โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

MIND: ‘สัญชาตญาณ’ (Instinct) กับ ‘ปัญญาญาณ’ (Intuition) ต่างกันอย่างไร และทำไมเราควรรู้?

BrandThink

เผยแพร่ 07 ม.ค. เวลา 06.24 น.

ในการตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง ที่เรามีข้อมูลไม่พอ บางคนก็มักจะบอกให้ 'เชื่อในสัญชาตญาณ' ซึ่งจริงๆ นี่เป็นสำนวนภาษาไทยของการบอกให้เชื่อในสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า Gut Feeling

ประเด็นคือ Gut Felling ไม่ใช่ 'สัญชาตญาณ' หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Instinct แต่มันคือสิ่งที่เรียกว่า Intuition ซึ่งคำภาษาไทยที่ใช้ทั่วไปน่าจะใกล้สุดคือคำว่า 'ปัญญา' หรือ 'ปัญญาณาณ' ซึ่งก็คือความเข้าใจที่เกิดจาก 'ปัญญา'

ความหมายของ Intuition ถูกนิยามมาตั้งแต่ยุคโบราณว่าเป็นความรู้ที่โผล่มาอย่างไม่มีที่มาที่ไป เป็นความรู้ที่อยู่ๆ โผล่มาเอง และมันมักจะเกิดกับคนที่มีความรู้และประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ เยอะ ซึ่งก็ไม่แปลกที่ในภาษาไทย คำที่ใกล้เคียงกับคำนี้คือคำว่า 'ปัญญาญาณ' กล่าวคือถ้าคุณศึกษาเรื่องใดหรือมีประสบการณ์เรื่องใดมากๆ ความรู้มันก็จะโผล่พรวดมาแบบไม่มีที่มาที่ไปได้

โดยยุคนี้มันก็คล้ายๆ กระบวนการคิด ของ AI คือเราไม่รู้หรอกว่ามันคิดอย่างไร แต่สุดท้ายมันนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ถูกต้องได้ และปัญญาญาณคือสิ่งที่มีลักษณะแบบเดียวกันเลย แค่มันเป็นกระบวนการในสมองของมนุษย์

ทีนี้มันก็ดูไม่มีปัญหาอะไร ประเด็นคือ นักจิตวิทยาที่มีความเข้าใจกลไกทางสมอง เขาก็จะเตือนว่า ระวังนะ สิ่งที่เราเข้าใจว่ามันคือ 'ปัญญาญาณ' ที่โผล่มาเป็น 'คำตอบ' ให้เราในเวลาคับขัน จริงๆ มันอาจเป็นแค่ 'สัญชาตญาณ' ซึ่งมันคนละเรื่องเลย

สัญชาตญาณเป็นกลไกสมองที่มีมาตั้งแต่สัตว์เลื้อยคลาน มันคือ 'ความคิด' ที่มาจากสมองน้อย (Cerebellum) หรือเกิดจากก้านสมอง เป็นกระบวนการที่มักจะเกิดยามคับขันเพื่อจะตอบสนองว่า 'ทำยังไงถึงจะรอด?’ หรือพูดง่ายๆ โดยพื้นฐานแล้วสัญชาตญาณ คือ 'สัญชาตญาณการเอาตัวรอด' เหตุนี้ทำให้มนุษย์อาจสับสนได้ว่า 'ความรู้' ที่ผุดมาในหัวในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานนั้นคือ 'ปัญญาญาณ' ทั้งที่จริงแล้วเป็นแค่สัญชาตญาณ

ในทางกลับกัน 'ปัญญาญาณ' คือ 'ความคิด' ที่มาจากสมองส่วนหน้า และคือการประมวลผลจากข้อมูลที่สะสมมาทั้งหมดรวมกับข้อมูลที่รับรู้ด้วยผัสสะในปัจจุบัน ทำให้มันมีความซับซ้อนและหลากหลายได้มากกว่าความคิดที่เกิดจากสมองน้อย

ในทางคอนเซ็ปต์ แยกไม่ยาก แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าคนไม่เข้าใจก็จะไม่สามารถแยกแยะได้ เพราะสิ่งที่เราคิดได้จากสัญชาตญาณและปัญญาญาณ ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกต่างกัน

