ย้ายพรรคกันคึกคัก! "บ้านใหญ่" แห่ซบ ภท. ฟาก "พรรคส้ม" ส่ง 'หมอสุภัทร' สมัคร สส.สงขลา เขต2 จับตาบ้านใหญ่ขอล่มหัวจมท้าย
ลูกนายกฯ ชาญ บ้านใหญ่ “พร้อมพัฒน์-จันทรสุรินทร์-รัตนเศรษฐ-รัชกิจประการ-ครุฑขุนทดสินธุไพร” เข้าสมัคร ภท.ต่อเนื่อง ฟาก 'หมอสุภัทร' ปชน.ส่งสมัคร สส.สงขลา เขต 2 พร้อมส่องผู้ประสงค์ลงสมัคร สส.ส้ม จับตาบ้านใหญ่ขอล่มหัวจมท้ายด้วย “รัตนเศรษฐ-โล่ห์วีระ-ภูเก้าล้วน” ด้าน "กฤษฎีกา" แจงประชามติยกเลิก MOU ไทย–กัมพูชา ผูกพัน ครม.ชุดถัดไป
พรรคภูมิใจไทยเปิดรับสมัครสมาชิกพรรคที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หลังจากยุบสภาฯ อดีต สส.และกลุ่มการเมืองทยอยเดินทางเข้าสมัครสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วยกลุ่มของนายพินิจ จันทรสุรินทร์ ที่มาสมัครสส.ระบบบัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยลูกชายและลูกสะใภ้ คือ นายชวนิต จันทรสุรินทร์ ว่าที่ผู้สมัครลำปาง เขต1, นายศรีพรหม หอมยก ลำปาง เขต 2, นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ ลำปาง เขต 3 และนางภุมรา จันทรสุรินทร์ ลำปาง เขต 4 และจังหวัดลำพูน นายยุทธพงศ์ ไชยศร เขต1, นายศิรศักดิ์ ทองยอด เขต2
นายสันติ พร้อมพัฒน์ พร้อมด้วยลูกชายนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ว่าที่ผู้สมัครสส.ระบบบัญชีรายชื่อ, นายพงศกร อรรณนพพร, น.ส.ปัณรสี ครุฑขุนทด ,
ขณะที่ น.ส.ชิดชนก พวงเพ็ชร์ ลูกสาว นายกฯ ชาญ พวงเพ็ชร์ ได้มาสมัคร ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปทุมธานี เขต 2 ผนึกกำลังนายมนัสนันท์ หลีนวรัตน์ บุตรชายนายกฯ เบี้ยว นายกฤษดา หลีนวรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลธัญบุรี ที่มาลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย
นอกจากนี้ อดีตสส.จังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐ ลงสมัครในนามภูมิใจไทย ประกอบด้วย น.ส.พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ ลงสมัครเขต 1 นายยุพราช บัวอินทร์ เขต 2, นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ เขต 3, นายวรโชติ สุคนธ์ขจร เขต 4, วันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ เขต 5, นายอัคร ทองใจสด เขต 6,
ด้าน ครอบครัวรัตนเศรษฐ ส่งลูกชายลงสมัคร สส.จังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ นายทวิรัช รัตนเศรษฐ เขต 5, นายตติรัฐ รัตนเศรษฐ เขต 16
ส่วน นาย ประสาท ตันประเสริฐ อดีต สส.พรรคชาติพัฒนา ได้ย้ายมาลงสมัคร สส. นครสวรรค์ เขต 6 ในนามพรรคภูมิใจไทย
จังหวัดบุรีรัมย์ นางสาวณัฐธิดา เล็กอุดากร เขต 2
จังหวัดร้อยเอ็ด นายชัยวุฒิ เอี่ยมรัศมีกุล เขต 5, นายศักดา คงเพชร เขต 7, นายธนชัย สินธุไพร ร้อยเอ็ด เขต 8
จังหวัดกาฬสินธุ์ นายเทิดแผ่นดินทอง ธารชัย เขต 1 ,นางวันเพ็ญ เศรษฐรักษา เขต 2
จังหวัดสตูล เขต 1 นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ ลูกชาย นายพิบูลย์ รัชกิจประการ ที่ขยับขึ้นระบบบัญชีรายชื่อ
'หมอสุภัทร' ยื่นหนังสือลาออกจากราชการ ปชน.ส่งลงสมัคร สส.สงขลา เขต 2
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการ รพ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบท ยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการกับทางปลัดกระทรวงสาธารณสุข แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ โดยคาดว่าจะอนุมัติตามขั้นตอนของทางราชการได้ภายในวันที่ 18 ธ.ค.นี้
ด้าน นพ.สุภัทร กล่าวว่า ยังไม่อยากให้สัมภาษณ์ใด ๆ ในช่วงนี้ โดยหลังวันที่ 18 ธ.ค. จะให้สัมภาษณ์ อย่างเป็นทางการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรค ปชน.ได้ส่งชื่อ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ เป็นผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 อำเภอหาดใหญ่ (เฉพาะตำบลคลองอู่ตะเภา และตำบลหาดใหญ่) แล้ว
"กฤษฎีกา" แจงประชามติยกเลิก MOU ไทย–กัมพูชา ผูกพัน ครม.ชุดถัดไป
นายนพดล เภรีฤกษ์โฆษกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้ว่าจะจัดให้มีการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา นั้น คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องจัดเตรียมข้อมูลไว้แล้ว แต่เมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรจึงเกิดกรณีต้องพิจารณาว่า การจัดทำประชามติในเรื่องดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นการกระทำอันมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169(1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือไม่
