โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(อ่านฟรีทุกวัน) องค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก [นิยายแปล]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 20 พ.ย. 2568 เวลา 15.05 น. • เผยแพร่ 29 ก.ย 2568 เวลา 03.50 น. • Kawebook
หากไม่อยากสูญสิ้นทุกสิ่งอย่าง นางก็ต้องเปลี่ยนไปแต่งงานกับ “จางตาบอด” ผู้นั้นเสีย! (แต่คิดไม่ถึงว่าเขาคนนั้นที่หยาบกระด้างจะอ่อนโยน ชีวิตหลังแต่งงาน นางได้รับการตามใจจากเขาจนกลายเป็นองค์หญิงตัวน้อย!)

ข้อมูลเบื้องต้น

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :BEIJING XIRON DIGITAL-PUBLISHING ALLIANCE INFORMATION TECHN
ประพันธ์โดย :优昙琉璃
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย :Glory Forever Public Co.,LTD
แปลและเรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการกวีบุ๊ค

รูปร่างหน้าตาดี หาใช่ว่าจะเป็นคนดีเยี่ยงนั้นได้
บุคลิกอาจไม่งามอย่างใคร ทว่าจิตใจกลับอ่อนโยนอบอุ่น

ความฝันแสนชัดเจนถึงเส้นทางชีวิต
ที่กำลังจะวิบัติลงหากเลือกหนีตามบัณฑิตหน้าหวานเข้าเมือง

กลายเป็นอนุไร้นาม
แม่สามีไม่ยอมรับ
เสียลูกในท้อง
เสียบิดาที่รักยิ่งไป

ทำให้ “อันซิ่วเอ๋อร์” ครุ่นคิดถึงทางเลือกใหม่
ถ้าไม่อยากทรมานใจ นางก็ต้องแต่งงานกับ “จางตาบอด”
ชายลึกลับที่ไม่มีใครอยากยุ่งวุ่นวาย

รูปร่างสูงใหญ่ ไม่ชอบเสวนาพาทีกับผู้ใด
อีกทั้งดูเย็นชาไม่น่าเข้าใกล้

ทว่าเมื่อได้ใช้ชีวิตด้วยกันกลับทำให้นางรู้สึกเปลี่ยนไป
หัวใจของเด็กสาวที่บิดามารดาฟูมฟักมาอย่างดีเริ่มสั่นไหว
ความรักความผูกพันก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

“ท่านพี่ ท่านอย่ากลัวไปเลยนะ ข้าจะเป็นดวงตาให้ท่านเอง”
ปล. พระเอกธงเขียวที่จริงใจยิ่งกว่าป่าอเมซอนมาเสิร์ฟแล้วจ้า > เกิดใหม่ในยุค 70 คุณหนูฟันน้ำนมขอสั่งลุย

บทที่ 1 ความกลัดกลุ้ม

“เสียงกี่ทอผ้าดังแว่วมา มู่หลานนั่งทอผ้าอยู่ริมหน้าต่าง หาได้ยินเสียงกระสวยทอไม่ ได้ยินก็เพียงเสียงถอนหายใจของตน…”

บนแท่นบรรยาย อาจารย์หนุ่มรูปงามสวมเสื้อคลุมยาวสีเขียว ถือม้วนคัมภีร์เหลืองซีดเล่มหนึ่งไว้ในมือ เสียงของเขาช่างกังวานใสและมีเสน่ห์ ทุกถ้อยคำที่อ่านออกมานั้นยิ่งขับเน้นสง่าราศีให้โดดเด่นจับใจ

อันซิ่วเอ๋อร์หิ้วกล่องอาหาร ยืนอยู่นอกหน้าต่าง มองไปยังอาจารย์ผู้สอนบนแท่นนั้น ใบหน้าหมดจดงดงามพลันปรากฏความขมขื่น

“เมื่อคืนเห็นสาส์นทัพ ท่านข่านเกณฑ์ไพร่พลใหญ่หลวง สาส์นทัพสิบสองม้วน ทุกม้วนมีชื่อบิดา บิดาไร้บุตรโต ข้ามู่หลานไร้พี่ชาย ข้ายอมซื้ออานม้า นับแต่นี้ขออาสาออกรบแทนบิดา! [1]”

อาจารย์อ่านจบวรรคหนึ่ง วางตำราลง พลันเหลือบมองไปนอกหน้าต่างโดยมิได้ตั้งใจ สายตาประสานเข้ากับอันซิ่วเอ๋อร์ที่ยืนอยู่พอดี เขาส่งยิ้มอบอุ่น พยักหน้าทักทาย อันซิ่วเอ๋อร์พลันหน้าแดงซ่าน ก้มหน้าลงอย่างไม่อาจห้ามใจ เผยให้เห็นปลายคางเรียวได้รูปและลำคอระหงดุจคอหงส์งาม

เสียงอ่านหนังสือยังคงดังเจื้อยแจ้วอยู่ข้างกายนาง ทว่าใจของอันซิ่วเอ๋อร์กลับล่องลอยไปไกลสุดขอบฟ้า ยังมิทันได้สติกลับคืนดี สำนักศึกษาก็เลิกเรียนเสียแล้ว หลานชายตัวน้อยท่าทางซุกซนวิ่งเข้ามาหานาง “ท่านอา ท่านมาแล้วหรือขอรับ?”

“อืม วันนี้ตั้งใจฟังท่านอาจารย์สอนหรือไม่?” อันซิ่วเอ๋อร์เม้มปาก ถามเสียงอ่อนโยน

"แน่นอนขอรับ วันนี้ท่านอาจารย์ยังชมข้าด้วย" เด็กน้อยเชิดหน้าตอบเสียงใส ใบหน้าเจือแววภูมิใจเล็กๆ

อันซิ่วเอ๋อร์แย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน ลูบศีรษะเล็กๆ ของหลานชายเบาๆ แล้วจูงมือเขาไปยังป่าไผ่ด้านหลังสำนักศึกษา หามุมโต๊ะหินว่างตัวหนึ่ง นางวางกล่องอาหารลง เปิดฝาออก หยิบอาหารเรียบง่ายที่อยู่ภายในออกมา มีเพียงข้าวกล้องหนึ่งชาม ผักดองเล็กน้อยหนึ่งจาน และไข่ไก่เพียงฟองเดียว

อาหารเพียงเท่านี้ถือเป็นของดีที่สุดของบ้านตระกูลอันแล้ว เพราะอันหรงเหอต้องร่ำเรียนหนังสือ ไข่ไก่ในบ้านที่เหลือส่วนใหญ่จึงเก็บไว้ให้เขากิน อันซิ่วเอ๋อร์ได้กินบ้างเป็นครั้งคราว

มาเรียนตั้งแต่เช้าตรู่ อ่านหนังสือมาตลอดครึ่งค่อนวัน อันหรงเหอหิวมากเป็นธรรมดา เขาหยิบชามตะเกียบขึ้น บอกกล่าวกับอันซิ่วเอ๋อร์คำหนึ่ง ก็ก้มหน้าก้มตากินอย่างตะกละตะกลาม

“ค่อยๆ กิน” อันซิ่วเอ๋อร์ลูบหลังเขาเบาๆ

“ข้ากินเสร็จแล้วต้องไปอ่านหนังสือต่อ ท่านอาจารย์บอกว่าวันนี้ใครท่องบทกวีมู่หลานได้ก่อน จะให้รางวัลเป็นพู่กัน” อันหรงเหอพูดทั้งที่ข้าวเต็มปาก เสียงจึงอู้อี้เล็กน้อย

อันซิ่วเอ๋อร์จึงหัวเราะออกมาอีกครั้ง หยิบไข่ไก่มาปอกเปลือกให้เขา มือขาวผ่องราวกับสีเดียวกับไข่ไก่นั้น วางไข่ที่ปอกเปลือกแล้วลงในชามของเขา

“ท่านอา ก็กินด้วยสิขอรับ” อันหรงเหอแบ่งไข่ออกเป็นสองส่วน คีบไข่ขาวส่วนหนึ่งให้อันซิ่วเอ๋อร์

“อากินมาแล้ว” อันซิ่วเอ๋อร์เห็นเด็กน้อยมีน้ำใจเช่นนี้ ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมา “เจ้ารีบกินเถอะ ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวต้องกลับไปท่องตำราหรือ?”

