‘วิชาความสุข’ อีกวิชาที่น่าเปิดสอนในโรงเรียนควบคู่ไปกับวิชาพื้นฐาน วิทย์ คณิต สังคม ฯลฯ ในยุคที่เด็กๆ รู้สึกเครียดและสิ้นหวังกันเร็วขึ้น
เมื่อคนเรามีความสุขได้ยากขึ้น บางครั้งเราก็อาจจำเป็นต้องเรียน เพื่อเข้าใจกลไกของความเครียดและสามารถเข้าถึงความสุขในชีวิตได้แม้จะยังคงต้องเผชิญปัจจัยภายนอกหลายๆ อย่างที่เอื้อให้เราเป็นทุกข์ได้บ่อยๆ
และเราอาจเคยได้ยินชื่อวิชาอย่าง ‘วิชาความสุข’ ในการเรียนระดับมหาวิทยาลัย (ในไทยเองก็มีการเรียนการสอนวิชานี้ เช่นที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่มีการบรรจุวิชาความสุขอยู่ในสาขา General Education) แต่ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา มีบางโรงเรียนที่เริ่มบรรจุวิชาความสุขไว้ในการเรียนการสอนชั้นมัธยมแล้ว
เช่นที่โรงเรียน Noble and Greenough ในรัฐแมสซาชูเซตส์ มีการเปิดสอนวิชาวิทยาศาสตร์แห่งความสุข ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมปลาย โดยอาจารย์ Jennifer Hamilton ผู้เป็นหัวหน้าภาควิชาจิตวิทยาและการแนะแนว ที่หยิบเอาโมเดลการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์แห่งความเป็นอยู่ที่ดี (The Science of Well-Being) ในมหาวิทยาลัย Yale โดยศาสตราจารย์ Laurie Santos ซึ่งเป็นหนึ่งในวิชายอดนิยมที่นักศึกษาลงทะเบียนเรียนกันมากที่สุด ทั้งยังเปิดให้เรียนออนไลน์ได้ฟรีอีกด้วย
วิชาดังกล่าวได้ถูกหยิบมาปรับให้เข้ากับเด็กวัยมัธยมปลาย โดยในห้องเรียนวิชาความสุข เด็กๆ จะได้ฝึกการทำสมาธิ ได้เขียนสิ่งที่ตัวเองรู้สึกขอบคุณในชีวิต เรียนรู้ที่จะจัดการกับความรู้สึกแย่ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยวิธีการต่างๆ เช่น เชื่อมโยงกับคนจริงๆ รอบตัวมากขึ้น ทำกิจกรรมใหม่ๆ อย่างเต็มตัว หรือซึมซับประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิตมากขึ้น และที่สำคัญคือให้ความหมายกับคำว่า ‘ความสุข’ เสียใหม่
มีรายงานจากปี 2021 ว่าเด็กมัธยมปลายในสหรัฐอเมริการู้สึกเศร้าและสิ้นหวังมากขึ้นกว่า 40% โดยเฉพาะในเด็กผู้หญิง ที่รู้สึกเศร้าและสิ้นหวังอยู่ตลอดเวลากว่า 57%
เด็กๆ จากโรงเรียน Noble and Greenough ได้ให้สัมภาษณ์กับ NBC News ถึงสาเหตุที่ทำให้พวกเขาเครียดและสิ้นหวังกันเร็วขึ้น เช่น “พวกเราต้องหนักใจกับการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ในชีวิต” หรือ “เด็กเจเนอเรชั่นเรารู้สึกเหมือนต้องใส่หน้ากากอยู่ตลอดเวลา แม้เราจะไม่ได้รู้สึกแบบนั้นก็ตาม” หรือ “พวกเรารู้สึกเหมือนต้องเปรียบเทียบกันเองตลอดเวลาโดยไม่จำเป็น” ฯลฯ
หลังจากได้เข้าเรียนวิชาความสุขแล้ว เด็กบางส่วนบอกว่าตัวเองสามารถปรับวิถีชีวิตได้ เช่นเด็กชายคนหนึ่งบอกว่าเขาตัดสินใจลดการใช้โซเชียลมีเดียลงจากวันละ 6 ชั่วโมง เป็นวันละ 1 ชั่วโมงครึ่ง เด็กอีกคนตัดสินใจวิดิโอคอลคุยกับพี่สาวที่อยู่คนละที่วันละ 15-20 นาที เด็กอีกคนก็ตัดสินใจยอมให้ตัวเองมีความสุขได้มากขึ้น โดยคีย์สำคัญคือการโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกขอบคุณในชีวิตมากขึ้น และอนุญาตให้ตัวเองได้อยู่กับสิ่งที่ ‘เป็นจริง’ มากขึ้น
นี่เป็นเพียงเสียงจากเด็กบางส่วนที่ยอมรับว่าการได้เรียนวิชานี้ทำให้ตัวเองได้ฝึกที่จะใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขได้มากขึ้น และสะท้อนว่าอาจถึงเวลาที่โรงเรียนอื่นๆ อาจต้องหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพใจเด็กๆ ควบคู่ไปกับความเป็นเลิศทางวิชาการด้วยเช่นกัน เพราะการจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในโลกยุคนี้นั้น ทักษะทางวิชาการอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
อ้างอิง
https://www.youtube.com/watch?v=WvZW6DxRQ8w
บทความต้นฉบับได้ที่ : ‘วิชาความสุข’ อีกวิชาที่น่าเปิดสอนในโรงเรียนควบคู่ไปกับวิชาพื้นฐาน วิทย์ คณิต สังคม ฯลฯ ในยุคที่เด็กๆ รู้สึกเครียดและสิ้นหวังกันเร็วขึ้น
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com