โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ดวงเด็ด ย้วยความดี TCEB ถอดรหัสปั้นอุตฯ ไมซ์ โต 135% “Gastech-IMF World Bank Meeting” บิ๊กอีเวนต์

Thairath Money

อัพเดต 01 ม.ค. เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 01 ม.ค. เวลา 02.00 น.
ภาพไฮไลต์

ท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคหลัง Pandemic ที่หลายคนตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการพบปะกันทางธุรกิจ อุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติของประเทศไทย (MICE) เคยพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดในปี 2562 สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติที่วางเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ยไว้ที่ 3-5% ต่อปี ทว่าการมาถึงของวิกฤตการณ์โควิด-19 ในช่วงปี 2563-2564 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นคลอนทุกองคาพยพ และก่อให้เกิดคำถามที่ท้าทายว่า “นวัตกรรมดิจิทัลจะสามารถก้าวเข้ามาทดแทนการพบปะเจรจาทางธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริงได้หรือไม่?”

ดวงเด็ด ย้วยความดี ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) ตอบคำถามนี้พร้อมกับประเมินว่า มนุษย์ยังคงโหยหาปฏิสัมพันธ์แบบต่อหน้า เพราะการสร้างความไว้วางใจและการเจรจาทางธุรกิจระดับสูงนั้น พื้นที่ทางกายภาพยังคงเป็นตัวกลางที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

การฟื้นตัวที่รวดเร็วที่สุดในอาเซียน

แม้ในระดับสากลจะมีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ต้องใช้เวลาฟื้นตัวไม่ต่ำกว่า 5 ปี แต่ประเทศไทยกลับสร้างปรากฏการณ์ด้วยการฟื้นตัวสู่ระดับก่อนโควิดได้ภายในเวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น โดยในปี 2568 ตัวเลขผู้เข้าร่วมงานและรายได้ทะยานขึ้นไปอยู่ที่ 135% เมื่อเทียบกับปี 2562 นับเป็นการฟื้นตัวที่เร็วที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมแสดงสินค้าถือเป็นฟันเฟืองหลัก โดยมีส่วนแบ่งถึง 60% ของอุตสาหกรรมไมซ์รวม ในปี 2568 มีผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและต่างชาติรวมกว่า 23.6 ล้านคน เติบโตขึ้น 5.64% จากปีก่อนหน้า สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลถึง 98,540 ล้านบาท โดยพบว่านักเดินทางกลุ่มไมซ์มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูงเฉลี่ยถึง 66,000 บาท ต่อคนต่อทริป

จากการสำรวจโดยสมาคมการแสดงสินค้าโลก (UFI) ประเทศไทยได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ในประเทศที่มีการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพแบบองค์รวมสูงที่สุดในโลก และติด 1 ใน 5 ประเทศที่มีแผนยุทธศาสตร์ด้านงานแสดงสินค้าชัดเจนที่สุด ส่งผลให้ไทยถูกหมุดหมายว่าเป็น "High-Value Destination" สำหรับงานแสดงสินค้าในระดับภูมิภาค

โดยมีปัจจัยความสำเร็จ 3 ประการ

  • ความพร้อมเชิงรุก: การเตรียมมาตรการสาธารณสุขล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่กลับมาจัดงานได้ทันทีหลังวิกฤติคลี่คลาย
  • พลังสนับสนุนจากรัฐ: นโยบาย "ฟรีวีซ่า" ครอบคลุมเกือบ 90 ประเทศ ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกผ่านช่องทางพิเศษ "MICE Lane" ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง
  • โครงสร้างพื้นฐานระดับมาตรฐานโลก: ไทยมีศูนย์ประชุมขนาดใหญ่เกิน 50,000 ตร.ม. ถึง 3 แห่ง (BITEC, Impact, QSNCC) พร้อมด้วยระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่ครบครัน ทั้งโรงแรมระดับ 5 ดาว ร้านอาหารมิชลิน และระบบคมนาคมที่เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ รวมถึงศูนย์ประชุมกระจายตัวในหัวเมืองหลัก เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา และพัทยา