อันหรงเหอได้ยินดังนั้นก็ไม่ปฏิเสธอีก รีบร้อนกินข้าวให้หมด บอกลานางคำหนึ่ง แล้ววิ่งกลับเข้าสำนักศึกษาไป

อันซิ่วเอ๋อร์มองตามแผ่นหลังของเขาไป ยิ้มอย่างจนใจ ก้มหน้าเก็บกวาดถ้วยชามบนโต๊ะหิน

“ซิ่วเอ๋อร์…” เสียงสดใสที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหู นางเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตาเปี่ยมยิ้ม เป็นอาจารย์กู้หลินหลางแห่งสำนักศึกษานั่นเอง

"คารวะท่านอาจารย์กู้เจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์ใจเต้นระส่ำ รีบวางของในมือลงแล้วยอบกายคารวะ

"วันนี้ซิ่วเอ๋อร์เหตุใดจึงเกรงอกเกรงใจข้านัก ปกติเจ้าเรียกข้าว่าพี่กู้มิใช่หรือ?" กู้หลินหลางขยับเข้ามาใกล้อันซิ่วเอ๋อร์สองก้าว แล้วนั่งลงบนม้านั่งหินข้างกายนาง

"ท่านอาจารย์กู้กล่าวล้อเล่นแล้ว ซิ่วเอ๋อร์ไหนเลยจะกล้าทำเกินงาม" อันซิ่วเอ๋อร์ถอยห่างไปสองก้าวอย่างแนบเนียน

การกระทำของนางอยู่ในสายตาของกู้หลินหลาง แววตาของเขาพลันหม่นแสงลง แต่เขาก็เก็บซ่อนความเย็นชานั้นไว้ได้อย่างรวดเร็ว กล่าวด้วยความรักใคร่อย่างลึกซึ้ง “อีกไม่กี่วันข้าก็จะจากหมู่บ้านชิงสุ่ยไปแล้ว เรื่องที่ข้าบอกเจ้า เจ้าตรองดูให้ดีแล้วหรือยัง?”

กู้หลินหลางจับจ้องอันซิ่วเอ๋อร์ด้วยดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า นัยน์ตารูปดอกท้อคู่นั้นเอ่อท้นด้วยความรักลึกซึ้ง อันซิ่วเอ๋อร์สบตาเขาเพียงแวบเดียว ก็รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งแก้ม ต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

อันที่จริง จวบจนบัดนี้ นางก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องราวในความฝันเมื่อคืนวานเป็นจริงหรือหลอกลวง ทว่านางได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เป็นการตัดสินใจที่ตรงกันข้ามกับในฝันอย่างสิ้นเชิง นางจะไม่หนีตามกู้หลินหลางไป แต่นางจะแต่งกับจางตาบอด ชาวประมงท้ายหมู่บ้านผู้นั้น!

อันซิ่วเอ๋อร์เป็นลูกสาวคนสุดท้องของบ้านตระกูลอัน และยังมีพี่ชายอีกสองคน พ่อเฒ่าตระกูลอันมีลูกสาวยามที่ตนแก่ชราแล้ว อันซิ่วเอ๋อร์จึงเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของเขามาโดยตลอด ไม่ว่าบ้านตระกูลอันจะยากลำบากเพียงใด อันซิ่วเอ๋อร์ก็ไม่เคยต้องลำบาก ทุกครั้งที่มีงานบ้าน พี่สะใภ้ทั้งสองก็จะเป็นคนจัดการให้

จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว บ้านตระกูลอันก็ประสบเคราะห์ร้าย พี่สะใภ้ใหญ่หลี่ซื่อคลอดลูกยาก เสียชีวิตทั้งแม่และลูก ทิ้งให้อันเถี่ยสือ พี่ชายคนโตของอันซิ่วเอ๋อร์ต้องเลี้ยงดูลูกที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะสองคนตามลำพัง เพื่อหาเลี้ยงชีพ ตอนนี้อันเถี่ยสือได้ไปทำงานในเมืองแล้ว

พ่อเฒ่าอันอายุมากแล้ว หลังจากพี่ชายคนโตไปทำงานในเมือง อันเถี่ยมู่ พี่ชายคนที่สองก็กลายเป็นเสาหลักของบ้าน พี่สะใภ้รองต่งซื่อก็ทำงานในไร่นาตลอดทั้งวัน ชีวิตของคนในบ้านตระกูลอันถึงพอประทังไปได้ อันซิ่วเอ๋อร์จึงยังคงใช้ชีวิตในเรือนอย่างค่อนข้างสุขสบาย

หากเป็นเช่นนี้ต่อไปได้ ชีวิตก็พอจะดำเนินต่อไปได้ แต่เคราะห์กรรมก็ยังไม่จบสิ้น ราชสำนักต้องการเกณฑ์ชาวบ้านไปใช้แรงงาน หากบ้านใดมีบุตรชายสองคนจะต้องส่งไปหนึ่งคน บ้านตระกูลอันมีบุตรชายสองคนพอดี จึงต้องส่งคนไปหนึ่งคน

แต่อันเถี่ยสือได้ไปทำงานในเมืองแล้ว อันเถี่ยมู่ก็เป็นเสาหลักของบ้าน ยามนี้เป็นช่วงฤดูเพาะปลูก หากเขาจากไป ที่ดินของบ้านตระกูลอันคงต้องพึ่งพ่อเฒ่าอันเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นไปไม่ได้

เมื่อคิดไปคิดมา พ่อเฒ่าอันกลับตั้งใจจะไปใช้แรงงานเสียเอง!

การใช้แรงงานมิใช่เรื่องดี ได้ยินมาว่าการใช้แรงงานครั้งนี้คือการสร้างเขื่อน การสร้างเขื่อนนั้นเป็นงานหนักหนาสาหัส ยังจำได้ว่าเมื่อปีที่แล้วก็มีคนในหมู่บ้านไปสร้างเขื่อน พอกลับมาก็โทรมกายเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก แทบจำสภาพเดิมไม่ได้ พ่อเฒ่าอันอายุมากแล้ว หากไปสร้างเขื่อน เกรงว่าจะไม่มีชีวิตรอดกลับมา

แต่ทุกเรื่องย่อมมีทางออก ผู้ใหญ่บ้านบอกไว้แล้วว่าหากไม่อยากส่งคนไป ก็สามารถจ่ายภาษีแรงงานเป็นเงินห้าตำลึง เพื่อยกเว้นการใช้แรงงานได้หนึ่งคน

บ้านตระกูลอันอาศัยเพียงที่นาผืนเล็ก แค่พอประทังชีวิตไปวันๆ แม้อันเถี่ยสือจะไปทำงานในเมือง แต่เงินที่หามาได้ก็ยังไม่พอเป็นค่าเล่าเรียนให้อันหรงเหอผู้เป็นบุตรชาย แล้วจะมีเงินเหลือที่ไหนอีก?

ในขณะที่บ้านตระกูลอันกำลังจนปัญญา แม่สื่อฮวาก็มาเคาะประตูบ้าน บอกว่าจางตาบอดที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำชิงสุ่ยยินดีจ่ายค่าสินสอดหกตำลึง เพื่อสู่ขออันซิ่วเอ๋อร์ หากอันซิ่วเอ๋อร์แต่งงานกับจางตาบอด ไม่เพียงแต่จะมีเงินห้าตำลึงสำหรับยกเว้นค่าแรงงานให้พ่อเฒ่าอันแล้ว แม้แต่ค่าเล่าเรียนของอันหรงเหอในปีหน้าก็ไม่ต้องกังวล

แต่เขามีที่มาไม่ชัดเจน เขามายังหมู่บ้านชิงสุ่ยแห่งนี้เมื่อสองปีก่อน มอบเงินให้ผู้ใหญ่บ้านเล็กน้อย จึงได้ตั้งรกรากในหมู่บ้านชิงสุ่ยแห่งนี้ บ้านของเขาอยู่ริมแม่น้ำ ทุกวันดำรงชีพด้วยการจับปลา

หญิงสาวจากตระกูลดีๆ ที่ไหนเล่าจะยินดีแต่งงานกับคนเช่นนี้ ในยุคสมัยที่วุ่นวายเช่นนี้ มองจากลักษณะของเขาแล้ว บางทีอาจเป็นนักโทษหนีคดีก็ได้

ใช่แล้ว จางตาบอดผู้นี้มีรูปร่างกำยำล่ำสัน ใบหน้าดุดัน อายุอานามคงจะสามสิบกว่าแล้ว เขาไม่ได้ตาบอดจริงๆ เพียงแต่ชอบใช้ผ้าดำปิดตาไว้เสมอ ไม่มีใครเคยเห็นเขาถอดผ้าดำผืนนั้นออกเลย ดังนั้นชาวบ้านในหมู่บ้านชิงสุ่ยจึงเรียกเขาว่าจางตาบอด

ชาวบ้านทั่วไปน้อยคนนักที่จะข้องแวะกับเขา มีเพียงหญิงชาวบ้านใจกล้าบางคนเท่านั้นที่นานๆ ครั้งจะชวนกันไปซื้อปลาที่บ้านเขา อันซิ่วเอ๋อร์เองเคยเจอเขาครั้งหนึ่ง ตอนไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำ ครั้งนั้นนางตกใจกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง

อันซิ่วเอ๋อร์นั้นผิวขาวผุดผ่อง รูปโฉมงดงาม ไม่เพียงแต่หน้าตาดี ยังมีฝีมือในงานบ้านงานเรือน เป็นที่ชื่นชมของคนทั้งหมู่บ้าน หนุ่มๆ ในหมู่บ้านหลายคนต่างก็หมายปองดอกไม้งามเช่นนาง แล้วนางจะยอมแต่งกับจางตาบอดได้อย่างไร?

