โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อนุทิน ปรับ เปลี่ยน ไปต่อ พร้อมยุบสภา 12 ธันวา ไม่ยอมถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 พ.ย. 2568 เวลา 04.31 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2568 เวลา 12.00 น.

อนุทิน ลั่นพร้อมยุบสภา 12 ธันวาคม หากฝ่ายค้านต้องการ เพราะรัฐบาลเสียงข้างน้อยยังไงก็แพ้ พร้อมปรับ เปลี่ยน ไปต่อ เดินหน้าเศรษฐกิจประเทศ ให้ไทยกลับสู่เรดาร์โลก

ที่ รร.สยามเคมปินสกี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาประชาชาติธุรกิจ Prachachat Outlook : Thailand 2026 หัวข้อ Change for the future ว่า งานวันนี้เกิดขึ้นประจวบเหมาะกับช่วงเวลาโลกที่เผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุด ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ และประเทศไทย หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ในใจความของความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

โจทย์ที่สำคัญของเราวันนี้ เรากำลังเผชิญอะไรและประเทศไทยควรปรับ เปลี่ยน ไปต่ออย่างไร เพื่อก้าวเข้าสู่โลกที่มีความสลับซับซ้อน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีการแข่งขันทางเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องกับนโยบายที่แต่ละประเทศกำหนด รวมถึงต้องสอดคล้องกับกฎกติกาใหม่ของโลก ซึ่งตัวที่เป็นมาตรวัดสำคัญคือกฎการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ SDG

ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา แทบไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทย เพราะต้องไปร่วมประชุมอาเซียนที่กัวลาลัมเปอร์ ประชุมเอเปค ที่เกาหลีใต้ และไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีเกียรติยศ แต่สิ่งที่ประเทศไทยได้กลับมาหลังจากที่หัวหน้ารัฐบาลร่วมประชุม หรือร่วมคณะเสด็จพระราชดำเนิน ได้สร้างโอกาสและก่อประโยชน์ให้กับประเทศไทยอย่างมากมาย

จะเห็นว่าประเทศไทยมีการปรับและเปลี่ยน และกำลังไปต่ออย่างไรบ้าง แต่สิ่งเหล่านี้เกิดทุกวัน ตื่นเช้ามาเข้าที่ทำงานก็ต้องปรับ และต้องเปลี่ยน เพราะไม่ทราบว่าคืนก่อนหน้านี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่ทำให้แผนของเราผิดพลาดไป และเราก็ปรับ และเปลี่ยน แล้วก็เดินต่อไป เป็นวงจรที่เราต้องนำพาประเทศไปทุกวัน

“ถ้าเรามีแนวคิด ปรับ เปลี่ยน ไปต่อ ในการศึกษาที่ผมเรียนรู้มา นี่คือ Dynamic อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ อยู่เฉย ๆ ฟันเฟืองจะติดขัด แต่ถ้าเราเดินไปเรื่อย ๆ ทุกวันเราปรับ ทุกวันเราเปลี่ยนก็จะไปต่อ ทำให้เราไม่มีวันหยุดนิ่ง และไปในจังหวะเดียวกับสถานการณ์ต่าง ๆ ของโลก ที่ไม่อยู่เฉย ๆ เหมือนกัน” นายอนุทินกล่าว

ไทยกลับสู่เรดาร์โลก

นายอนุทินกล่าวว่า โจทย์ทั้งหลายที่ได้พบผู้นำต่างประเทศหลายประเทศ เจ้าหน้าที่ที่วางกำหนดการคงเบื่อผมเต็มทน กำหนดมาว่าให้อยู่ในห้อง แต่ถึงเวลาก็ปรับ เพราะจะเจอนายกฯสิงคโปร์ มีเวลาเหลือขอพบสุลต่านบรูไนได้ไหม พอประชุมเสร็จขอพบนายกฯแคนนาดาได้ไหม

การเปลี่ยนคือเปลี่ยนนิสัย ถ้าไม่เปลี่ยน ท่านเป็นนายกฯ นะ ต้องขอให้เขามาพบ เพราะประเทศนี้เศรษฐกิจเล็กกว่า ประเทศนี้เราได้ดุลการค้า ประเทศนี้เราเสียดุลการค้า รอไปเถอะครับ เขาก็มีคนอื่นที่เขาจะต้องพบ แต่ผมบอกผมพบหมดถ้าใครว่าง แม้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศลาว พอมาเจอที่มาเลเซียก็ขอเวลาเขาเพื่อไปพบ เพราะไปสานต่อว่ามีอะไรค้างคา เดินหน้าไปถึงไหน เราใช้เวทีนี้ในการทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี

