โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘วิชาความสุข’ อีกวิชาที่น่าเปิดสอนในโรงเรียนควบคู่ไปกับวิชาพื้นฐาน วิทย์ คณิต สังคม ฯลฯ ในยุคที่เด็กๆ รู้สึกเครียดและสิ้นหวังกันเร็วขึ้น

Mirror Thailand

อัพเดต 29 ธ.ค. 2568 เวลา 07.59 น. • เผยแพร่ 29 ธ.ค. 2568 เวลา 07.59 น.
ภาพไฮไลต์

เมื่อคนเรามีความสุขได้ยากขึ้น บางครั้งเราก็อาจจำเป็นต้องเรียน เพื่อเข้าใจกลไกของความเครียดและสามารถเข้าถึงความสุขในชีวิตได้แม้จะยังคงต้องเผชิญปัจจัยภายนอกหลายๆ อย่างที่เอื้อให้เราเป็นทุกข์ได้บ่อยๆ

และเราอาจเคยได้ยินชื่อวิชาอย่าง ‘วิชาความสุข’ ในการเรียนระดับมหาวิทยาลัย (ในไทยเองก็มีการเรียนการสอนวิชานี้ เช่นที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่มีการบรรจุวิชาความสุขอยู่ในสาขา General Education) แต่ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา มีบางโรงเรียนที่เริ่มบรรจุวิชาความสุขไว้ในการเรียนการสอนชั้นมัธยมแล้ว

เช่นที่โรงเรียน Noble and Greenough ในรัฐแมสซาชูเซตส์ มีการเปิดสอนวิชาวิทยาศาสตร์แห่งความสุข ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมปลาย โดยอาจารย์ Jennifer Hamilton ผู้เป็นหัวหน้าภาควิชาจิตวิทยาและการแนะแนว ที่หยิบเอาโมเดลการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์แห่งความเป็นอยู่ที่ดี (The Science of Well-Being) ในมหาวิทยาลัย Yale โดยศาสตราจารย์ Laurie Santos ซึ่งเป็นหนึ่งในวิชายอดนิยมที่นักศึกษาลงทะเบียนเรียนกันมากที่สุด ทั้งยังเปิดให้เรียนออนไลน์ได้ฟรีอีกด้วย

วิชาดังกล่าวได้ถูกหยิบมาปรับให้เข้ากับเด็กวัยมัธยมปลาย โดยในห้องเรียนวิชาความสุข เด็กๆ จะได้ฝึกการทำสมาธิ ได้เขียนสิ่งที่ตัวเองรู้สึกขอบคุณในชีวิต เรียนรู้ที่จะจัดการกับความรู้สึกแย่ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยวิธีการต่างๆ เช่น เชื่อมโยงกับคนจริงๆ รอบตัวมากขึ้น ทำกิจกรรมใหม่ๆ อย่างเต็มตัว หรือซึมซับประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิตมากขึ้น และที่สำคัญคือให้ความหมายกับคำว่า ‘ความสุข’ เสียใหม่

มีรายงานจากปี 2021 ว่าเด็กมัธยมปลายในสหรัฐอเมริการู้สึกเศร้าและสิ้นหวังมากขึ้นกว่า 40% โดยเฉพาะในเด็กผู้หญิง ที่รู้สึกเศร้าและสิ้นหวังอยู่ตลอดเวลากว่า 57%

เด็กๆ จากโรงเรียน Noble and Greenough ได้ให้สัมภาษณ์กับ NBC News ถึงสาเหตุที่ทำให้พวกเขาเครียดและสิ้นหวังกันเร็วขึ้น เช่น “พวกเราต้องหนักใจกับการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ในชีวิต” หรือ “เด็กเจเนอเรชั่นเรารู้สึกเหมือนต้องใส่หน้ากากอยู่ตลอดเวลา แม้เราจะไม่ได้รู้สึกแบบนั้นก็ตาม” หรือ “พวกเรารู้สึกเหมือนต้องเปรียบเทียบกันเองตลอดเวลาโดยไม่จำเป็น” ฯลฯ

หลังจากได้เข้าเรียนวิชาความสุขแล้ว เด็กบางส่วนบอกว่าตัวเองสามารถปรับวิถีชีวิตได้ เช่นเด็กชายคนหนึ่งบอกว่าเขาตัดสินใจลดการใช้โซเชียลมีเดียลงจากวันละ 6 ชั่วโมง เป็นวันละ 1 ชั่วโมงครึ่ง เด็กอีกคนตัดสินใจวิดิโอคอลคุยกับพี่สาวที่อยู่คนละที่วันละ 15-20 นาที เด็กอีกคนก็ตัดสินใจยอมให้ตัวเองมีความสุขได้มากขึ้น โดยคีย์สำคัญคือการโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกขอบคุณในชีวิตมากขึ้น และอนุญาตให้ตัวเองได้อยู่กับสิ่งที่ ‘เป็นจริง’ มากขึ้น

นี่เป็นเพียงเสียงจากเด็กบางส่วนที่ยอมรับว่าการได้เรียนวิชานี้ทำให้ตัวเองได้ฝึกที่จะใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขได้มากขึ้น และสะท้อนว่าอาจถึงเวลาที่โรงเรียนอื่นๆ อาจต้องหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพใจเด็กๆ ควบคู่ไปกับความเป็นเลิศทางวิชาการด้วยเช่นกัน เพราะการจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในโลกยุคนี้นั้น ทักษะทางวิชาการอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

อ้างอิง

https://www.youtube.com/watch?v=WvZW6DxRQ8w

บทความต้นฉบับได้ที่ : ‘วิชาความสุข’ อีกวิชาที่น่าเปิดสอนในโรงเรียนควบคู่ไปกับวิชาพื้นฐาน วิทย์ คณิต สังคม ฯลฯ ในยุคที่เด็กๆ รู้สึกเครียดและสิ้นหวังกันเร็วขึ้น

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...