ยิ่งไปกว่านั้น เพราะไปส่งข้าวให้อันหรงเหอบ่อยครั้ง นางจึงมีใจต่ออาจารย์กู้หลินหลางแห่งสำนักศึกษาประจำหมู่บ้านมานานแล้ว ในสายตาของนาง มีเพียงบุรุษที่อ่อนโยน รูปงาม และเปี่ยมด้วยความรู้ความสามารถเช่นกู้หลินหลางเท่านั้นที่คู่ควรกับอันซิ่วเอ๋อร์เช่นนาง ส่วนจางตาบอดที่ทั้งอัปลักษณ์และหยาบกระด้างนั่นน่ะหรือ จะเอาอะไรมาเทียบ!

แต่หากนางไม่แต่งกับจางตาบอด ท่านพ่อก็ต้องไปใช้แรงงาน เมื่อนึกถึงความรักความเมตตาที่ท่านพ่อมีให้นางเสมอมา อันซิ่วเอ๋อร์ก็กลัดกลุ้มจนนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว

นางรู้สึกว่าตนเองในยามนี้ไม่ต่างอันใดกับมู่หลานในบทกวี… กลัดกลุ้มกังวลใจเหลือเกิน

ซ้ำร้ายกู้หลินหลางยังมาเร่งรัดนางไม่หยุดหย่อน กล่าวเป็นนัยว่าเขาใกล้จะจากหมู่บ้านชิงสุ่ยกลับบ้านเดิมแล้ว ก่อนไปจึงอยากถามนางให้แน่ใจว่ายินดีจะไปกับเขาหรือไม่

กู้หลินหลางบอกนางว่า พอกลับถึงบ้าน เขาตั้งใจจะทุ่มเทอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบเข้ารับราชการ ในอนาคตเขาคือผู้ที่จะสอบได้ตำแหน่งจอหงวน หากนางไปกับเขา ต่อไปนางก็จะได้เป็นถึงฮูหยินจอหงวน

ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ อันซิ่วเอ๋อร์ก็อดรู้สึกแก้มร้อนผ่าว ใจเต้นระรัวมิได้ นางเองก็เป็นหญิงสาวที่มีความใฝ่ฝัน หากได้แต่งให้กับกู้หลินหลางผู้งดงามเพียบพร้อมเช่นนี้ อนาคตได้เป็นภรรยาคู่ใจ อยู่เคียงข้างรักใคร่ปรองดองกัน นางรู้สึกว่า นี่ต่างหากคือชีวิตที่นางปรารถนา

กู้หลินหลางยังมักจะเล่านิทานบางเรื่องให้นางฟังเป็นครั้งคราว นางเอกในนิทานเหล่านั้นล้วนยอมสละทิ้งทุกสิ่งเพื่อหนีตามชายคนรักไป หากนางรักเขาจริง ก็ควรจะหนีตามเขาไปเช่นกัน ส่วนเรื่องพ่อเฒ่าอันน่ะหรือ รอให้นางได้เป็นฮูหยินของขุนนางแล้วค่อยกลับมาตอบแทนบุญคุณก็ยังไม่สาย

อันซิ่วเอ๋อร์ถูกวาจาหวานหูเหล่านี้กล่อมจนเกือบจะเผลอใจเชื่อ

ทว่าเมื่อคืนวาน นางกลับฝันร้ายไปเรื่องหนึ่ง ในฝัน นางถูกกู้หลินหลางหลอกล่อจนหนีตามเขาไปจริงๆ แต่กลับพบว่าที่บ้านของเขามีภรรยาเอกอยู่แล้ว นางไปถึงก็ได้เป็นเพียงอนุภรรยาไร้ชื่อไร้ตำแหน่ง

ตอนนั้นนางเสียใจอย่างยิ่ง คิดจะหนีกลับมา กู้หลินหลางกลับบอกนางว่า “ยอมเป็นอนุคหบดี ดีกว่าเป็นเมียเอกยาจก” อนาคตเขาจะดีต่อนางแน่นอน เรื่องภรรยาเอกหรืออนุเป็นเพียงแค่สถานะเท่านั้น

นางก็หลงเชื่ออีกครั้ง ช่วงแรกกู้หลินหลางดีต่อนางมากจริงๆ แต่ต่อมาเขาก็เปลี่ยนไป ไม่นานนัก ข้างกายเขาก็มีหญิงสาวคนใหม่ นางตั้งครรภ์ ภรรยาเอกของเขากลับจับนางกรอกยาขับเลือด ยาชามนั้นทำให้นางรอดชีวิตมาได้ แต่บุตรในครรภ์กลับสิ้นใจ นางไม่เพียงแต่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีกตลอดชีวิต ยังทิ้งโรคประจำตัวไว้ให้อีก

ไม่กี่ปีต่อมา ร่างกายของนางก็ทรุดโทรมลงทุกวัน ความงามร่วงโรยจนหมดสิ้น ส่วนบัณฑิตหนุ่มที่นางเคยเทิดทูนบูชาหมดหัวใจกลับขายนางให้กับพ่อม่ายตาเดียวคนหนึ่ง พ่อม่ายผู้นั้นจิตใจโหดเหี้ยม ทุบตีนางไม่เว้นวัน นางลอบหนีกลับมายังบ้านเกิด จึงได้รู้ว่าท่านพ่ออันที่เคยรักและทะนุถนอมนางยิ่งกว่าสิ่งใด ได้ตายไปตั้งแต่ครั้งที่ถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานที่นั่นแล้ว

ตอนนั้นนางอายุเพียงยี่สิบต้นๆ ชาวบ้านต่างจำนางไม่ได้แล้วว่าเป็นดอกไม้งามประจำหมู่บ้านในอดีต นึกว่าเป็นขอทานหญิงมาจากไหน พากันชี้หน้าด่าทอ นางยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำชิงสุ่ยด้วยหัวใจที่แหลกสลาย มองดูเงาสะท้อนในน้ำของสตรีที่ซูบซีดอิดโรยตรงหน้า… แล้วจึงกระโจนลงไป

ความรู้สึกทรมานขณะจมน้ำยังคงแจ่มชัดอยู่ในห้วงคำนึง เมื่อตื่นขึ้นมา อันซิ่วเอ๋อร์ก็ตกใจจนเหงื่อท่วมกาย เรื่องราวในฝันนั้นช่างสมจริงเหลือเกิน สมจริงราวกับนางได้ประสบพบเจอมาด้วยตนเอง

วันนั้นหลังจากตื่นนอน นางเอาแต่สวดมนต์ภาวนาต่อหน้าพระโพธิสัตว์ตลอดทั้งเช้า

นางเคยได้ยินเรื่องราวของฝันสุกก่อนข้าวเหลือง [2] นางคิดว่านั่นคงเป็นเพราะพระโพธิสัตว์แสดงอิทธิฤทธิ์ ทำให้นางเห็นเส้นทางอีกเส้นทางหนึ่งในความฝัน ความมั่งคั่งรุ่งโรจน์ล้วนเป็นภาพลวงตา

อะไรที่ว่า “ยอมเป็นอนุคหบดี ดีกว่าเป็นเมียเอกยาจก” ล้วนเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งสิ้น

นางตัดสินใจแล้ว นางจะแต่งกับจางตาบอดผู้นี้! อย่างน้อยนางก็ได้เป็นภรรยาเอกอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม อีกประการหนึ่ง ก็เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณบิดามารดาที่เลี้ยงดูมา เพื่อให้ท่านพ่อของนางไม่ต้องไปทำงานใช้แรงงาน สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกหลายปี

เชิงอรรถ

[1] มากจากบทประพันธ์เชิงขับร้อง ‘มู่หลานซือ’ ในสมัยยุคราชวงศ์เหนือ-ใต้

[2] เรื่องเล่าในสมัยราชวงศ์ถัง เป็นการเปรียบเทียบว่าความร่ำรวยและความรุ่งโรจน์เป็นเพียงสิ่งชั่วคราวและลวงตาเหมือนความฝันและท้ายที่สุดแล้วก็จะหายไป

หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^

บทที่ 2 วิวาห์

"ซิ่วเอ๋อร์ ไยเจ้าจึงเงียบไปเล่า?" กู้หลินหลางเอ่ยถาม พลางมองอันซิ่วเอ๋อร์ที่ดูคล้ายใจลอยไปไกล ดวงตาฉายแววขุ่นเคืองจางๆ เขาจำได้ว่าแต่ก่อนนางเฝ้ามองเขาด้วยสายตาเปี่ยมชื่นชมเสมอ แล้วเหตุใดบัดนี้นางจึงเมินเฉยต่อเขาราวกับคนแปลกหน้า?

