โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตสแกมเมอร์หนีตาย หลายพัน-ทะลักเข้าไทย ตร.ทลายแหล่งกบดาน 29 ต่างชาติรอเผ่นเขมร

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 10 พ.ย. 2568 เวลา 12.59 น. • เผยแพร่ 10 พ.ย. 2568 เวลา 02.19 น.

อาชญากรรม | อาชญา ข่าวสด

หลังถูกประเทศมหาอำนาจกดดันอย่างหนัก ในที่สุดเมียนมาก็ตัดสินใจปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ในเมืองเมียวดี และเคเคปาร์กอย่างเด็ดขาดเสียที ทั้งการจับกุม ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดทำลายตึก-อาคารของแก๊งสแกมเมอร์

แต่การปราบปรามครั้งนี้ย่อมกระทบประเทศไทยเต็มๆ จากบรรดาชาวต่างชาติหลายพันคน ทั้งที่เป็นเหยื่อและผู้ร่วมขบวนการที่พากันหนีตายข้ามมา จนเกิดกระแสหวาดระแวงว่าขบวนการสแกมเมอร์หนีตายเหล่านี้จะเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานก่อเหตุเหมือนในประเทศเพื่อนบ้าน

ย้อนไปเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ที่ บช.ก. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แถลงผลปฏิบัติการศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ Anti Cyber Scam Center “ปิดเมือง ล่าสแกมเมอร์”

โดยสามารถจับกุม ผู้ต้องหาชาวฟิลิปปินส์ได้ทั้งหมด 19 ราย เป็นชาย 3 ราย หญิง 16 ราย อายุระหว่าง 21-38 ปี ในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” (Overstay)

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ที่มาที่ไปของปฏิบัติการครั้งนี้ว่า ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ Anti Cyber Scam Center ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูล bigdata พบว่ากลุ่มสแกมเมอร์ จากองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ทยอยหลบหนีการถูกกวาดล้างจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามากบดานในประเทศไทย จึงได้สั่งการให้ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) โดย กก.2 บก.ป. เข้าทำการตรวจสอบสถานที่ต้องสงสัยในพื้นที่รอยต่อของจังหวัดสมุทรปราการ

จนเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา กก.2 บก.ป. ได้นำกำลังเข้าทำการตรวจสอบ บ้านพักตากอากาศหรู (พูลวิลล่า) ในพื้นที่รอยต่อจังหวัดสมุทรปราการ พบกลุ่มชาวต่างชาติ (สัญชาติฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์) จำนวน 22 ราย พักอาศัยในบ้านหลังดังกล่าวจริง จึงได้เชิญตัวมาที่ กก.2 บก.ป. เพื่อทำการซักถามปากคำ

ตรวจสอบหนังสือเดินทางและประวัติการเข้าออกประเทศร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคม., ฝ่ายต่างประเทศ ของศูนย์ฯ และ กก.2 บก.สส.สตม. พบว่าผู้ต้องหารายที่ 1-2 อยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และรายที่ 3-19 อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (overstay)

จึงได้ทำการจับกุมตัวกลุ่มบุคคลดังกล่าว นำส่ง บก.สส.สตม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯตรวจเยี่ยมและมอบนโยบาย ปปง.

นอกจากทั้ง 19 ราย ข้างต้นแล้วตำรวจยังพบ กลุ่มบุคคลที่พักอยู่ในพูลวิลล่าหลังดังกล่าวอีก 3 ราย ได้แก่ Mr.Kwang Wee อายุ 44 ปี สัญชาติสิงคโปร์, Mr.Reynaldo อายุ 25 ปี สัญชาติฟิลิปปินส์ และ Ms.Marfie อายุ 25 ปี สัญชาติฟิลิปปินส์

ทั้งหมดไม่พบความผิดตามกฎหมายคนเข้าเมือง แต่จากพฤติกรรมของบุคคลดังกล่าว บก.สส.สตม. จะพิจารณาดำเนินการเสนอขอเพิกถอนวีซ่าต่อไป