"5 Star Industries" ขุมพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงเวทีการค้า แต่คือ"Marketing Tool" สำคัญที่ขับเคลื่อน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่:

  • อุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing) — ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และชิ้นส่วนเครื่องจักรในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีสัดส่วนที่สำคัญต่อ GDP ของประเทศ ส่งผลให้ปี 2568 การลงทุนของภาครัฐขยายตัวถึง 26.3% ตลอดจนโรงงานและสายการผลิตฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดด ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง สำหรับการจัดงานแสดงสินค้าด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร

  • อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) — อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยถือเป็น หนึ่งในกลไกหลักของเศรษฐกิจ ทั้งการบริโภคภายในและการส่งออก โดยมีจุดแข็งจากความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบคุณภาพสูงและผลผลิตทางการเกษตรที่มีเสถียรภาพ ทำให้ไทยมีความได้เปรียบในด้านการแปรรูปอาหาร และยังได้รับแรงหนุนจากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มในช่วง 2567-2569 คาดว่าจะเติบโต 4–5% ต่อปี รายได้รวมประมาณ 275–300 พันล้านบาท ไทยจึงกลายเป็นจุดหมายสำคัญของงานแสดงสินค้าด้านอาหารและเครื่องดื่มที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและมีแนวโน้มขยายตัวอย่างยั่งยืน

  • อุตสาหกรรมการแพทย์ (Medical & Comprehensive Healthcare) — ในปี 2566-2568 ตลาดเครื่องมือแพทย์ของไทยเติบโต อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยสามารถผลิตวัตถุดิบหลัก อย่างยางพาราและพลาสติก ในการผลิตวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์และครุภัณฑ์ได้เอง อีกทั้งมูลค่าการจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ในประเทศยังเติบโตเฉลี่ย 5.5-7.0% ต่อปี ขณะที่มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6.5-7.5% ต่อปี ควบคู่ไปกับนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) และฐานการผลิตเครื่องมือแพทย์ในอาเซียน ด้วยศักยภาพด้านการผลิต การเติบโตของตลาด และการสนับสนุนจากภาครัฐ ไทยจึงโดดเด่นในระดับภูมิภาค และกลายเป็น เวทีนำเสนอเทคโนโลยีนวัตกรรม และโซลูชันทางการแพทย์

  • อุตสาหกรรมพลังงานและความยั่งยืน (Energy & Sustainability) — เพื่อบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral และ Net Zero ประเทศไทยเดินหน้าตามยุทธศาสตร์พลังงานชาติ โดยลงทุนในพลังงานหมุนเวียน นำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับประสิทธิภาพ และการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์และอุปทานภายในประเทศ จากการกำหนดมาตรการขับเคลื่อนสำคัญ ทำให้ไทยมีศักยภาพในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 4-5 แสนคันต่อปี คาดว่าจะส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าเฉลี่ย 1 แสนคันต่อปี ความก้าวหน้าทางพลังงานและ EV ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นเวทีที่น่าจับตามองสำหรับงานจัดแสดงสินค้าด้านพลังงานและความยั่งยืน

  • อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Automation & Robotics) — ความต้องการการใช้หุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมปี 2568 ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในภาคการผลิตที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดข้อผิดพลาด และลดต้นทุน ทั้งนี้ รัฐบาลและภาคเอกชนยังลงทุนกับระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม และโซลูชันดิจิทัล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย พร้อมทั้งพัฒนาทักษะแรงงานให้รองรับกับเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งด้านหุ่นยนต์ วิศวกรรมระบบอัตโนมัติ และข้อมูลดิจิทัล ส่งผลให้ตลาดหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในไทยจึงมีศักยภาพรองรับการเติบโตอย่างมั่นคง