"เอ๊ะ… ขออภัยเจ้าค่ะ พี่กู้" อันซิ่วเอ๋อร์สะดุ้งตื่นจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงเรียก นางรีบรวบรวมสติ เก็บข้าวของเข้าที่ ก่อนจะเอ่ยว่า "ข้ากำลังจะแต่งงาน อีกไม่กี่วันพี่ก็จะเดินทางแล้ว ข้าคงไปส่งไม่ได้ จึงขออวยพรให้พี่กู้เดินทางโดยสวัสดิภาพตรงนี้เลยนะเจ้าคะ"

กล่าวจบ อันซิ่วเอ๋อร์ก็ยกตะกร้าขึ้นเดินจากไปทันที เมื่อผ่านหน้าสำนักศึกษานางยังโบกมือให้หลานชายครู่หนึ่ง

กู้หลินหลางยืนนิ่งงันอยู่เนิ่นนาน ในแววตามีประกายวูบไหวขึ้นมาชั่วขณะ ก่อนจะดับมืดลง… สตรีที่เขาหมายมั่นไว้ เหตุใดเรื่องราวจึงกลับกลายเป็นเช่นนี้ไปได้?

เมื่อได้แสดงความในใจต่อกู้หลินหลางจนหมดสิ้น อันซิ่วเอ๋อร์ก็รู้สึกคล้ายยกภูเขาออกจากอก บ้านเรือนอันเก่าโทรมปรากฏอยู่เบื้องหน้า นางก้าวเข้าสู่ลานบ้าน พลันเห็นเหลียงซื่อผู้เป็นมารดามีคราบน้ำตาอาบแก้ม พอเห็นบุตรสาวกลับมา เหลียงซื่อก็เพียงถอนหายใจแผ่วเบา พลางเบือนสายตาหลบเลี่ยง

"ท่านแม่ เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?" อันซิ่วเอ๋อร์รีบเดินเข้าไปถามไถ่

เหลียงซื่อมิได้ตอบคำ อันซิ่วเอ๋อร์จึงเดินเข้าบ้านไปเอง เห็นเนื้อหมูชิ้นหนึ่งกับปลาอีกสองตัววางอยู่บนโต๊ะ

"จางเจิ้นอันมาแล้วหรือเจ้าคะ?" นางเอ่ยถาม

เหลียงซื่อพยักหน้ารับ "เมื่อครู่เขามากับแม่สื่อ เดิมทีตั้งใจจะมาดูตัวเจ้า พอแม่บอกว่าเจ้าไม่อยู่ เขาก็มิได้ว่ากระไร เพียงแต่ทำหน้าถมึงทึง วางของไว้แล้วก็จากไป"

จางเจิ้นอันคือชื่อจริงของจางตาบอด อันที่จริง อันซิ่วเอ๋อร์เพิ่งทราบชื่อนี้เมื่อสองวันก่อนเท่านั้น พอได้ยินชื่อนี้ นางกลับยิ่งรู้สึกว่าคงหนีไม่พ้นต้องแต่งกับเขาเป็นแน่… จางเจิ้นอัน เจิ้นอัน [1] … มิใช่มีความหมายว่ามาเพื่อกดขี่นางหรอกหรือ?

"ในเมื่อเขานำของมาให้แล้ว ท่านแม่ยังจะกังวลอันใดอีกเล่าเจ้าคะ?" อันซิ่วเอ๋อร์ฝืนยิ้มปลอบมารดา "ถึงเขาจะหน้าตาเคร่งขรึมไปบ้าง ก็ใช่ว่าจะเป็นคนไม่ดีเสียหน่อย คนรูปงามก็ใช่ว่าจิตใจจะดีงามเสมอไปนี่เจ้าคะ เขามาหาข้า ยังอุตส่าห์นำของมาฝาก แสดงว่าเขาก็ใส่ใจข้าอยู่บ้าง ให้ความสำคัญกับการแต่งงานครั้งนี้"

"แต่ว่า…" เหลียงซื่อพูดไม่ทันจบประโยค ก็คว้าแขนบุตรสาวไว้ น้ำตาเอ่อคลอ อันซิ่วเอ๋อร์จึงได้แต่ลูบหลังปลอบโยนมารดาเบาๆ

อาจเพราะฝันร้ายเมื่อคืนวาน ประกอบกับได้ยินเหล่าบัณฑิตขับขานบทกวีมู่หลานในวันนี้ ทำให้อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกราวกับตนเองเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในชั่วข้ามคืน

เพียงไม่กี่วันก่อน นางยังคงกลัดกลุ้มร่ำไห้ ทว่าบัดนี้นางกลับสงบใจลงได้แล้ว แม้นางจะเป็นสตรี แต่ก็ควรทำประโยชน์ให้ครอบครัวได้เช่นเดียวกับฮวามู่หลาน จึงจะสมกับที่บิดามารดาเฝ้าทะนุถนอมเลี้ยงดูมาสิบกว่าปี

เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ที่ดูจะเป็นเรื่องไร้สาระนั้น นางไม่ขอคิดถึงอีกต่อไป บัดนี้นางคิดเพียงว่า เมื่อต้องแต่งกับไก่ก็ต้องตามไก่ แต่งกับหมาก็ต้องตามหมา ต่อให้จางเจิ้นอันจะร้ายกาจเพียงใด หรือผู้ใดจะรังเกียจเดียดฉันท์เขา แต่นางในฐานะภรรยา ก็ควรจะปกป้องสามีของตน

ดังนั้น เมื่อเหลียงซื่อเอ่ยขึ้นว่า "เจ้าจางตาบอดนั่น หน้าตาดุร้ายน่ากลัวยิ่งนัก…" อันซิ่วเอ๋อร์จึงรีบห้ามไว้ "ท่านแม่ ท่านคิดเช่นนั้นได้อย่างไร คนอื่นจะดูแคลนจางเจิ้นอัน เรียกเขาว่าจางตาบอดก็ช่างเถิด แต่ท่านกำลังจะเป็นแม่ยายเขา เป็นญาติผู้ใหญ่ เหตุใดจึงไปดูถูกเขาเหมือนคนอื่นเล่าเจ้าคะ? ต่อไปนี้ ข้าไม่อยากได้ยินท่านแม่พูดเช่นนี้อีก"

"ดูเอาเถิด ซิ่วเอ๋อร์นี่ช่างรู้จักเอาอกเอาใจคนเสียจริง ยังไม่ทันแต่ง ก็ออกรับปกป้องว่าที่สามีเสียแล้ว" แม่สื่อฮวายืนอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลอัน โบกผ้าเช็ดหน้าในมือ กล่าวกับจางเจิ้นอันที่ยืนอยู่ข้างๆ

เมื่อครู่นางได้ยินคนบอกว่าอันซิ่วเอ๋อร์กลับมาแล้ว จึงย้อนกลับมาอีกครั้ง ตั้งใจจะพาจางเจิ้นอันมาดูตัวให้เห็นกับตา ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินบทสนทนาของสองแม่ลูกเข้าพอดี

แม่สื่อฮวาลอบชำเลืองมองสีหน้าจางเจิ้นอัน เห็นเขายังคงมีใบหน้าเรียบเฉย เคร่งขรึม ไร้ความรู้สึกใดๆ นางถึงกับงุนงง ไม่รู้จะชวนคุยต่ออย่างไรดี แต่ในเมื่อนางเป็นแม่สื่อ ก็ต้องพยายามทำทุกทางให้งานนี้สำเร็จลุล่วง นางจึงกระแอมเบาๆ แล้วเอ่ยว่า

"วางใจเถอะน่า ป้าฮวาไม่หลอกเจ้าหรอก อันซิ่วเอ๋อร์น่ะเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของหมู่บ้านเราเชียวนะ ไม่ใช่แค่รูปโฉมงดงาม จิตใจนางยังดีอีกด้วย ครานี้นับว่าเจ้าโชคดีมาก หากไม่ใช่เพราะบ้านตระกูลอันกำลังขัดสนเงินทอง หญิงสาวดีๆ เช่นอันซิ่วเอ๋อร์จะตกมาถึงมือเจ้าได้อย่างไร"

พูดไปแล้ว แม่สื่อฮวาก็รู้สึกเห็นใจอันซิ่วเอ๋อร์ขึ้นมา จึงเผลอพูดไม่เข้าหูไปบ้าง โชคดีที่จางเจิ้นอันดูจะไม่ใส่ใจ นางจึงรีบตั้งสติแล้วถามว่า "แล้วนี่… เจ้าจะยังเข้าไปดูตัวนางหรือไม่?"

"ไม่ล่ะ" จางเจิ้นอันส่ายหน้า ควักห่อเงินออกมาจากอกเสื้อ "เงินสินสอดนี่ ฝากท่านมอบให้บ้านตระกูลอันด้วย" กล่าวจบ เขาก็ก้าวเท้าจากไปทันที

แม่สื่อฮวามองห่อเงินในมือ พลางครุ่นคิด ไม่แน่ใจว่าเจ้าจางตาบอดผู้นี้พอใจอันซิ่วเอ๋อร์หรือไม่กันแน่ นางถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะปั้นหน้ายิ้มแย้ม เดินเข้าไปในลานบ้าน พร้อมกับส่งเสียงร้องทักแต่ไกล "ข่าวดีจ้า ข่าวดี คุณชายจางฝากข้ามาสู่ขอลูกสาวบ้านนี้แล้ว!"

