โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทัพพม่ากวาดต้อน “เชลยชาวอยุธยา” ไปอังวะอย่างไร? หลังเสียกรุงครั้งที่ 2

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 18 ธ.ค. 2568 เวลา 04.23 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2568 เวลา 07.30 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - ภาพวาดกำแพงและประตูฝั่งตะวันตกของเมืองอมรปุระ ที่ประทับกษัตริย์พม่าสมัยพระเจ้าปดุง ไม่ไกลจากกรุงอังวะ, ค.ศ. 1855

เชลยชาวอยุธยา และพระบรมวงศานุวงศ์กรุงศรีอยุธยา ถูกกวาดต้อนไปพม่า สู่กรุงอังวะอย่างไร เส้นทางใดบ้าง หลังเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310

รศ. ดร. ศานติ ภักดีคำเล่าถึงเรื่องนี้ในบทความ “ตามทางทัพพม่าคราวเสียกรุงฯ พ.ศ. ๒๓๑๐ (๕) จากด่านพระเจดีย์สามองค์สู่เมืองอังวะ”นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับสิงหาคม 2561 ว่า พม่าควบคุมเชลยศึกกรุงศรีอยุธยามารวมกันที่เมืองเมาะตะมะก่อน จากนั้นลำเลียงขึ้นเหนือไปยังราชธานีของพม่า คือกรุงรัตนปุระอังวะ

ลำดับแรก กองทัพพม่านำเชลยชาวอยุธยาและหัวเมืองใกล้เคียงในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เดินทางไปยังเมืองเมาะตะมะด้วย 2 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางด่านเมืองอุทัยธานีคือ ด่านหนองหลวง และด่านแม่กลอง(ปัจจุบันคืออำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก) แล้วเลียบแม่น้ำเมยขึ้นเหนือไปเมาะตะมะ กับ เส้นทางกาญจนบุรี ผ่านเมืองไทรโยคไปยัง ด่านเจดีย์สามองค์ แล้วไปยังเมาะตะมะ

อ่านเพิ่มเติม : เปิดเส้นทางกวาดต้อนเชลยชาวกรุงศรีอยุธยา จากอยุธยาสู่เมาะตะมะ

เมื่อทัพจาก 2 เส้นทางมาบรรจบกันที่เมืองเมาะตะมะ หลักฐานไทยและพม่ากล่าวไว้ตรงกันว่า พม่าแบ่งขบวนเชลยศึกชาวอยุธยาออกเป็น 2 ทาง มี “เนเมียวมหาเสนาบดี” (เนเมียวสีหบดี) บัญชาการ และนำทัพกวาดต้อนเชลยซึ่งเป็นพระราชวงศานุวงศ์และชาวอยุธยาบางส่วนไปทางบกขึ้นไปยังกรุงอังวะ

ส่วนอีกทางเป็นทางน้ำ “ปะกันหวุ่น”เจ้าเมืองพุกาม บัญชาการลำเลียงขบวนเรือ มีเรือพระที่นั่ง ปืนใหญ่ และสิ่งของต่าง ๆ ขึ้นไปถวายพระเจ้าแผ่นดินพม่าโดยเฉพาะ ดังข้อความใน “พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ตรวจสอบชำระจากเอกสารตัวเขียน”ระบุว่า

“…อหนึ่งปะกันหวุ่นเอาเรือพระธินั่งกิ่งไปลำหนึ่งเอาขึ้นตะเข้ชักลากไปกับทั้งปืนใหญ่ด้วยกัน จนตกลำน้ำเมืองสมิะ เอาปืนลงบันทุกเรือใหญ่ ออกปากน้ำเมืองเมาะตะมะไปเข้าปากน้ำเมืองเสี่ยง ส่งขึ้นไปเมืองอังวะถวายกับทั้งเรือกิ่ง แลครอบครัวไทซึ่งกวาดต้อนไปนั้น พระเจ้าอังวะจึ่งปูนบำเหนจ์ตั้งให้ปะกันหวุ่นอยู่ครองเมืองเมาะตะมะ

ฝ่ายเนเมียวมหาเสนาบดียกกองทับครอบครัวไทกับทังพระราชวงษานุวงษกระษัตรเมืองไทซึ่งกวาดต้อนไปนั้น ครั้นถึ่งเมืองอังวะก็เข้าเฝ้าพระเจ้ามังระ กราบทูลถวายผู้คนชาวกรุงศรีอยุทธยาแลพระราชวงษานุวงษ กับทรัพย์สี่งของทองเงีนเปนอันมาก

พระเจ้ามังระจึ่งปูนบำเหนจ์ตั้งเนเมียวเปนโยทธยาหวุ่นให้ควบคุมพวกไททั้งสิ้น แลขุนหลวงวัดประดู่ (พระเจ้าอุทุมพร-ผู้เขียน)นั้นพระเจ้าอังวะให้ศึกออกเปนคหัด แต่บันดาเชื้อพระวงษกระษัตรกรุงไทนั้น ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ ณะ เมืองจักไก ฝ่ายฟากแม่น้ำข้างโน้นตรงเมืองอังวะข้าม…”

ทั้งนี้ ในหนังสือ “มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า” หรือพระราชพงศาวดารพม่า ฉบับหอแก้ว ก็มีส่วนที่เล่าถึงเส้นทางในการกวาดต้อนเชลยขึ้นไปเมืองอังวะ ว่า