จึงได้ขอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นประกอบการพิจารณาสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า การออกเสียงประชามติ (Referendum)แบ่งออกเป็นสองประเภท คือ การออกเสียงประชามติที่มีผลผูกพัน (Binding) กับการออกเสียงประชามติที่เป็นการปรึกษาหารือ (Consultation) โดยการออกเสียงประชามติที่มีผลผูกพันจะผูกพันองค์กรผู้ริเริ่มให้มีการออกเสียงประชามติ (รัฐสภา คณะรัฐมนตรี) ต้องดำเนินการให้เป็นไปตาม "ข้อยุติ" ที่ได้จากการประชามตินั้น ดังจะเห็นได้จากการที่มาตรา13 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568บัญญัติไว้ชัดเจนว่า การออกเสียง ที่จะถือว่า "มีข้อยุติ" ในเรื่องที่จัดทำประชามติ ให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมาก ต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น
ดังนั้น การที่คณะรัฐมนตรีจะจัดให้มีการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา จึงต้องพิจารณาในเบื้องต้นก่อนว่าคณะรัฐมนตรีมุ่งหมายจะดำเนินการเพื่อให้มีข้อยุติ หรือเป็นเพียงการปรึกษาหารือผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ โดยหากคณะรัฐมนตรีมุ่งหมายจะดำเนินการเพื่อให้มีข้อยุติในเรื่องที่ทำประชามติเพื่อให้มีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปตามข้อยุตินั้น ก็จะเข้าลักษณะเป็นการออกเสียงประชามติที่มีผลผูกพัน ซึ่งเมื่อได้ข้อยุติเป็นประการใด คณะรัฐมนตรีทุกชุดก็จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อยุตินั้น
ซึ่งหากเป็นดังนี้ก็จะเข้าลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 169(1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากจะมีผลผูกพันให้คณะรัฐมนตรีชุดต่อ ๆ ไปที่จะต้องดำเนินการใด ๆ เพื่อให้เป็นไปตามผลการออกเสียงประชามตินั้นจนกว่าจะมีการประชามติใหม่และผลการประชามติเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
แต่หากคณะรัฐมนตรีมุ่งหมายเพียงปรึกษาหารือผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ คณะรัฐมนตรีก็ยังใช้ดุลพินิจได้ว่าสมควรจะดำเนินการตามผลที่ได้จากการออกเสียงประชามติหรือไม่ ก็จะไม่เข้าลักษณะต้องห้าม
ซึ่งเมื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีแล้ว ปรากฏว่าคณะรัฐมนตรีมุ่งหมายที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามผลของการประชามติด้วยเหตุผลดังกล่าว
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงเห็นว่า การออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการยกเลิก บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา ภายหลังจากที่พระราชกฤษฎีกายุบผู้แทนราษฎรพ.ศ.2568 มีผลใช้บังคับแล้ว เข้าลักษณะเป็นการกระทำอันมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา169(1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
อนึ่ง คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้เคยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติเรื่องนี้จึงต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ได้เสียที่เกิดจาก MOU หรือการยกเลิก MOU ดังกล่าว
ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเจรจาในเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอันอาจก่อให้เกิดข้อเสียเปรียบแก่ประเทศอย่างรุนแรงและไม่เป็นผลดีแก่ประเทศในภาพรวมขึ้นได้ สมควรที่คณะรัฐมนตรีจะได้พิจารณาผลกระทบด้านต่าง ๆ อย่างรอบคอบ
คณะรัฐมนตรีพิจารณาความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วเห็นว่า การจัดให้มีการประชามติเรื่องดังกล่าวภายหลังจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร จะมีผลเป็นการผูกพันคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 169(1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ จึงเรียนมาเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องทั่วกัน
ส่องผู้ประสงค์ลงสมัคร สส.ส้ม จับตาบ้านใหญ่ขอล่มหัวจมท้ายด้วย “รัตนเศรษฐ-โล่ห์วีระ-ภูเก้าล้วน” ยังเหลือ 5 เขต ปิดจ๊อบไม่ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการคัดเลือกผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. แบบเขตของพรรคประชาชน ว่า ขณะนี้เริ่มมีความพร้อมแล้ว ภายหลังจากที่พรรคประชาชนเปิดเว็บไซต์ให้ประชาชนแจ้งข้อมูลผู้สมัคร สส.ทั่วประเทศ หากพบพฤติการณ์ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ มีผู้สมัครบ้านใหญ่ที่น่าสนใจ เช่น นายธนวัช ภูเก้าล้วน ผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. กระบี่ เขต 1 , น.ส.นัฏฐิกา โล่ห์วีระ ผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. ชัยภูมิ เขต 1 และนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ผู้ประสงค์ลงสมัคร สส.นครราชสีมา เขต 7
โดยยังเหลือเขตที่ยังคัดเลือกผู้สมัครไม่ได้ ได้แก่ ขอนแก่น เขต 7 , ชัยนาท เขต 2 , ปราจีนบุรี เขต 1 , พะเยา เขต 1 ซึ่งเป็นฐานเสียงเดิมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรสหกรณ์ และอุดรธานี เขต 6