"จริงหรือ?" เหลียงซื่อรีบเช็ดน้ำตาบนใบหน้า ลุกขึ้นต้อนรับ "แม่สื่อฮวามาแล้ว เชิญนั่งก่อนๆ"

อันซิ่วเอ๋อร์เห็นว่าเป็นแม่สื่อฮวา จึงก้มหน้า เก็บกวาดโต๊ะ แล้วรินชาให้แขก

"แหม ซิ่วเอ๋อร์นี่งามสมคำร่ำลือจริงๆ เป็นสาวงามอันดับหนึ่งของหมู่บ้านเราโดยแท้" แม่สื่อฮวารับถ้วยชาจากอันซิ่วเอ๋อร์ เห็นใบหน้านวลผ่องของนางแดงระเรื่อ ยิ่งมองยิ่งน่าเอ็นดู จึงอดที่จะเอ่ยชมไม่ได้

"ซิ่วเอ๋อร์ เจ้าเข้าห้องไปก่อนเถอะ" เหลียงซื่อนั่งลง แล้วบอกกับบุตรสาว

อันซิ่วเอ๋อร์จึงเชื่อฟัง เดินเลี่ยงเข้าไปในห้องด้านใน นั่งลงบนขอบเตียง แต่หูก็ยังคอยเงี่ยฟังคำพูดของแม่สื่อฮวาที่คุยกับมารดาอยู่ด้านนอก

"อันที่จริง ตามธรรมเนียมหมู่บ้านชิงสุ่ยเรา ซิ่วเอ๋อร์ควรจะได้พบหน้ากับจางเจิ้นอันก่อน แต่เมื่อครู่เขามาถึงหน้าประตูแล้ว พอได้ยินคำพูดของซิ่วเอ๋อร์เข้า เขาก็พอใจมาก ข้าบอกเขาไปว่าซิ่วเอ๋อร์เป็นคนอ่อนโยน กตัญญู เขาก็ยิ่งชอบใจ ควักเงินให้ข้ามาสู่ขอทันที เห็นหรือไม่ว่าเขาให้ความสำคัญกับลูกสาวบ้านท่านเพียงใด?"

แม่สื่อฮวาพยายามพูดจาหว่านล้อมยกยอ แต่เห็นเหลียงซื่อยังคงมีสีหน้าอมทุกข์ ไม่ค่อยจะยินดีนัก จึงวางห่อเงินลงบนโต๊ะ "นี่ เงินหกตำลึงเต็ม ไม่ขาดแม้แต่อีแปะเดียว ไม่เหมือนบ้านอื่นที่ให้สินสอดเพียงน้อยนิด แถมยังต้องต่อรองแล้วต่อรองอีก คนผู้นี้ถึงจะอายุมากไปหน่อย แต่ก็รู้จักเอาใจใส่คนอื่น แถมยังเป็นคนตรงไปตรงมา"

"เจ้าค่ะ ใช่เจ้าค่ะ" เหลียงซื่อรีบพยักหน้ารับ ในใจเริ่มคล้อยตามและยินดีขึ้นมาบ้าง

"ถึงแม้ว่าเจ้าจางเจิ้นอันนี่จะมีรูปพรรณสัณฐานดูดุดันไปสักหน่อย แต่เขาก็มีข้อดี ลูกสาวท่านแต่งไปแล้ว ต่อไปใครหน้าไหนจะกล้ามารังแกนางได้?" แม่สื่อฮวาเสริม

เหลียงซื่อลองคิดตามดูก็เห็นว่าจริง จึงพยักหน้าเห็นด้วย

แม่สื่อฮวาเห็นดังนั้นจึงกล่าวสรุป "เป็นอันว่าตกลงตามนี้ เงินทองข้าจะวางไว้ให้ การแต่งงานครั้งนี้ถือว่าเป็นการตกลงกันแล้ว พวกเราเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากมาย ข้าดูท่าทีจางเจิ้นอันแล้ว เขาคงอยากรับซิ่วเอ๋อร์ไปเป็นภรรยาโดยเร็ว พวกท่านก็เอาเงินนี่ไปตัดชุดใหม่ให้ซิ่วเอ๋อร์ เตรียมตัวให้พร้อมก็แล้วกัน"

"แล้วจางเจิ้นอันได้บอกฤกษ์ยามไว้หรือไม่?" เหลียงซื่อเอ่ยถาม

"ข้าคำนวณกับเขาดูแล้ว วันที่ยี่สิบแปดเดือนนี้นี่แหละ เป็นฤกษ์งามยามดี" แม่สื่อฮวาตอบ

"เร็วถึงเพียงนั้นเชียว?" เหลียงซื่อใจหายวาบ ไม่อยากให้บุตรสาวต้องรีบแต่งออกไปเร็วถึงเพียงนี้

"แหม ก็พูดคุยกันมาหลายวันแล้วนี่นา จางเจิ้นอันเขาก็อายุไม่น้อยแล้ว อยากจะรีบรับลูกสาวท่านไปอยู่ด้วยเร็วๆ น่ะ" แม่สื่อฮวายิ้มอย่างมีความนัยให้เหลียงซื่อ ก่อนจะลุกขึ้น "ตกลงตามนี้นะ ข้าขอตัวก่อนล่ะ"

หลังจากแม่สื่อฮวาจากไปแล้ว อันซิ่วเอ๋อร์จึงค่อยๆ เดินออกมาจากห้อง เหลียงซื่อนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะ พอเงยหน้าขึ้นเห็นบุตรสาว ก็เอ่ยถาม "ซิ่วเอ๋อร์ เจ้าได้ยินหมดแล้วสินะ?"

"เจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า

"เจ้าอย่าเพิ่งกังวลใจไปเลย เดี๋ยวตอนเย็นแม่จะลองปรึกษากับพ่อเจ้าดู ลองพูดคุยกับทางจางเจิ้นอัน ว่าจะขอเลื่อนวันออกไปอีกหน่อยได้หรือไม่" เหลียงซื่อเอ่ยปลอบ

"ท่านแม่ อย่ากังวลไปเลยเจ้าค่ะ แต่งเร็วแต่งช้า อย่างไรก็ต้องแต่ง มีอันใดให้ต้องยืดเยื้ออีก" อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า "ข้าได้ยินมาว่าจางเจิ้นอันทำประมง แต่งไปเร็วเท่าไร ข้าจะได้รีบมีหลานชายให้ท่านอุ้ม ให้เขามาช่วยพวกเราทำงานบ้านเร็วๆ"

"พูดจาเหลวไหล ลูกเขยที่ไหนเขาจะมาทำงานให้บ้านแม่ยายกัน" เหลียงซื่อเอ็ดเบาๆ แต่มองสีหน้าบุตรสาวที่ไม่ได้แสดงความขุ่นข้องใจออกมา ก็ค่อยวางใจลงได้บ้าง

อันซิ่วเอ๋อร์เพียงยิ้มตอบมารดา ที่จริงแล้ว นางอยากจะรีบแต่งออกไปให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้หลีกหนีกู้หลินหลาง เกรงว่าเขาจะยังคงคิดไม่ซื่อกับนางอยู่อีก

"ท่านแม่เจ้าคะ ท่านส่งข้าวให้ท่านพ่อแล้วหรือยัง?" อันซิ่วเอ๋อร์นึกขึ้นได้

"ไอหยา แม่ลืมไปเลย" เหลียงซื่อตบหน้าผากตัวเองเบาๆ รีบลุกไปทางห้องครัว "ป่านนี้พ่อเจ้าคงหิวแย่แล้ว"

"ท่านแม่ค่อยๆ ไปก็ได้เจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์ยกปลาและเนื้อที่เหลียงซื่อวางไว้ในตะกร้าตามเข้าไปในครัว "ช่วงนี้ท่านพ่อทำงานหนัก เอาปลาไปต้มน้ำแกงให้ท่านซดหน่อยเถิดเจ้าค่ะ พอบ่ายๆ กลับมา จะได้ไม่บ่นว่าท่านแม่ปล่อยให้หิวโซ"

"เออ จริงของเจ้า" เหลียงซื่อว่าพลางรีบลงมือจัดการกับปลา

อันซิ่วเอ๋อร์ช่วยอุ่นข้าวในหม้อ พลางถาม "แล้วต้ายากับเอ้อร์ยาเล่าเจ้าคะ ไปไหนกัน?"