ในทางประสาทวิทยา จะมีวิธีสังเกตเพื่อแยกแยะ เช่นว่า ถ้าเราใจเต้นเร็ว หายใจถี่ หลังจากคิดอะไรออก สิ่งที่เราคิดนี้ก็น่าจะมาจาก 'สัญชาตญาณ' แต่หากความรู้นั้นเกิดในยามที่เรารู้สึกสงบนิ่งและมีสเถียรภาพ แม้ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน สิ่งนั้นจะเรียกว่า 'ปัญญาญาณ'

ถ้าทั้งหมดยังฟังดูเป็นนามธรรม ลองดูตัวอย่างที่ชัดขึ้นอีกสักนิด

สมมติเราทำอะไรผิดพลาดบางอย่าง 'สัญชาตญาณ' อาจบอกให้เราปกปิดความผิด หรือทำลายหลักฐาน ทั้งที่เราก็ทำไปด้วยอาการมือสั่นใจสั่น ทำเสร็จแล้วก็ยังใจเต้นแรง หรือบางทีสัญชาตญาณก็อาจบอกให้เรายอมรับผิดไปเลย แต่เราก็ยังคงทำด้วยใจที่เต้นแรงไม่ต่างกัน

แล้วปัญญาญาณจะบอกให้เราทำอะไร? โดยทั่วไปนั้นจะซับซ้อนกว่าสิ่งที่สัญชาตญาณบอกให้ทำ ส่วนจะบอกให้ทำสิ่งใดก็ต้องแล้วแต่ประสบการณ์และสถานการณ์ ถ้าเป็นตัวอย่างของการกระทำผิดบางอย่าง ปัญญาญาณจะบอกเราถึงวิธีแก้ปัญหาที่เราอาจคิดไม่ได้ในเวลาปกติ แต่มันใช้ได้ หรือไม่มันก็อาจทำให้เรา 'พลิกวิกฤตเป็นโอกาส' โดยชี้ให้เห็นอีกด้านของปัญหาที่อาจนำมาเป็นประโยชน์ได้

นี่คือตัวอย่างเบื้องต้นว่า 'สัญชาตญาณ' กับ 'ปัญญาญาณ' นั้นต่างกันอย่างไร และเหตุที่เราควรจะต้องแยกแยะก็คือ คนจำนวนไม่น้อยล้วน 'ทำอะไรตามสัญชาตญาณ' โดยคิดไปว่านั่นคือการใช้ 'ปัญญาญาณ' ซึ่งในฐานะของมนุษย์ การใช้สมองเพียงระดับ ‘สัญชาตญาณ' มันคือความสูญเปล่าทางวิวัฒนาการแท้ๆ ราวกับเราไม่มีสมองส่วนหน้าเอาไว้ใช้ และนั่นเสมือนการเอาความรู้และประสบการณ์ที่มีมาทั้งหมดไปเททิ้ง เพราะมันไม่ได้ถูกนำมาใช้ในการคิดและช่วยตัดสินใจ

แน่นอน เรื่องทั้งหมดที่เล่ามาอาจฟังดูแปลกปลอมมากสำหรับสังคมไทย ที่เป็นสังคมที่ในระดับพื้นฐานทางวัฒนธรรมไม่ได้ให้คุณค่ากับ 'ความคิด' ในระดับเดียวกับโลกตะวันตก แต่ถึงอย่างนั้นการมีศัพท์แสงที่แยกความคิดระดับละเอียดในชีวิตประจำวันและจับมันกลับไปเชื่อมโยงกับองค์ประกอบและกระบวนการของสมอง ก็เป็นการสะท้อนว่าสังคมเหล่านี้ให้ความสนใจกับ 'ความคิด' ในระดับไหน และน่าจะเป็นสิ่งที่เข้าใจยากสักหน่อยสำหรับคนที่เติบโตมาในสังคมที่ไม่ได้ให้คุณค่ากับความคิด โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ที่สามารถเอาตัวรอดในสังคมได้มาทั้งชีวิต

เพราะสุดท้าย ในสังคมที่ลงโทษ 'คนมีความคิด' จนกลายเป็นเรื่องปกติ คนที่ 'ไม่มีความคิด' อะไรเลยก็น่าจะอยู่รอดปลอดภัยมาจนแก่เฒ่ามากกว่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...