โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

‘ทรัมป์-สี’ พบกันตัวต่อตัว ‘เนื้อแท้’ วนเวียน ‘อยู่ที่เดิม’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 พ.ย. 2568 เวลา 05.11 น. • เผยแพร่ 09 พ.ย. 2568 เวลา 05.11 น.
Donald Trump - Xi Jinping (REUTERS/Evelyn Hockstein)

โลกเหมือนจะได้หายใจยาว ๆ กว่าเดิมเป็นเวลา 1 ปี หากไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นระหว่างทาง หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ได้พบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา และได้บรรลุข้อตกลงการค้าในประเด็นสำคัญ

รายงานของฟอร์จูนชี้ว่า แม้กลยุทธ์ “นอกกรอบ” ในการทำข้อตกลงตามสไตล์ของโดนัลด์ ทรัมป์ ตั้งใจจะให้ดูเหมือน “กระทิงในร้านจีน” แต่เอาเข้าจริงมันเหมือน “วัวเชื่องในจีน” มากกว่า โดยทั้งโลกโล่งใจ หลังจากผู้นำสหรัฐและประธานาธิบดีจีนพบกันตัวต่อตัว และไม่มีฝ่ายไหนขยายความขัดแย้งทางการค้าระหว่างกันในการพบปะดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามบรรดาซีอีโอของบริษัทต่าง ๆ 35 คนว่า พวกเขาเห็นด้วยหรือไม่ว่าการบรรลุข้อตกลงครั้งนี้เกินความคาดหมาย ซึ่งพบว่ามีเพียงสองคนเท่านั้นที่เห็นด้วยว่าเกินความคาดหมาย

เดวิด โซโลมอน ซีอีโอของโกลด์แมน แซคส์ ชี้ว่า อย่างน้อยการปฏิสัมพันธ์กันของสองผู้นำอย่างสร้างสรรค์ถือเป็นก้าวบวก แม้จะเป็นก้าวเล็ก ไม่เชื่อว่าสองประเทศจะแยกขาดจากกันทางการค้า แต่สหรัฐก็จำเป็นต้องมีนโยบายใหม่ที่จะแก้ปัญหาเรื่องการควบคุมบงการตลาดของจีนที่เกิดขึ้นมานาน

ดีเร็ก ซิสเซอร์ นักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันอเมริกัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ระบุว่า การพบปะกันของสองคนเป็นเรื่อง “เสียเวลา” มากกว่า เพราะสุดท้ายแล้วก็ทำให้เห็นว่านโยบายของสหรัฐยังเหมือนเดิมเช่นเดียวกับวันแรกที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง แทบไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย

ฟอร์จูนระบุว่า การพบกันของสองผู้นำ มีข้อเท็จจริงสำคัญที่ว่า มันได้เปิดเผยให้เห็น “ข้อจำกัด” ของนโยบายสงครามภาษีที่ทรัมป์เป็นผู้ก่อ และแฉให้เห็นว่าแนวทางแก้ปัญหาระยะยาวของเรื่องนี้ “ไม่ขยับ” ไปไหนเลย

ทรัมป์มีชื่อเสียงด้านกลยุทธ์การ “รังแก” หรือบูลลี่ และทรัมป์รู้ว่าการบูลลี่ที่ได้ผล คือต้องมีการ “ร่วมมือเป็นกลุ่ม” ซึ่งสหรัฐนั้นมี “อิทธิพลอย่างสำคัญ” ในการค้าโลก ในฐานะผู้บริโภครายใหญ่ที่สุด แต่ความจริงที่ไม่ถูกเอ่ยออกมาก็คือ ทั้งโลก “พึ่งพาสินค้าจีน” มากกว่าที่จีนพึ่งพาผู้บริโภคอเมริกัน ด้วยแต้มต่อนี้ ทำให้จีนสามารถรังแกประเทศอื่น ๆ ให้ยอมรับสินค้าราคาถูกของจีนที่รัฐบาลเป็นผู้อุดหนุนราคา กดดันให้ภาคธุรกิจสละทรัพย์สินทางปัญญาและผลักดันคู่แข่งต่างประเทศออกไป

ทรัมป์อยู่ในฐานะที่ดีที่สุดในการใช้ “ความร่วมมือกลุ่ม” ต่อสู้กับจีน แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าทรัมป์ไม่มีความสามารถที่จะสร้างกลุ่มนั้นขึ้นมา สาเหตุก็เพราะการใช้นโยบายภาษีศุลกากรในอัตราสูงกับประเทศต่าง ๆ ทั้งมิตรและศัตรู จึงเป็นไปไม่ได้ที่ทรัมป์จะสร้าง “ฉันทามติที่แข็งแกร่ง” ในการตอบโต้การค้าแบบเอาเปรียบของจีน