"แม่ให้พวกนางไปเก็บหญ้าหมู" เหลียงซื่อตอบ "เด็กสองคนนี้นะ ไปเก็บหญ้าหมูประเดี๋ยวเดียว ป่านนี้ยังไม่กลับ ไม่รู้มัวไปอู้ที่ไหน"

อันซิ่วเอ๋อร์ฟังแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้ว กล่าวอย่างจนใจ "ท่านแม่อย่าเพิ่งบ่นเลยเจ้าค่ะ ช่วงนี้คนออกไปหาหญ้าหมูกันเยอะแยะ สองคนนั้นจะรีบกลับมาได้อย่างไร"

ในบ้านตระกูลอัน ทุกคนล้วนมีงานต้องทำ หากจะมีใครว่างที่สุด ก็คงเป็นอันซิ่วเอ๋อร์นี่เอง วันๆ นางมักจะอยู่แต่ในบ้าน ปักผ้าบ้าง ช่วยนำส่งข้าวให้บิดาบ้าง ยามถึงฤดูทำนาจึงจะออกไปช่วยงานไร่งานนาบ้างเล็กน้อย นับแต่เล็กจนโต นางเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของพ่อเฒ่าอันและเหลียงซื่อ สองสามีภรรยาเฝ้าทะนุถนอมนางยิ่งนัก พอนึกถึงสิ่งที่ตนเลือกในความฝัน อันซิ่วเอ๋อร์ก็รู้สึกเจ็บแปลบในใจขึ้นมา

อย่างไรเสีย นั่นก็เป็นเพียงความฝัน อันซิ่วเอ๋อร์ปลอบใจตนเองเช่นนั้น ก็รู้สึกสบายใจขึ้น นางลงมือตักข้าวอย่างคล่องแคล่ว ล้างเนื้อที่จางเจิ้นอันนำมา หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ คลุกเคล้ากับแป้งข้าวเจ้าเล็กน้อย ใส่ในจาน เตรียมจะนำไปนึ่งพร้อมกับน้ำแกงปลา

"เจ้าเด็กคนนี้นะ ทำอะไรก็ดีไปหมด เสียแต่ว่ามือเติบไปหน่อย" เหลียงซื่อกำลังขอดเกล็ดปลาอยู่ เห็นการกระทำของบุตรสาวก็อดที่จะเอ็ดไม่ได้

อันซิ่วเอ๋อร์หาได้โกรธเคืองไม่ นางเดินไปที่เตา ช่วยก่อไฟ พลางเอ่ยว่า "ช่วงนี้ท่านพ่อทำงานหนัก ให้ท่านได้กินเนื้อดีๆ บ้าง จะได้มีกำลังใจเจ้าค่ะ"

"แล้วเจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าเนื้อนี่มันแพงแค่ไหน?" เหลียงซื่อเดินมา เห็นหม้อล้างสะอาดดีแล้ว จึงตักน้ำมันหมูเล็กน้อยทาก้นหม้อ ใส่ขิงซอยลงไปเจียวพอหอม แล้วจึงใส่ปลาลงไป

น้ำมันน้อยเกินไป ปลาจึงเริ่มติดก้นหม้อ เหลียงซื่อรีบตักน้ำใส่ลงไป แล้วต้มต่อไป

"เอาเนื้อลงไปต้มด้วยกันเลยสิเจ้าคะ" อันซิ่วเอ๋อร์เสนอ เหลียงซื่อเหลือบมองบุตรสาวอย่างตำหนิ ก่อนจะหาซึ้งไม้ไผ่มาวางซ้อนบนหม้อ แล้วจึงวางจานเนื้อลงไปนึ่ง

"รู้ทันน่าว่าเจ้าอยากกิน" เหลียงซื่อพูดพลางต้มปลาไปพลาง จัดเตรียมข้าวของใส่กล่องอาหาร เตรียมให้อันซิ่วเอ๋อร์นำไปส่งที่นา

ฟืนในเตาให้ไฟแรงดี ปลาจึงสุกเร็ว เหลียงซื่อเปิดฝาหม้อ ยกซึ้งไม้ไผ่กับจานเนื้อนึ่งออกมา โรยต้นหอมซอยกับเกลือเล็กน้อยลงในหม้อแกงปลา ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

นางใช้หม้อดินใบเล็กตักแกงปลาใส่ ก่อนจะบรรจงจัดวางลงในตะกร้าอย่างดี แล้วเปิดกล่องอาหาร คีบเนื้อนึ่งสองชิ้นใส่ลงไปในชามผักดอง

อันซิ่วเอ๋อร์เห็นแล้วจึงว่า "ใส่เพิ่มอีกชิ้นเถิดเจ้าค่ะ พี่สะใภ้รองก็ทำงานหนักเหมือนกัน"

"เจ้าเด็กโง่เอ๊ย" เหลียงซื่อว่า แต่ก็ยอมตามใจ คีบเนื้อใส่ลงไปอีกชิ้น

"ท่านแม่ใจดีที่สุดในโลกเลยเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์เอ่ยชมเอาใจมารดา จากนั้นจึงปิดฝากล่องอาหาร แล้วยกตะกร้าและกล่องอาหาร มุ่งหน้าไปยังทุ่งนา

เชิงอรรถ

[1] คำว่า ‘เจิ้น’ แปลว่า กด เหมือนรวมกับคำว่า ‘อัน’ ซึ่งเป็นชื่อของตระกูลอัน ‘เจิ้นอัน’ จึงสามารถสื่อได้ว่า กดขี่ตระกูลอัน

หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^

บทที่ 3 ครอบครัวตระกูลอัน

ยามนี้คือช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ สรรพสิ่งกำลังผลิบาน มองออกไปสุดลูกหูลูกตา ทั่วทุ่งนาล้วนเขียวขจี ช่างน่าเบิกบานใจ อันซิ่วเอ๋อร์หิ้วตะกร้า ก้าวย่างเบาๆ ไปตามคันนา จิตใจก็พลอยเบิกบานตามไปด้วย

เหล่าชาวนากำลังก้มหน้าก้มตาปักกล้าดำข้าวอยู่ในนา ตระกูลอันมีที่นาอยู่ห้าหมู่ เป็นที่นาที่ทำกินกันมานานหลายปี จึงมีฐานะเพียงปานกลาง ทุกปีพ่อเฒ่าอันกับพี่ชายรองต่างตรากตรำทำงานในนา แต่ผลผลิตที่ได้ก็ไม่มากนัก เมื่อหักจ่ายภาษีต่างๆ แล้ว ก็เหลือพอแค่ประทังชีวิตไปวันๆ

เบื้องหน้าไม่ไกลนักคือผืนนาของตระกูลตน อันซิ่วเอ๋อร์เร่งฝีเท้าขึ้นอีกนิด มองเห็นพ่อเฒ่าอันและอันเถี่ยมู่แต่ไกล นางจึงส่งเสียงเรียก "ท่านพ่อ พี่รอง พี่สะใภ้รอง ข้าเอาอาหารมาส่งเจ้าค่ะ…"

น้ำเสียงของนางแจ่มใสไพเราะ อ่อนหวานละมุนละไม ราวกับเสียงนกหวงอิงขับขาน พ่อเฒ่าอันได้ยินก็รู้สึกเบิกบานใจ ทุกครั้งที่ได้เห็นบุตรีคนนี้ จิตใจของเขาก็พลอยชื่นบานไปด้วย การมีลูกสาวในวัยชรา ทำให้เขารักและทะนุถนอมอันซิ่วเอ๋อร์ประดุจแก้วตาดวงใจ

"ซิ่วเอ๋อร์มาส่งอาหารแล้ว พวกเจ้าพักกันก่อนเถิด" กล่าวจบ เขาก็พยายามยืดตัวลุกขึ้นจากผืนนา

ด้วยอายุที่มากแล้ว การต้องก้มๆ เงยๆ อยู่ในนาครึ่งค่อนวัน ทำให้ตอนนี้เขายืดตัวตรงได้ยากลำบาก ยังดีที่อันเถี่ยมู่ผู้เป็นบุตรชายรีบเข้ามาประคอง จึงลุกขึ้นยืนตรงได้โดยง่าย อันเถี่ยมู่ประคองบิดาไปยังริมคันนา

"ท่านพ่อ ท่านเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ?" อันซิ่วเอ๋อร์รีบวางตะกร้าลง เดินเข้าไปช่วยประคองพ่อเฒ่าอันให้นั่งลง

พ่อเฒ่าอันออกไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ อันซิ่วเอ๋อร์เพิ่งผ่านพ้นฝันร้ายนั้นมา ยิ่งตระหนักถึงความสำคัญของคนในครอบครัว ยามนี้เมื่อได้เห็นสภาพของบิดา ทั้งเส้นผมที่ขาวโพลน ร่างกายที่งองุ้ม ดวงตาก็พลันร้อนผ่าว เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา

"เด็กโง่เอ๋ย ร้องไห้ทำไมกัน พ่อไม่เป็นอะไร" เห็นอันซิ่วเอ๋อร์ดวงตาแดงก่ำ พ่อเฒ่าอันก็รู้สึกเจ็บปวดในใจ รีบยื่นมือออกไปหมายจะเช็ดน้ำตาให้ แต่พอเห็นว่ามือตนเปื้อนโคลน จึงต้องชักมือกลับอย่างจนใจ แล้วทำได้เพียงถูมือตนเองไปมา กล่าวว่า "ซิ่วเอ๋อร์ เจ้าอย่าร้องไห้เลย"

"ข้าไม่ได้ร้องไห้เจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า ใช้หลังมือเช็ดหยาดน้ำตา กล่าวว่า "เพียงแต่เห็นท่านพ่ออายุมากแล้วยังต้องทำงานในนา ข้าก็รู้สึกสงสารจับใจ"

"ใครว่าพ่ออายุมาก? พ่อยังหนุ่มแน่นอยู่เลย" พ่อเฒ่าอันแสร้งทำเสียงเข้ม กล่าวว่า "ตาจางข้างบ้านอายุตั้งเจ็ดสิบแล้ว ยังลงนาทำงานไหว พ่อของเจ้าเพิ่งจะหกสิบกว่าเท่านั้นเอง"

หากพ่อเฒ่าอันไม่เอ่ยขึ้นมาก็แล้วไป แต่พอเขาพูดเช่นนี้ อันซิ่วเอ๋อร์กลับยิ่งรู้สึกเจ็บปวดใจ เห็นชัดว่าเขาเพิ่งจะอายุหกสิบกว่าปี แต่ไม่ว่าใครเห็นก็คงคิดว่าเป็นชายชราวัยเจ็ดสิบ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขาตรากตรำทำงานหนักเพื่อครอบครัวมากเกินไป

ต่งซื่อผู้เป็นพี่สะใภ้รองเดินกลับมาจากล้างมือที่ริมธารพอดี เห็นอันซิ่วเอ๋อร์กำลังน้ำตาคลอ จึงหัวเราะแล้วเอ่ยขึ้น "น้องหญิง มาส่งอาหารให้พวกเราไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงร้องไห้เสียล่ะ?"

