื้องหลังเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 ในชุดทหาร และอ้างถึงคำพูดของ พล.อ.อภิรัชต์ ว่า "ทั้งสถาบันทหารและสถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งแยกจากกันไม่ได้"

สุภลักษณ์ ชี้ว่ากองทัพพยายามสร้างมายาคติผ่านประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยาถึงภาพที่กองทัพกับกษัตริย์สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันเพื่อปกป้องบ้านเมือง เป็นการสร้างสร้างบทบาทความสัมพันธ์ของกษัตริย์กับกองทัพผ่านประวัติศาสตร์ โดยไม่ได้กล่าวถึงบริบทในประวัติศาสตร์ทั้งหมด เพียงแต่ต้องการฉายภาพระบอบศักดินาที่ทำหน้าที่รักษาบ้านเมือง

"ปัจจุบัน รัชกาลที่ 10 ถือเป็นกษัตริย์องค์แรกของไทยหลังการปฎิวัติ 2475 และเป็นกษัตริย์องค์ที่ 3 ในราชวงค์จักรี (คนที่ 1 รัชกาลที่ 6 คนที่ 2 รัชกาลที่ 7) ที่จบการศึกษาด้านการทหาร และเคยประจำการในกองทัพ รวมถึงมีประสบการณ์รบในการทำสงครามกับคอมมิวนิสต์ ในช่วงปี 2513"

สุภลักษณ์ อธิบายต่อว่่่าภายใต้รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการออกกฎหมายหลายฉบับตั้งแต่ปี 2560 – 2562 ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปโครงสร้างและความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับสถาบันกษัตริย์ มีการจัดหมวดหมู่ทหารที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน

ตั้งแต่การจัดระเบียบการรักษาความปลอดภัยเกิดขึ้นผ่านการกองทัพส่วนพระองค์ ทั้งกองกำลัง 904 ภายใต้คำสั่ง พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ., กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ รวมถึงหน่วยงานตำรวจที่เดิมทีมีชื่อว่าตำรวจมหาดเล็กรักษาพระองค์ ก่อนจะเปลี่ยนชื่อใหม่เมื่อปี 2563 ให้ออกจากขอบเขตของพระราชวัง แต่หน้าที่ของหน่วยงานนี้ยังคงทำหน้าที่ปกป้องราชวงศ์ผ่านความสัมพันธ์ของคนในหน่วยที่ใกล้ชิดกับพระราชวังเป็นพิเศษ

จากข้อมูลที่ปรากฏ สุภลักษณ์ กล่าวว่่า รูปแบบความสัมพันธ์ดังกล่าวต่างไปจากสมัยยุคพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เป็นผู้มีบทบาทในการสร้้างเครือข่ายทางอำนาจในฐานะหัวหน้าองคมนตรี

หลังการเสียชีวิตของพล.อ.เปรม แม้ว่าตำแหน่งหัวหน้าองคมนตรีใหม่จะตกเป็นของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ก็ไม่ได้มีบารมีมากพอที่จะเชื่อมสถาบันกษัตริย์กับกองทัพเหมือนที่ผ่านมา เพราะพระมหากษัตริย์สามารถเข้าถึงกองทัพด้วยตัวพระองค์เอง ผ่านกองกำลัง 904 หรือที่รู้จักกันในนามทหารคอแดงเป็นหลัก

จากการสืบค้นของสุภลักษณ์ มีทหาร 15 นายที่เคยดำรงตำแหน่งใน 904 และได้รับการเลื่อนยศไปดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ ในกองทัพเพื่อปฎิบัติการให้สถาบันกษัตริย์มีความแข็งแกร่งมากขึ้น

ทั้งนี้ สุภลักษณ์ ยังยกตัวอย่างการรื้อถอนอนุสาวรีย์ปราบกบฏที่วงเวียนหลักสี่ในปี 2561 การรื้อถอนหมุดคณะราษฎรในปี 2560 ว่าเป็นหนึ่งในความพยายามทำให้สัญลักษณ์ของการต่อต้านระบอบกษัตริย์หายไป ทั้งยังมีการเปลี่ยนชื่อสถานที่ต่างๆ ที่เคยตั้งตามสมาชิกผู้ก่อการ 2575 ให้กลายเป็นชื่อที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์แทน