ทรัมป์อ้างว่าการใช้ภาษีศุลกากรกับประเทศต่าง ๆ ก็เพื่อส่งเสริมความมั่นคงเศรษฐกิจ แต่แท้จริงแล้วใช้เป็นอาวุธเพื่อสร้างคะแนนนิยมส่วนตัวหรือเอาเปรียบประเทศที่เล็กกว่า อย่างเช่นเมื่อสัปดาห์ก่อน ทรัมป์ประกาศเพิ่มภาษีแคนาดา 10% หลังจากผู้ว่าการรัฐออนแทริโอ เผยแพร่ภาพโฆษณาที่ไม่ถูกใจทรัมป์ และก่อนหน้านั้นก็ประกาศเพิ่มภาษีบราซิลอีก 40% จนกว่าศาลบราซิลจะยกเลิกดำเนินคดีกับอดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนารู ที่เป็นเพื่อนรักทรัมป์

ความไม่แน่นอนที่เกิดจากภาษีทรัมป์ ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวและเป็นการลงโทษคู่ค้าและพันธมิตรยาวนานของสหรัฐ ทำให้ประเทศเหล่านี้มีความ “เปราะบาง” ที่จะถูกจีนบีบบังคับ ดังนั้นใครก็ตามที่หวังว่าจะมีความ “แน่นอน” มากขึ้น หลังการเจอกันระหว่างผู้นำสหรัฐและจีน ก็คงโชคไม่ดีนักที่จะได้ตามที่หวัง

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะการควบคุมการส่งออกแร่หายากมีข้อตกลงเพียง 1 ปี หรือจนกว่าความขัดแย้งจะปะทุขึ้นมาใหม่ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นไปได้ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า จีนจะยอมให้สหรัฐเข้าถึงแร่เหล่านี้ก็ต่อเมื่อสหรัฐยอมให้จีนเข้าถึงเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐ ซึ่งทรัมป์ปฏิเสธที่จะให้จีนได้รับชิปเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงสุดของสหรัฐ เช่นเดียวกับค่าธรรมเนียมท่าเรือก็เป็นเพียงการยกเว้นชั่วคราว

ภาษีทรัมป์ ยื่นโอกาสให้สี จิ้นผิง ได้เน้นย้ำให้สาธารณะเห็นถึง “พื้นที่ใหม่” แห่งสมดุลอำนาจระหว่างจีนและสหรัฐผ่านการตอบโต้กัน ซึ่งอันที่จริงเสียงกระซิบแห่งการผงาดขึ้นของจีนเกิดขึ้นตั้งแต่รัฐบาลบารัก โอบามา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอำนาจของสหรัฐถูกทำให้ลดลงอย่างไม่ตั้งใจ อันเนื่องมาจากการกระทำของทรัมป์ทั้งในสมัยแรกและสมัยที่สอง

สงครามการค้าของทรัมป์สมัยแรก จุดประกายให้จีนดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบ “พึ่งพาตัวเอง” และจัดวางห่วงโซ่อุปทานสำคัญเสียใหม่ นับจากนั้นมา สี จิ้นผิง เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมขนาดยักษ์ ไม่ว่าจะเป็น หัวเว่ย ไชน่า แรร์เอิร์ท กรุ๊ป และบีวายดี และในขณะที่ทรัมป์ทำ “สงครามเศรษฐกิจ” กับทั่วโลก ผู้นำจีนก็ถือโอกาสนี้ดำเนินการเชิงรุก นำเสนอตัวเองในฐานะ “หุ้นส่วนพหุภาคี” ที่มีเสถียรภาพ ซึ่งตรงข้ามกับทรัมป์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ชอบดำเนินการฝ่ายเดียว ทำตัวกดขี่ประเทศอื่น และทำลายสถาบันต่าง ๆ ที่เคยเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของสหรัฐ

ผู้นำจีนยังพยายามเพิ่มชื่อเสียงของจีน ทั้งการลงทุนในโครงการรถไฟขนาดใหญ่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และท่าเรือขนาดใหญ่ในอเมริกาใต้ ขณะเดียวกันก็ดิสเครดิตจุดยืนของสหรัฐไปด้วย

การพบปะกันครั้งแรกในรอบ 6 ปีของทรัมป์ และสี จิ้นผิง เผยให้เห็นจุด “บกพร่อง” ในนโยบายพื้นฐานของสหรัฐ ทรัมป์เป็นผู้เริ่มสงครามที่ตัวเองไม่สามารถเอาชนะได้โดยลำพัง การจะจัดการกับจีน จำเป็นต้องร่วมมือกับพันธมิตร ซึ่งทรัมป์ได้บ่อนทำลายลงแล้วอย่างเป็นระบบผ่านการเก็บภาษีศุลกากรกับทุกประเทศ แม้แต่พันธมิตรของสหรัฐ

การที่สหรัฐไม่มี “รางวัล” ให้กับพันธมิตรเลย จึงเสี่ยงที่จะถูกโดดเดี่ยวและอำนาจต่อรองก็ลดลง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ทรัมป์-สี’ พบกันตัวต่อตัว ‘เนื้อแท้’ วนเวียน ‘อยู่ที่เดิม’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...