ได้ยินดังนั้น อันซิ่วเอ๋อร์ก็รู้สึกประดักประเดิดอยู่บ้าง นางรีบเช็ดน้ำตา ประคองพ่อเฒ่าอัน "ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อ พี่รอง พวกท่านรีบไปล้างมือเถิด วันนี้ข้ามาส่งอาหารช้าไป คงจะหิวกันแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?"

ลำธารอยู่ไม่ไกลจากผืนนาของตระกูลอันนัก เวลาทำงานเสร็จหรือพักผ่อน พวกเขามักจะไปล้างมือล้างเท้าให้สะอาด แล้วจึงปล่อยขากางเกงที่พับขึ้นไว้ลง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเย็นจนเป็นหวัด

ขณะที่พ่อและพี่ชายกำลังเดินไปยังริมธาร อันซิ่วเอ๋อร์ก็เปิดกล่องอาหาร ตักอาหารใส่ชามให้พวกเขา ต่งซื่อเห็นว่าวันนี้มีทั้งปลาทั้งเนื้อ ก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก เอ่ยถามว่า "ซิ่วเอ๋อร์ วันนี้เป็นวันอะไรกัน เหตุใดอาหารจึงดีถึงเพียงนี้?"

"พอดีจางเจิ้นอันมาที่บ้านเรา เขาเป็นคนเอามาฝาก ข้ากลัวทิ้งไว้นานจะไม่สด เลยให้ท่านแม่นำปลามาต้มตัวหนึ่ง แล้วก็นึกว่าพี่รองกับพี่สะใภ้ทำงานเหนื่อย เลยให้ท่านแม่หั่นเนื้อมานิดหน่อย นำไปนึ่งให้พวกท่านกิน" อันซิ่วเอ๋อร์อธิบาย พลางคีบเนื้อชิ้นหนึ่งจากจานกับข้าวใส่ลงในชามของต่งซื่อ ยิ้มแล้วกล่าวว่า "กินเถิด พี่สะใภ้"

"นี่…" คนในยุคสมัยนั้นมักไม่ค่อยใส่ใจลูกสะใภ้นัก ตระกูลอันเองก็ไม่ได้ร่ำรวย ตั้งแต่ต่งซื่อแต่งเข้ามา แทบจะนับครั้งได้ที่ได้กินเนื้อ ดังนั้นเมื่อเห็นอันซิ่วเอ๋อร์คีบเนื้อมาให้ นางจึงรู้สึกตื้นตันจนจุกอยู่ในอก

กำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง อันซิ่วเอ๋อร์กลับหันไปโบกมือเรียกพ่อเฒ่าอันและอันเถี่ยมู่ "ท่านพ่อ พี่รอง พวกท่านรีบขึ้นมาเร็วเข้าเจ้าค่ะ"

"มาแล้วๆ" ทั้งสองเดินขึ้นมาจากทางลาด อันซิ่วเอ๋อร์ก็ส่งชามข้าวที่ตักเตรียมไว้ให้ พ่อเฒ่าอันเห็นกับข้าวก็มองอันซิ่วเอ๋อร์อย่างสงสัยเช่นกัน กล่าวว่า "เหตุใดวันนี้จึงมีเนื้อด้วยเล่า?"

"ก็ท่านแม่เป็นห่วงท่านเป็นพิเศษน่ะสิเจ้าคะ ถึงได้ทำให้ท่านทาน" อันซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้อธิบายยืดยาว เพียงตอบไปเช่นนั้น "ท่านกินเถิด นี่ ยังมีปลาอีก ท่านทำงานเหนื่อย กินเยอะๆ หน่อยนะเจ้าคะ"

"แล้วซิ่วเอ๋อร์ เจ้ากินข้าวมาแล้วรึยัง?" พ่อเฒ่าอันถามขึ้น

"ยังเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้ากลับไปกินพร้อมท่านแม่" อันซิ่วเอ๋อร์ตอบ

"อืม" พ่อเฒ่าอันพยักหน้า แล้วก้มหน้าก้มตากินเร็วกว่าเดิมเล็กน้อย พอกินข้าวกล้องหมดชาม เขาก็กวักมือเรียกอันซิ่วเอ๋อร์ที่ยืนมองอยู่ข้างๆ "มา มานี่ซิ่วเอ๋อร์ มานี่หน่อย"

"มีอะไรหรือเจ้าคะ ท่านพ่อ?" อันซิ่วเอ๋อร์เดินเข้าไปหา

พ่อเฒ่าอันคีบเนื้อชิ้นหนึ่งจากในชามของตน หวังจะป้อนให้อันซิ่วเอ๋อร์ เขากล่าวว่า "มา อ้าปาก"

"ข้าไม่กินเจ้าค่ะ ในบ้านยังมีอีกเยอะ" อันซิ่วเอ๋อร์รีบส่ายหน้า "ท่านพ่อกินเถิด ท่านแม่ตั้งใจทำให้ท่าน ท่านวางใจเถอะ ท่านแม่ดีกับข้าขนาดนี้ ในบ้านต้องเหลือไว้ให้ข้าแน่นอน"

"ท่านแม่ก็ส่วนท่านแม่ นี่ของพ่อ" พ่อเฒ่าอันยังคงดึงดัน

"เช่นนั้นข้าขอกัดคำเล็กๆ นะเจ้าคะ" อันซิ่วเอ๋อร์เห็นความรักที่พ่อมีให้ ในใจก็ซาบซึ้งยิ่งนัก จึงยื่นหน้าเข้าไป อ้าปากเล็กๆ ใช้ฟันขาวสะอาดกัดเนื้อไปเพียงมุมเล็กๆ

"อร่อยหรือไม่?" พ่อเฒ่าอันเห็นลูกสาวกินแล้ว ก็ยิ้มถาม ราวกับกำลังหยอกล้อเด็กหญิงตัวน้อยในวันวาน แม้แต่รอยย่นบนใบหน้าก็ยังอบอวลไปด้วยความรัก

"อร่อยเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า ค่อยๆ เคี้ยวเนื้ออย่างละเอียด นางรู้สึกว่าอร่อยมากจริงๆ ชีวิตอันขมขื่นในห้วงฝันร้ายนั้นทำให้นางหวาดกลัวอย่างยิ่ง ยามนี้เมื่อได้ลิ้มรสเนื้อชิ้นนี้ กลับรู้สึกถึงความหอมหวานที่ติดตรึงอยู่ในปาก แม้แต่ในใจก็ยังรู้สึกอิ่มเอมเป็นสุข

"เช่นนั้นกินอีกคำไหม?" พ่อเฒ่าอันคีบเนื้อขึ้นมาอีกชิ้น หวังจะป้อนให้ลูกสาว

อันซิ่วเอ๋อร์รีบปฏิเสธ "ข้าไม่กินแล้ว ท่านพ่อกินเถิด ท่านรีบกินให้หมด ข้าจะได้รีบกลับบ้านไปกินข้าวบ้าง"

เมื่อเห็นว่าอันซิ่วเอ๋อร์ปฏิเสธอย่างจริงใจ พ่อเฒ่าอันจึงกินเนื้อชิ้นนั้นเอง

อาหารมื้อนี้รสชาติดียิ่งนัก พ่อเฒ่าอันและคนอื่นๆ ต่างกินจนหมดเกลี้ยง อันซิ่วเอ๋อร์รินน้ำให้พวกเขาดื่ม รอจนทุกคนกินเสร็จ นางก็เก็บถ้วยชามใส่ตะกร้า เตรียมตัวกลับบ้าน

เมื่อเดินมาถึงหน้าประตู ก็พบต้ายาและเอ้อร์ยา หลานสาวทั้งสองคน กำลังถือตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่ยืนด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าประตู นางรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย จึงเดินเข้าไปถาม "ต้ายา เอ้อร์ยา พวกเจ้ามายืนทำอะไรกันอยู่หน้าประตู? ทำไมไม่รีบเข้าบ้านไปกินข้าว"

ได้ยินเสียงทักจากด้านหลัง ต้ายาและเอ้อร์ยาสะดุ้ง พลันหันกลับมา เห็นว่าเป็นอันซิ่วเอ๋อร์ ก็รีบก้มหน้าลงทันที สีหน้าหวาดกลัว เรียกเสียงเบาๆ ว่า "ท่านอา"

หลานสาวทั้งสองผมเผ้ายุ่งเหยิงแห้งกรอบ ร่างกายผ่ายผอม อันซิ่วเอ๋อร์เห็นสภาพพวกนางแล้วก็ไม่กล้าตำหนิ ได้แต่กล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน "ทำไมไม่เข้าบ้านกันล่ะ?"