ทหารของพระราชา

พอล แชมเบอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ไม่มีเหตุผลอะไรที่ยอมรับได้ว่าคนมีอาวุธจะเชื่อฟังคนที่ไม่มีอาวุธ เหมือนกับกษัตริย์ที่ไร้อาวุธจะอยู่อย่างปลอดภัยและมั่นคงอย่างไรในเมื่อเหล่าผู้รับใช้ถืออาวุธครบมือ

พอล บอกว่า network monarchy เป็นคำนิยามที่กว้างกว่า monarchized Military หรือทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะแบบแรกสามารถขยายความไปได้ถึงการใช้เครือข่ายของสถาบันในการควบคุมอำนาจในหลายภาคส่วน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกองทัพเท่านั้น

"ทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นพลวัตที่สืบเนื่องมาจากมรดกทางประวัติศาสตร์ที่ทหารต้องรับหน้าที่ปกป้องดูแลสถาบันกษัตริย์ สิ่งนี้เองเป็นการสร้างความชอบธรรมให้การรัฐประหาร"

หรือที่พอลนิยามว่า "การปกครองโดยคนโง่ (khaki-stocracy)" พร้อมยกตัวอย่างการทำรัฐประหารปี 2549 และการสร้้างอุทยานราชภักดิ์ ที่เป็นสัญลักษณ์ว่ากองทัพนั้นอยู่ภายใต้สถาบันกษัตริย์

การปฏิบัติการณ์ของกองทัพลักษณะนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่ารัฐคู่ขนานที่นอกเหนือจากอำนาจฝ่ายปกครองอย่างเป็นทางการ ตามกลไกทางการเมืองของพลเรือนแล้วยังมีอีกฝ่ายอำนาจที่ใช้ปกครองอย่างไม่เป็นทางการอีกด้วย เพื่อเป็นการรักษาสมดุลย์ทางการเมือง แต่อีกใจความสำคัญของรัฐคู่ขนานคือการใช้ความรุนแรง

เขาเปรียบเทียบการใช้อำนาจของรัฐคู่ขนานให้เห็นภาพชัดขึ้นโดยยกตัวอย่่างภาพยนตร์เรื่อง The Godfather ที่นำเสนอเรื่องราวการใช้อำนาจมาเฟียปกครองผ่านการอาศัยแรงจากมือปืน

รัฐคู่ขนานไทยในมุมมองของพอลจึงออกมาเป็นการที่สถาบันกษัตริย์สร้างกองทัพที่มีอุดมการณ์ รวมถึงจารีตต่างๆ เพื่อสร้างความชอบธรรม โดยพอลกล่าวว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ต่างฝ่ายต่างได้ผลประโยชน์ เพราะทั้งกองทัพได้รับความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่

ส่วนสถาบันกษัตริย์ได้รับความมั่นคงผ่านการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพอีกที เป็นการทำให้กองทัพมอบความภักดีเพื่อให้สถาบันกษัตริย์ยังคงอยู่และขยายอำนาจได้ ไม่ใช่การรวมกองทัพกับสถาบันกษัตริย์ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

ความไม่มั่นคงของประชาธิปไตย

อุกฤษฎ์ ปัทมานันท์ จากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มอธิบายสั้นๆ ว่่า ตั้งแต่การปฎิรูปสยามในศตวรรษที่ 19 เป็นตนมา ทหารพระราชาหรือทหารไทยสมัยใหม่ ไม่ได้ทำการรบกับศัตรูที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ แต่มีหน้าที่หลักเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนใหญ่

เขาตั้งคำถามถึงความไม่มั่นคงของประชาธิไตยไทย เนื่องจากทหารพระราชามักอ้างถึงหลักสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารว่าด้วย ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แม้ว่าทหารทุกคนจะเป็นทหารของพระราชาอยู่แล้ว แต่กลุ่มทหารที่เกิดขึ้นใหม่อย่าง "ทหารคอแดง" ก็มีความสำคัญและเป็นปัญหาใหม่เช่นกัน

เมื่ออำนาจพลเรือนไทยไม่เคยได้เติบโต กองทัพก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองตลอดเวลา ส่งผลให้ที่ผ่านมาเกิดความขัดแย้งภายในระหว่างนักเรียนนายร้อย จปร. ตั้งแต่ช่วงปี 2523 ระหว่าง จปร. รุ่นที่ 1 พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ, รุ่นที่ 5 พล.อ.สุจินดา คราประยูร และ รุ่นที่ 7 พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เรืื่อยมาจนถึง กลุ่ม 3 ป. ที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งในกองทัพอย่างรวดเร็ว จนสร้างไม่พอใจให้กับ จปร. รุ่นใกล้เคียง แต่ในยุคปัจจุบันความขัดแย้งระหว่างรุ่นก็เปลี่ยนไป หลังมีทหารคอแดงขึ้นมา

