ต้องอาศัย ‘คนกลาง’ หยุดยิงไทย-กัมพูชา
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
นับจากคืนวันที่ 7 ธันวาคม หลังการปะทะกันเกือบตลอดแนวพรมแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีความยาวมากกว่า 790 กม. ไล่มาตั้งแต่ ช่องบก จ.อุบลราชธานี มาถึงบ้านสามหลัง จ.ตราด จนถึงขณะนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยิง โดยผลของการปะทะกันได้สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของทั้ง 2 ฝ่าย เฉพาะฝ่ายไทยมีทหารเสียชีวิตไปแล้ว 16 นาย บาดเจ็บอีก 327 นาย ประชาชนเสียชีวิตอีก 3 ราย และเกิดการอพยพประชาชนในจังหวัดอีสานใต้มากกว่า 300,000 คน
ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีรายงานอย่างไม่เป็นทางการเข้ามาว่า ทหารเสียชีวิตมากกว่า 200 นาย เกิดการโจมตีโดยเครื่องบินรบไทยลึกเข้าไปในแผ่นดินกัมพูชามากกว่า 40 กม. เพื่อทำลายที่ตั้งทางทหาร เส้นทางคมนาคม รวมไปถึงที่ตั้งของกลุ่มอาคารที่เชื่อกันว่า เป็นฐานสแกมเมอร์บริเวณชายแดนด้วย
การปะทะกันครั้งนี้ ฝ่ายไทยมีหลักฐานว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงก่อน หลังจากที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดในเส้นทางลาดตระเวนที่อยู่ในอาณาเขตไทย ตามมาด้วยการเปิดฉากยิงปะทะกันเพื่อแย่งยึดพื้นที่จุดยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งพื้นที่ใหม่และเปิดการรบเพื่อชิงพื้นที่เก่าที่ถูกยึดไปในคราวการปะทะกันครั้งแรก
แน่นอนว่าการเปิดฉากปะทะกันครั้งนี้ เท่ากับเป็นการ “ฉีก” ปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา หรือ Kuala Lumpur Peace Accord เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายได้ออกถ้อยแถลงผลการหารือระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีฝ่ายไทย กับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อให้ข้อตกลงหยุดยิงในห้วงเวลาปะทะกันครั้งแรก (24-31 กรกฎาคม 2568) มีผลในทางปฏิบัติ โดยมีสักขีพยานสำคัญ ได้แก่ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ปรารถนาจะรับบท “คนกลาง” เพื่อยุติการปะทะกัน
โดยตลอดสัปดาห์แรกของการปะทะ ซึ่งเวลาได้ล่วงเลยมาแล้วกว่า 12 วัน ท่ามกลางคำขู่ของ “คนกลาง” อย่างประธานาธิบดีทรัมป์ ที่แสดงท่าทีพร้อมจะหยิบยกมาตรการภาษีกลับเข้ามาบังคับใช้ หลังจากที่ทั้ง 2 ประเทศถูกเรียกเก็บภาษีร้อยละ 19 โดยกัมพูชาได้ยอมลงนามในข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐไปแล้ว ในขณะที่ไทยยังตกอยู่ในภาวะ “คาราคาซัง” ในการเจรจาภาษี หลังจากที่ไทยเป็นฝ่ายบอก “ระงับ” การดำเนินการตามปฏิญญาสันติภาพแต่เพียงฝ่ายเดียว เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
ทว่าเอาเข้าจริงกระทั่งถึงบัดนี้ ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาต่างก็ยังไม่มีการหยุดยิง ขณะที่สหรัฐเองก็ยังไม่ได้นำมาตรการภาษีมาใช้บังคับอย่างจริงจัง จนเสมือนเป็นเพียงประหนึ่ง “คำขู่” แต่ก็ไม่ยอมเปิดการเจรจาภาษีกับรัฐบาลไทยแบบเต็มคณะต่อ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนก็เริ่มออกมาเคลื่อนไหวในความพยายามที่จะหยุดการปะทะกันครั้งนี้ ด้วยการส่ง “หวัง อี้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีต่างประเทศทั้ง 2 ฝ่าย และพร้อมที่จะดำเนินบทบาททางการทูตแบบ “รถรับส่ง” หรือ Shuttle Diplomacy ท่ามกลางความหวังที่ว่า ทั้ง 2 ฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกันอีกครั้งหนึ่ง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ต้องอาศัย ‘คนกลาง’ หยุดยิงไทย-กัมพูชา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net