ทิศทางในอนาคต ปี 2569 และงานระดับ Game Changer

ในปี 2569 TCEB ตั้งเป้าดึงงานใหม่เข้าไทยอีกอย่างน้อย 15 งาน และมีงานยักษ์ระดับโลก 2 งานที่จะดึงนักเดินทางเพิ่มอีก 70,000 คน สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 6,000 ล้านบาท โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ

  • Gastech 2026 In Bangkok : งานด้านพลังงานระดับโลกที่จะรวบรวมผู้เชี่ยวชาญกว่า 50,000 คนจาก 150 ประเทศ กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 14-17 กันยายน 2026

  • IMF-World Bank Group Annual Meetings: การจัดประชุมวิชาชีพระดับโลกในรอบ 20 ปี ซึ่งถูกยกให้เป็น "Game Changer" ที่จะสร้างโมเดลความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและสถานที่จัดงาน เพื่อเป็นต้นแบบในการดึงงานระดับโลกอื่นๆ ต่อไป

ดวงเด็ด กล่าวต่อไปว่า ส่วนใหญ่งานที่จัดในช่วงก่อนโควิดสถิติอยู่ที่ 5 วัน และช่วงหลังโควิดเป็นต้นมาจะเน้นจัดแค่ 4 วัน รวมทั้งช่วงเดือนที่พีคสุดคือ ก.ค. ส.ค. ก.ย. และ ต.ค. ดังนั้นในช่วงโลว์ซีซั่นของการจัดงานจะมีการแก้ปัญหาโดย TCEB จะเดินทางไปทำโรดโชว์ ดูแลการจัดงานต่างๆ และวางแผนงานประชุม

สำหรับไฮไลต์ความสำเร็จ ก็คือ งาน Gastech ซึ่งเป็นงานด้านพลังงาน ประเทศไทยมีการจัดงานด้านพลังงาน 8-9 งานต่อปี และการประชุมนี้จะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ราว 4 วัน น่าจะนำผู้คนจาก 150 ประเทศเดินทางเข้าร่วมการประชุมกว่า 50,000 คน นอกจากนี้ ยังมีวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานกว่า 1,000 คน รวมถึงผู้จัดแสดงนิทรรศการอีกราว 1,000 รายเข้าร่วม โดยตัวเลขดังกล่าวยังไม่นับรวมผู้ติดตามและครอบครัว สำหรับประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับโดยตรง คือการที่หน่วยงานด้านพลังงานหลักของประเทศจะใช้เวทีนี้แสดงศักยภาพร่วมกัน

สำหรับในอุตสาหกรรม MICE ประเทศที่เข้ามาไทยเยอะสุด คือ จีน สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร ในฐานะ Exhibitor ส่วนผู้ที่เดินทางเข้ามาชมงานได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นต้น

ทั้งนี้จากการที่ปีหน้า ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสำคัญระดับโลก IMF-World Bank Group Annual Meetings ในมุมมองของ TCEB งานนี้ถือเป็น 'จุดเปลี่ยน' (Game Changer) และ 'โอกาสทอง' สำหรับอุตสาหกรรม MICE ไทยอย่างไรบ้าง?"ดวงเด็ด มองว่า ความสำคัญและความร่วมมือระดับชาติ งานนี้ถือเป็นการจัดประชุมวิชาชีพ (Convention) ระดับโลกที่กลับมาจัดในประเทศไทยอีกครั้งในรอบ 20 ปี ความสำเร็จในการดึงงานนี้เข้ามาเกิดจากความร่วมมือที่เข้มแข็ง

โดยนับเป็นจุดเปลี่ยน (Game Changer) และต้นแบบในการดึงงานระดับโลก งานนี้ถือเป็น "Game Changer" หรือโอกาสทองที่สร้างโมเดลความสำเร็จใหม่ โดย สสปน. จะใช้รูปแบบความร่วมมือนี้ (หน่วยงานเจ้าภาพ + สถานที่จัดงาน + สสปน.) เป็นต้นแบบในการดึงงานประชุมและงานแสดงสินค้าระดับโลกอื่นๆ เข้ามาในไทยต่อไปในอนาคต ทั้งในรูปแบบ Meeting, Incentive, และ Exhibition