"พวกเราทำงานที่ท่านย่าสั่งยังไม่เสร็จ ถ้ากลับเข้าไป ท่านย่าต้องด่าแน่ๆ เจ้าค่ะ" หลานสาวทั้งสองตอบพลางยกตะกร้าขึ้นให้อันซิ่วเอ๋อร์ดู ในตะกร้าของแต่ละคนยังว่างเปล่า มีเพียงหญ้าเลี้ยงหมูสีเขียวอยู่ครึ่งตะกร้า

"ทำไม่เสร็จก็คือทำไม่เสร็จสิ จะเป็นไรไป กลับไปกินข้าวก่อนเถอะ" อันซิ่วเอ๋อร์ปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทั้งยังยื่นมือไปลูบศีรษะของเด็กทั้งสอง กล่าวว่า "ไปเถิด กลับเข้าบ้านพร้อมอานะ เดี๋ยวอาจะช่วยพูดกับท่านย่าให้เอง"

หลานสาวทั้งสองได้ยินอันซิ่วเอ๋อร์กล่าวเช่นนั้น จึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มองเห็นสีหน้าอ่อนโยนของนาง ในใจก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง แล้วจึงเดินตามหลังอันซิ่วเอ๋อร์เข้าไปในบ้าน

พอเข้ามาในบ้าน เหลียงซื่อก็รีบเดินเข้ามาหาด้วยท่าทีสนิทสนม รับตะกร้าจากมืออันซิ่วเอ๋อร์ไปถือไว้ กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ซิ่วเอ๋อร์ เจ้าคงหิวแล้ว รีบไปล้างมือกินข้าวเถอะ"

รอจนอันซิ่วเอ๋อร์เดินพ้นไป นางก็หันมาจ้องมองหลานสาวทั้งสองอย่างดุดัน พอเห็นว่าตะกร้าในมือพวกนางยังไม่เต็ม ก็ตวาดว่า "เจ้าเด็กพวกนี้ ไม่ได้เรื่องจริงๆ ออกไปข้างนอกตั้งครึ่งค่อนวัน เพิ่งจะเก็บหญ้าเลี้ยงหมูมาได้แค่นี้รึ? เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ!"

"ท่านย่า ก็คนเก็บหญ้ามันเยอะนี่เจ้าคะ พวกเรา…"

ยังไม่ทันที่พวกนางจะอธิบายจบ เหลียงซื่อก็ตวาดขัดขึ้นมา "ไม่ต้องมาแก้ตัว! พวกเจ้าทำไม่ได้ แล้วทำไมคนอื่นเขาทำได้? ดูอย่างชุนฮวาบ้านข้างๆ สิ ขยันขันแข็งแค่ไหน พวกเจ้าสองคนนี่ มีแต่ผลาญข้าวไปวันๆ!"

"ท่านแม่เจ้าคะ" อันซิ่วเอ๋อร์ถือชามข้าวเดินออกมา วางลงบนโต๊ะ กล่าวพลางยิ้ม "ใครว่าต้ายากับเอ้อร์ยาบ้านเราไม่เก่งเท่าชุนฮวา ต้ายา เอ้อร์ยาบ้านเราก็เก่งออกนะเจ้าคะ ท่านดูสิ อายุแค่นี้ก็ช่วยท่านทำงานได้แล้ว ต่อไปภายหน้า ท่านจะไม่ยิ่งสบายหรอกหรือเจ้าคะ"

พอได้ฟังน้ำเสียงอ่อนโยนของอันซิ่วเอ๋อร์ อารมณ์ฉุนเฉียวของเหลียงซื่อก็พลันสงบลง นางถอนหายใจ กล่าวว่า "ข้าจะมีวาสนาได้พึ่งพาพวกนางได้อย่างไร ขอแค่ให้พวกนางเชื่อฟัง ในภายหน้าได้แต่งงานมีบ้านช่องดีๆ ข้าก็พอใจแล้ว"

พูดถึงตรงนี้ อารมณ์ของนางก็หม่นลงอีก เมื่อนึกถึงอันซิ่วเอ๋อร์ ทั้งรูปร่างหน้าตางดงามปานดอกไม้ ทั้งอุปนิสัยก็แสนอ่อนโยน จิตใจดีมีเมตตา เหตุใดวาสนาของนางจึงเป็นเช่นนี้หนอ

ดวงตาเริ่มแดงก่ำเล็กน้อย เหลียงซื่อจึงแสร้งทำเป็นจะไปตักข้าว ลุกขึ้นยืน เดินเลี่ยงไปยังห้องครัวด้านหลัง

รอจนนางเดินลับไป อันซิ่วเอ๋อร์ก็หันมายิ้มให้ต้ายาเอ้อร์ยา กล่าวว่า "ท่านย่าของพวกเจ้าน่ะรักพวกเจ้ามากนะ เพียงแต่ท่านอายุมากแล้ว ทุกวันยังต้องทำงานเหนื่อย พวกเจ้าสองคนก็ต้องเห็นใจท่านหน่อย รู้หรือไม่?"

"รู้แล้วเจ้าค่ะ" เด็กหญิงทั้งสองพยักหน้ารับคำ

อันซิ่วเอ๋อร์จึงยิ้มออกมาเช่นกัน ที่จริงแล้ว ในบ้านหลังนี้ เหลียงซื่อดีต่อนางมากที่สุดจริงๆ แม้แต่อันหรงเหอ หลานชายเพียงคนเดียว ก็ยังเทียบไม่ได้ ส่วนหลานสาวทั้งสองคนนี้ เหลียงซื่อก็แค่เลี้ยงดูไปตามหน้าที่ การถูกดุด่าว่ากล่าวจึงเป็นเรื่องปกติ ทว่าคนในหมู่บ้านสมัยนั้น มักจะเข้มงวดกับลูกสะใภ้และหลานสาวเป็นธรรมดา เมื่อเทียบกันแล้ว เหลียงซื่อก็นับว่าดีกว่าหลายๆ คนแล้ว

ไม่นานนัก เหลียงซื่อก็ยกข้าวมา อันซิ่วเอ๋อร์มองดูข้าวกล้องในชามของตนที่พูนสูงขึ้นมา ขณะที่ชามของหลานสาวทั้งสองคนและของเหลียงซื่อเองกลับมีเพียงครึ่งชาม แถมด้านบนยังมีมันเทศแดงหัวใหญ่วางโปะอยู่

อันซิ่วเอ๋อร์เห็นแล้วก็รู้สึกปวดใจ จึงรีบตักข้าวจากชามของตนไปใส่ในชามของเหลียงซื่อ กล่าวว่า "ท่านแม่ ข้ากินไม่หมดหรอก ท่านกินเยอะๆ หน่อยเถอะเจ้าค่ะ"

"จะกินน้อยแค่นี้ได้อย่างไร?" เหลียงซื่อรีบใช้มือป้องชามของตนไว้ ไม่ยอมให้อันซิ่วเอ๋อร์ตักข้าวไปอีก กล่าวว่า "เจ้ากินเยอะๆ นั่นแหละดีแล้ว แต่งกับเจ้าจางเจิ้นอันนั่นไป ก็ไม่รู้ว่าคนรูปร่างใหญ่โตกำยำแบบนั้น จะดีกับเจ้าหรือไม่"

อันซิ่วเอ๋อร์ได้ฟังก็ยิ้ม ก็กล่าวว่า "ต้องดีสิเจ้าคะ น้ำใจคนเราย่อมตอบแทนกัน หากข้าดีต่อเขา เขาก็ย่อมต้องดีต่อข้าเป็นธรรมดา"

"ก็ถูกของเจ้า" เหลียงซื่อพยักหน้า แต่ในใจก็ยังคงเป็นกังวล ลูกสาวคนนี้ช่างเชื่อฟังเกินไปนัก ต้องให้นางแต่งกับชายร่างใหญ่อย่างนั้น นางก็ไม่ปริปากบ่นสักคำ แถมยังคอยปลอบใจนางซ้ำๆ หากลูกสาวคนนี้ลองอาละวาดโวยวายขึ้นมาบ้าง บางทีนางอาจจะรู้สึกดีเสียกว่า แต่พอมองดูท่าทีที่ยอมตามทุกอย่าง ว่านอนสอนง่ายเช่นนี้ จิตใจของนางกลับยิ่งรู้สึกขมขื่น

หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...