ขณะที่ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ระบุว่าจากการซักถามปากคำพบว่า ก่อนหน้ากลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ทำงานเป็นสแกมเมอร์ ทำงานอยู่ในเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา แต่ภายหลังมีเหตุการณ์ทหารเมียนมากวาดล้างอย่างหนักประมาณวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา จึงถูกพาตัวหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย

โดยหัวหน้าหรือผู้จัดการเป็นผู้เตรียมการเดินทาง เช่าบ้านพักตากอากาศหรู (พูลวิลล่า) เพื่อพักคอย ช่วงระหว่างวันที่ 27-31 ตุลาคม ในราคาประมาณ 200,000 บาท

ทั้งหมดให้การอีกว่าไม่ได้จะมาตั้งฐานในประเทศไทย แต่รอที่จะเดินทางต่อไปยังประเทศกัมพูชา

นอกจากนั้น Mr.Kwang Wee ให้การซัดทอดว่ายังมีกลุ่มสแกมเมอร์ระดับผู้จัดการ แอบพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ กทม. อีกประมาณ 7 ราย

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไปตรวจสอบ แต่พบเพียง 2 คน คือ MR.CHEN KOK LOON อายุ 37 ปี สัญชาติมาเลเชีย และ Ms.LU LISI อายุ 33 ปี สัญชาติจีน จึงได้เชิญมาซักถามปากคำ

พบว่ามีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์จริง จึงดำเนินการเสนอขอเพิกถอนวีซ่า

ส่วนอีก 5 คน เจ้าหน้าที่ก็มีข้อมูลแล้ว คือ MR.LOH อายุ 55 ปี, MR.CHOW อายุ 32 ปี, MR.JONATHAN อายุ 44 ปี, MR.LEE อายุ 29 ปี, MR.YUEN อายุ 31 ปี ทั้งหมดสัญชาติมาเลเชีย สามารถหลบหนีไปได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งติดตามเพื่อมาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

โดยจากการสืบสวนขยายผล บอสของกลุ่มนี้คือ Mr.Lin สัญชาติจีน มีบริษัทสแกมเมอร์ในเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา จำนวน 3 บริษัท ได้เป็นบริษัท DBL1, DBL2 และ DRS มีพฤติกรรมออกอุบายหลอกลวง ขักชวนลงทุน โดยมุ่งเน้นหาบุคคลที่ใช้หมายเลขโทรศัพท์ของประเทศสิงคโปร์เป็นหลัก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการสืบสวนขยายผลต่อไป

ตำรวจบุกจับคาวิลล่าหรู

ถัดมาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

นายอนุทินกล่าวช่วงต้นการประชุมว่า ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงาน ปปง. ยอมรับว่ามีความกดดัน และได้รับความกดดันจากประชาชนและสังคม ตลอดจนประชาคมนานาชาติสูงมากในเรื่องของการเกิดปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสแกมเมอร์เหล่านี้

ยิ่งถ้าเราดำเนินการไม่เฉียบขาดไม่เต็มที่ มันไม่ใช่เฉพาะว่าเราจะถูกตราหน้าว่าเราไม่มีผลงาน แต่สิ่งที่จะตามมาหลังจากนั้นคือการแซงก์ชั่น และถูกกีดกันจากนานาชาติซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราเป็นข้าราชการมีเงินเดือน เกษียณอายุยังมีเงินบำนาญมีกินมีใช้ กินอาหารได้ 3 มื้อ แต่ต้องนึกถึงผู้ที่ทำมาหากินสร้างรายได้ด้วยว่าเขาจะทำอย่างไร

นายอนุทินให้สัมภาษณ์หลังการประชุมว่า มาติดตามความคืบหน้า และสอบถามถึงความต้องการว่าอยากให้รัฐบาลสนับสนุนอะไรบ้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในยุคที่อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และสแกมเมอร์ เป็นเรื่องที่ถูกบรรจุเป็นวาระแห่งชาติ ก็จะต้องดำเนินการให้การสนับสนุน ปปง. อย่างเต็มที่