ขณะที่ประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทย (SMEs) การจัดงานระดับโลกในไทยช่วยลดอุปสรรคให้ผู้ประกอบการ SME ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการเดินทางไปออกบูธต่างประเทศ แต่สามารถใช้เวทีนี้พบปะและเจรจากับผู้ซื้อหรือนักธุรกิจชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทยแทน ถือเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้การประมาณการผลทางเศรษฐกิจ เบื้องต้นมีการคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 10,000 คน ซึ่งจะสร้างเม็ดเงินสะพัดจากการใช้จ่ายของนักเดินทางกลุ่มไมซ์ (MICE) โดยเฉลี่ยประมาณ 66,000 บาทต่อคนต่อทริปด้วยเช่นกัน

กลยุทธ์ "การช่วงชิง" (Snatching) และความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจาก สิงคโปร์ ฮ่องกง และเวียดนาม ที่พยายามทำ "Cloning" หรือดึงงานจากไทยไปจัดในประเทศตนเอง TCEB จึงใช้กลยุทธ์เชิงรุก:

  • การช่วงชิงกลับ (Snatching): ร่วมมือกับ BOI ดึงอุตสาหกรรมที่ย้ายฐานการผลิต (เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากจีน/ไต้หวัน) ให้มาจัดงานในไทย
  • New Experience: เข้าหาผู้จัดงานในฮ่องกงและสิงคโปร์ เพื่อนำเสนอประสบการณ์ใหม่ที่เหนือกว่า
  • Hard & Soft Capability: ผสมผสานความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Hard) เข้ากับเสน่ห์แห่งการบริการ การสนับสนุนแบบ One-stop Service และทักษะบุคลากร (Soft) ซึ่งเป็นจุดเด่นที่คู่แข่งยากจะลอกเลียนแบบ

สำหรับ Barrier ที่ต้องเร่งขจัด ดวงคือการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวง หากทุกหน่วยงานรัฐมองว่าการดึงงานแสดงสินค้าคือภารกิจระดับชาติ และร่วมมือกับ TCEB ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ จะทำให้ประเทศไทยได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน และเป็นโอกาสทองของ SMEs ไทย ที่จะได้เข้าถึงผู้ซื้อทั่วโลกโดยไม่ต้องบินไปต่างประเทศ

ดังนั้นบนเส้นทางแห่งการฟื้นตัวที่รวดเร็วและแข็งแกร่งที่สุดในอาเซียน อุตสาหกรรม MICE ของประเทศไทยได้พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า ไทยไม่ได้มีดีเพียงแค่สถานที่จัดงานที่ทันสมัยหรือโครงสร้างพื้นฐานที่ครบครัน แต่ "หัวใจ" ของความสำเร็จอยู่ที่ยุทธศาสตร์การปรับตัวเชิงรุกที่สามารถเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสทอง

ด้วยการยกระดับจากเพียง "พื้นที่เจรจาธุรกิจ" สู่การเป็น "แพลตฟอร์มขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับมหภาค" อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้งานแสดงสินค้าและงานประชุมนานาชาติเป็นฟันเฟืองหลักที่ช่วยลดช่องว่างให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดโลกได้โดยง่าย

ในท้ายที่สุด อุตสาหกรรม MICE ของไทยในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขรายได้เกือบแสนล้านบาทหรือจำนวนผู้เข้าร่วมงานหลายสิบล้านคน แต่คือการประกาศศักดาในฐานะ "High-Value Destination" ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในภูมิภาค พร้อมที่จะเป็นจุดหมายปลายทางที่สร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนทั่วโลก และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต

ติดตามข่าวสารด้าน Executive Interviews กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/executive_interviews

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดวงเด็ด ย้วยความดี TCEB ถอดรหัสปั้นอุตฯ ไมซ์ โต 135% “Gastech-IMF World Bank Meeting” บิ๊กอีเวนต์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...