อุกฤษฎ์ คาดการณ์ว่าในการเปลี่ยนวาระของผู้บัญชาการกองทัพคนใหม่ กลุ่มบูรพาพยัคฆ์จะกลับขึ้นมามีอำนาจอีกครั้ง เพราะตั้งแต่ในอดีตอย่างยุคของจอมพล ป. ความขัดแย้งภายในกองทัพมักเกิดขึ้นจากผลประโยชน์ส่วนตัวเสมอ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ความขัดแย้งในยุคใหม่จะเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มบูรพาพยัคฆ์และทหารคอแดง

สถาบันกษัตริย์เชิงเครือข่าย

ดันแคน แมคคาร์โก จากสถาบันเอเชียศึกษานอร์ดิก มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ตอบคำถามสำคัญเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เชิงเครือข่าย ผ่านการเปรียบเทียบที่เขาเคยใช้ในชั้นเรียนที่อังกฤษว่า ในช่วงที่เขาต้องสอนต่อเนื่อง 4 ชั่วโมง เมื่อถึงชั่วโมงที่ 3 เขาต้องออกไปซื้อกาแฟที่ร้านฝั่งตรงข้ามก่อนกลับมาเข้าสอนในชั่วโมงที่ 4 ซึ่งดันแคนจะต้องเป็นคนซื้อเองทุกวัน แต่ในบางสังคม ถ้ามีคนเห็นว่าดันแคนซื้อกาแฟเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ช่วงหลังๆ จะมีคนเอากาแฟมาวางให้เขาเองโดยไม่ต้องร้องขอ

จากการเปรียบเทียบดังกล่าว ดันแคนต้องการสื่อถึงการทำงานของสถาบันกษัตริย์เชิงเครือข่ายที่กษัตริย์ไม่จำเป็นต้องร้องขออะไร เป็นกระบวนการกึ่งอัตโนมัติที่สั่งสอนให้คนเชื่อว่ากษัตริย์ต้องการอะไรแล้วทำตามนั้น

ความต้องการของกษัตริย์ไม่ได้ปรากฏชัดเจน แต่ถูกขับเคลื่อนผ่านองค์กรตัวแทน เช่น องคมนตรี ทำให้ดันแคนนึกย้อนไปถึงพระราชดำริในปี 2549 เกี่ยวกับ "กษัตริย์ไม่ได้สิ่งที่ต้องการเสมอไป"

สถาบันกษัตริย์เชิงเครือข่ายจึงเป็นกลไกทำให้เกิดรัฐประหารปี 2549 และ 2557 เพราะก่อนหน้านี้กระบวนการปฏิรูปการเมืองอันเป็นผลจากรัฐธรรมนูญ 2540 และความนิยมของทักษิณ ชินวัตร ทำให้การเมืองของพลเรือนมีพัฒนาการเติบโตมากขึ้น

"อำนาจจึงถูกสร้างขึ้นมาเป็นสองขั้วคู่ขนาน ทั้งอำนาจวังและอำนาจพลเรือน ยิ่งเห็นได้ชัดในช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร"

ดันแคนแสดงความคิดเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงการบริหารอำนาจของสถาบันกษัตริย์เชิงเครือข่ายที่มีหน้าที่แตกต่างออกไปหลายรูปแบบ แม้ว่าจะเปลี่ยนรัชกาลแล้ว แต่เครือข่ายเหล่านี้ยังคงอยู่ อำนาจยังคงถูกใช้ผ่านตัวกลไกที่เปลี่ยนไปโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีตัวแสดงแทนอย่างเมื่อก่อน

"เพราะในรัชกาลปัจจุบัน หากพระองค์ต้องการกาแฟสักแก้วจะเป็นคนบอกเอง"

ดันแคน ทิ้งท้ายว่า การพูดถึงเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เชิงเครือข่ายจะยังคงถูกพูดถึงอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงในวิธีใดก็ตาม เพราะเครือข่ายอำนาจเหล่านี้เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคตของประเทศไทย

หมายเหตุ - สรุปความจากวงเสวนาหัวข้อ Monarchy, Military-Nexus, and Resilience of Network Monarchy จัดโดยวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ในงาน PBIC RESEARCH SYMPOSIUM: 90 ปี ประชาธิปไตยไทย 88 ปีธรรมศาสตร์ 24 มิ.ย. 65

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...