ส่วนความกังวลว่าอาจจะถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ ได้พูดเรื่องนี้ในที่ประชุม เพราะไม่ใช่เฉพาะเรื่องภายในประเทศ หากไม่สร้างความมั่นใจเรื่องการปราบปรามผู้กระทำผิด โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการฟอกเงิน ก็จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อประเทศไทย ซึ่งไม่เป็นผลดี และจะสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศเป็นอย่างมาก

ดังนั้น ปปง. ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ที่จะไม่ให้มีเงินดำ เงินเทา เข้ามาอยู่ในระบบการเงินของประเทศไทย

ส่วนที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้นายกฯ เร่งจัดการเรื่องสแกมเมอร์นั้น นายกฯ ไม่ต้องจัดการ เพราะเรามี ปปง. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่จะดำเนินการ และหากตรงไหนเข้าข่าย และมีพฤติกรรมฟอกเงิน ก็มีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่จะดำเนินการซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ อยู่แล้ว

นายอนุทินยังกล่าวด้วยว่า จากการหารือในที่ประชุม ประธาน ปปง.คนปัจจุบัน นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ก็เป็นอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งท่านได้นำเสนอ ว่าจะเร่งทำบันทึกความร่วมมือ โดยมี 4 หน่วยงานหลักคือ ปปง. กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และดีเอสไอ มาทำข้อตกลงในการทำงานร่วมกัน เพื่อปราบปรามการฟอกเงิน การใช้ระบบปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและเรื่องสแกมเมอร์ทั้งหลาย เพราะเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ โดยจะลงไปถึงระดับปฏิบัติ คือผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย

เมื่อถามถึงกรอบระยะเวลาในการดำเนินการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ นายกฯ กล่าวว่า เรารีบอยู่แล้ว ขณะนี้สามารถอายัดวงเงินได้ 2 หมื่นกว่าล้านบาทแล้ว และมีการทยอยฟ้อง บางทีเรื่องพวกนี้พูดไม่ได้ คนก็เลยนึกว่าไม่ได้ทำอะไร แต่ของพวกนี้ต้องใช้การข่าว ต้องไปสืบสวน เจาะลึกลงรายละเอียด

หากมีหลักฐานครบถ้วนก็ดำเนินการทันที ซึ่งไม่ใช่เฉพาะ ปปง. แต่ทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็รายงานทุกวัน ถึงการอายัดทรัพย์ผู้กระทำผิด รวมถึงเรื่องยาเสพติด บ่อนการพนัน ค้ามนุษย์ ทั้งหมดมีการดำเนินการ แต่ของพวกนี้หากพูดทั้งหมดก็เท่ากับว่าเผยไต๋ แบบนั้นไม่ได้

เรื่องพวกนี้ต้องมีวิธีการมีเครื่องมือ และเทคโนโลยี ที่ต้องนำหน้าผู้กระทำผิด เราเป็นรัฐเราต้องเหนือกว่า ต้องควบคุมทุกอย่าง

ส่วนที่ขณะนี้แก๊งสแกมเมอร์มีการมาตั้งฐานในประเทศไทยมากขึ้น นายอนุทินกล่าวว่า ตนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทราบแล้ว ก็สั่งว่าให้เร่งดำเนินการ เพราะเป็นที่สนใจของประชาชน ที่สำคัญเราถูกกดดันจากประชาคมโลกด้วย นายกรัฐมนตรียังระบุด้วยว่า ในที่ประชุมอาเซียนซัมมิต และประชุมเอเปค ก็มีการยกเรื่องปัญหาสแกมเมอร์มาหารือด้วยเช่นเดียวกัน

แม้นไทยไม่ใช่ฐานของสแกมเมอร์ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าไทยคือทางผ่านของทั้งเหยื่อและเงินที่หลอกลวงมา หากยังไม่จัดการเด็ดขาดจริงจัง ในสายตาชาวโลกก็ไม่ต่างกับการร่วมมือกับอาชญากร

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิกฤตสแกมเมอร์หนีตาย หลายพัน-ทะลักเข้าไทย ตร.ทลายแหล่งกบดาน 29 ต่างชาติรอเผ่นเขมร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...