“…ส่วนครั้นถึงเมืองมุตมะ (เมาะตะมะ)ก็พบกับแม่ทัพรอง ที่พระเจ้ากรุงอังวะทรงใช้ให้มาช่วยตีกรุงศรีอยุทธยานั้น แล้วสีหะปะเต๊ะแม่ทัพจัดให้แม่ทัพหลวงนั้นคุมปืนใหญ่พี่น้องปืนใหญ่อื่นๆ อิก รวม ๕๐๐ กระบอกเศษ บรรทุกแพคุมไปกรุงอังวะ แต่สีหะปะเต๊ะนั้นคุมทหารไปโดยทางบก ครั้นเดือน ๙ ศกนั้นก็ถึงเมืองรัตนบุระอังวะ…”

เส้นทางจากเมืองเมาะตะมะไปยังกรุงรัตนปุระอังวะจึงมีอยู่ 2 เส้นทาง คือ เส้นทางบก และเส้นทางน้ำ

สำหรับเส้นทางบก มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า เล่าว่า เนเมียวมหาเสนาบดีนำทัพคุมเชลยไปกรุงอังวะ กวาดต้อนผู้คนข้ามแม่น้ำแม่น้ำสะโตง ขึ้นเหนือไปทางเมืองหงสาวดี เมืองตองอู เข้าสู่พื้นที่ชลประทานเจ้าเซ ดังมีร่องรอยศิลปกรรมสยาม เช่น เจดีย์ย่อมุมศิลปะอยุธยา ที่หมู่บ้านในเมืองเจ้าเซ แสดงให้เห็นว่าเคยมีชุมชนชาวอยุธยาอยู่ที่นี่

จากนั้นเชลยชาวอยุธยาก็มาพักอยู่ไม่ไกลจากกรุงอังวะ อ. ศานติสันนิษฐานว่า มีศูนย์กลางชุมชนอยู่บริเวณหมู่บ้านที่มีวัดมะเดื่อ หรือวัดเยตะพัน ทางทิศใต้ของเมือง ก่อนจะแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ

ส่วนเส้นทางน้ำวิเคราะห์กันว่าน่าจะล่องเรือจากเมืองเมาะตะมะ ผ่านปากน้ำสะโตง ไปยังเมืองสิเรียม แล้วล่องแม่น้ำอิรวดีขึ้นไป ผ่านเมืองแปร พุกาม ถึงกรุงอังวะ จากการพบร่องรอยชาวอยุธยาตามชุมชนริมแม่น้ำอิรวดี เช่น จิตรกรรมฝาผนัง (อย่างไทย) ที่วัดกู่วุดจีกูพญา เมืองบินบู และที่เมืองสาลิน

“คำให้การของมหาโคมหากฤช”ซึ่งเล่าถึงเหตุการณ์มหาโคข้าหลวงเดิมเกิดพลัดหลงกับสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรที่“เมืองแปร”ก็เป็นหลักฐานที่ชวนให้เชื่อว่า สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรไม่ได้เสด็จฯ ไปกับทัพของเนเมียวสีหบดี แต่ทรงไปทางน้ำพร้อมเรือพระที่นั่ง เพราะเมืองแปรตั้งอยู่ริมแม่น้ำอิรวดีบนเส้นทางไปยังกรุงอังวะ ดังว่า

“…ด้วยข้อความว่า เมื่อครั้งอ้ายพม่ายกมาตีกรุงเทพฯ ศรีอยุธยาได้นั้น มหาโคเป็นฆราวาสอายุ ๒๗ ปี ตามเจ้าวัดประดู่ไปพลัดกันตกอยู่ ณ เมืองเปรจึงบวชเป็นภิกษุได้ ๑๔ พรรษา แล้วสึกออกมา…”

เป็นอันว่า สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร พระราชวงศานุวงศ์ เชลยชาวอยุธยา และหัวเมืองใกล้เคียง เช่น สุพรรณบุรี อ่างทอง อุทัยธานี ฯลฯ ถูกกวาดต้อนจากสยามไปเมืองเมาะตะมะ และจากเมาะตะมะโดยทางบกผ่านเมืองหงสาวดี ตองอู ทางน้ำตามลำน้ำอิรวดีผ่านเมืองแปร พุกาม ก่อนจะบรรจบกันที่กรุงอังวะ แล้วกระจายไปตามชุมชนต่าง ๆ ทั่วแผ่นดินพม่า

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

รศ. ดร. ศานติ ภักดีคำ. “ตามทางทัพพม่าคราวเสียกรุงฯ พ.ศ. ๒๓๑๐ (๕) จากด่านพระเจดีย์สามองค์สู่เมืองอังวะ”. นิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับเดือน สิงหาคม พ.ศ. 2561.

ศานติ ภักดีคำ ตรวจสอบชำระและบรรณาธิการ. (2558). พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ตรวจสอบชำระจากเอกสารตัวเขียน.กรุงเทพฯ : อมรินทร์.

นายต่อ แปล, พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ บทนำเสนอ, สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ. (2545). มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า. กรุงเทพฯ : มติชน.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 ธันวาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทัพพม่ากวาดต้อน “เชลยชาวอยุธยา” ไปอังวะอย่างไร? หลังเสียกรุงครั้งที่ 2

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...