ภาษีเดือด! “ทรัมป์” สั่งเก็บภาษี 25% ประเทศค้าขายกับอิหร่าน มีผลทันที
3 แคนดิเดตนายกฯ รทสช. ออกโรงค้านแก้ รธน. ทั้งฉบับ เปรียบ 'การเซ็นเช็คเปล่า' เสี่ยงแอบฟอกขาวนักการเมืองชั่ว
ภาษีเดือด! “ทรัมป์” สั่งเก็บภาษี 25% ประเทศค้าขายกับอิหร่าน มีผลทันที
วันที่ 13 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า ได้กำหนดภาษี 25% สำหรับสินค้าจากประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่าน ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่อาจสร้างแรงกดดันต่ออิหร่าน ขณะที่การประท้วงต่อต้านรัฐบาลเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 แล้ว ภาษีดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันที โดยไม่ได้ให้รายละเอียดว่า อะไรคือ “การทำธุรกิจ” กับอิหร่าน ทั้งนี้ จีนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน รองลงมาคืออิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ตุรกี และอินเดีย
ทรัมป์บอกว่า “ประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะต้องจ่ายภาษี 25% สำหรับการค้าทั้งหมดที่ทำกับสหรัฐฯ คำสั่งนี้เป็นที่สิ้นสุดและเด็ดขาด”
ทำเนียบขาวไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาษีนำเข้า รวมถึงประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด
ทรัมป์ขู่ว่าจะเข้าแทรกแซง และกล่าวเมื่อวันที่ 11 ม.ค. ว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านได้โทรหาเขาเพื่อเจรจา แต่เสริมว่า “เราอาจต้องดำเนินการก่อนการประชุม”
วันที่ 13 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พร้อมนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรคและ3แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค รทสช. ร่วมแถลงจุดยืนชัดเจน กรณีไม่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ และไม่เห็นชอบต่อการทำประชามติในลักษณะที่เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2560
โดยนายพีระพันธุ์ กล่าวว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเท่ากับเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญเดิมทิ้งทั้งหมด ทั้งที่บทบัญญัติหลายส่วนของรัฐธรรมนูญปี 2560 ยังมีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อประเทศ โดยเฉพาะกลไกที่ตัดสิทธิ์หรือจำกัดคุณสมบัตินักการเมืองที่กระทำผิดร้ายแรง หากยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ บุคคลที่เคยถูกตัดสิทธิ์อาจกลับเข้าสู่ระบบการเมืองได้โดยอัตโนมัติ
นายพีระพันธุ์ ยังตั้งข้อสังเกตต่อคำถามประชามติที่ให้ประชาชนตัดสินใจ โดยไม่ทราบกรอบและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า เปรียบเสมือนการให้ประชาชน เซ็นเช็คเปล่าและอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ประชาชนต้องยอมรับรัฐธรรมนูญที่จัดทำเสร็จแล้ว แม้ไม่เห็นด้วยในรายละเอียด โดยย้ำว่ารัฐธรรมนูญต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ตอบสนองความต้องการของนักการเมืองบางกลุ่ม
ด้านนายอรรถวิชช์ กล่าวว่า บทเฉพาะกาลที่เป็นข้อกังวลหลักของรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้สิ้นสุดลงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของวุฒิสภาแต่งตั้งหรือกลไกสืบทอดอำนาจ จึงไม่จำเป็นต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อีกทั้งโครงสร้างหลักของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีความใกล้เคียงกับรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 โดยเตือนว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับอาจเป็นการเปิดทางให้เกิดการนิรโทษกรรมทางการเมืองโดยแอบแฝง และวิจารณ์คำถามประชามติที่ไม่ระบุขอบเขตชัดเจน ทั้งที่พรรคการเมืองเคยมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 โดยเสนอว่า หากจะแก้ไข ควรถามประชามติให้ชัดเจนว่าแก้ตั้งแต่หมวดใด ไม่ใช่เปิดกว้างจนไม่ตรงไปตรงมา
ขณะที่นายนราพัฒน์ กล่าวเสริมว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับไม่มีความจำเป็น เนื่องจากกลไกที่เป็นข้อกังวลได้สิ้นสุดผลบังคับแล้ว พร้อมแสดงความห่วงใยว่า การเปิดทางยกร่างใหม่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติสำคัญโดยไม่มีหลักประกัน รวมถึงความเสี่ยงที่กลไกด้านจริยธรรมทางการเมืองจะถูกลดทอนหรือยกเลิก การแก้ไขรัฐธรรมนูญควรทำอย่างตรงไปตรงมา แก้เฉพาะจุดที่มีปัญหา และต้องยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่ใช้กระบวนการประชามติเป็นเครื่องมือเปิดทางให้เกิดผลประโยชน์ทางการเมืองแอบแฝง