“ผมดีใจ เพราะผมกับท่านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ มีคนแนะนำว่าท่านมีความปราดเปรื่องมากในเรื่องเวทีโลก จึงเชิญให้ท่านเป็น รมว.ต่างประเทศ ผมไปต่างประเทศกับท่าน 2-3 ครั้ง ที่มาเลเซีย ท่านเห็นว่าเราพบกับผู้นำหลายประเทศ รวมถึงผู้นำสหประชาชาติ ผู้นำอียู ผู้นำเวิลด์แบงก์ แม้กระทั่งผู้บริหารฮ่องกง ถ้ามัวแต่ไปคิดว่าเขาไม่ใช่นายกฯ เอาแค่รองนายกฯ หรือรัฐมนตรีพบก็พอ ถ้าวัดระดับกันผมคงพบได้ไม่เกิน 3 คน แต่ผมพบหมด เกิดประโยชน์ไม่มากก็น้อย

ท่านสีหศักดิ์ได้พูดกับผมคือ ท่านนายกฯ ดีใจนะที่ได้ทำงานด้วยกัน วันนี้รู้สึกประเทศไทยกลับมาในจอเรดาร์ ซึ่งพอเราฟังเหมือนกับถูกทุบไปกลางหน้าอก ท่านสีหศักดิ์พูดว่ารู้สึกว่าไทยหายไปจากจอเรดาร์จริง ๆ ไม่มีใครมาสนใจ ทุกอย่างเป็นไปตามมารยาท แต่วันนี้ที่พวกเรามาเหมือนไปสร้างแรงขับเคลื่อนพิเศษ”

“แล้วท่านสีหศักดิ์บอกว่า แปลกใจว่านายกฯ สนิทสนมกับคนเหล่านี้รวดเร็ว ท่านเคยเจอคนพวกนี้เหรอ ผมก็บอกว่าบางคนก็เคยเจอ แต่ที่ผมรู้สึกว่าสนิทสนมกับคนพวกนี้เร็ว เพราะผมเป็นคนประเภทไม่ชอบกลับบ้าน สถานทูตในประเทศไทย ใครเชิญผมไป งานวันชาติผมไปทุกงาน ประเทศใหญ่ ประเทศเล็ก ประเทศน้อย มหาอำนาจทางนู้นทางนี้ หรือประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศปกติ ผมไปหมด อย่างน้อยไปดูวิดีโอว่าประเทศเขามีอะไร อย่างน้อยกินอาหารพื้นเมืองอร่อย ๆ ฟรีไปหนึ่งมื้อ และได้พบกับข้าราชการไทย นักธุรกิจที่ทำมาหากินกับประเทศนี้ พบกับทูตประเทศอื่น ๆ มีไม่ต่ำกว่า 100-200 สถานทูต”

“ผมมีกฎว่า ถ้าท่านทูตท่านไหนมาหาผมเชิญด้วยตัวเอง ผมก็ไป และความร่วมมือก็เกิดขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์มาก ช่วงที่ผมเป็น รมว.สาธารณสุข ตอนที่เกิดโควิด-19 ซึ่งประเทศที่ผมไปงานวันชาติ โทร.มาว่ามีเครื่องมืออย่างนี้ วัคซีนแบบนี้ เพราะ you มางาน I ถึง work so hard ที่เอาของเหล่านี้มาให้ประเทศไทย กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทุกคนแย่งกันช่วยประเทศไทย เมื่อเราแข็งแรงผลิตวัคซีนได้เอง เราก็ช่วยประเทศพวกเขากลับไปเช่นกัน”

นายอนุทินกล่าวว่า โลกทุกวันนี้อยู่ได้ด้วยการสนับสนุนซึ่งกันและกัน ตบมือข้างเดียวไม่ดัง แต่ปัญหาที่เพิ่มขึ้นในขณะนี้คือ ทรัพยากรของโลกลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ ทรัพยากรบุคคลเริ่มมีจำกัด คนเกิดน้อย คนตายก็น้อย ผู้สูงอายุมีมากขึ้น แต่คนเกิดมาไม่ทัน จึงหันไปพึ่งพาเทคโนโลยี จนนำ AI มาแทนคน ซึ่งยุ่งเหมือนกัน และเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ทำให้ภูมิรัฐศาสตร์ต้องเข้ามาเป็นคำสำคัญในการเดินอยู่บนกติกาใหม่ของโลก

เวลาไปไหน การประชุมผู้นำเอเปค ผู้นำอาเซียน แทบจะจ้างคนเขียนสปีชคนเดียวกัน เขียนเหมือนกันหมด เพราะมีแต่คำว่าภูมิรัฐศาสตร์ SDG, new world order, inclusivity, resilience, AI, Leave no one behind BCG, OECD แปลว่าโลกทั้งโลกยอมรับแล้วว่าถ้าจะอยู่ร่วมกันแล้วพึ่งพาอาศัยกันได้ และให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข จะต้องอยู่ภายใต้กติกาเหล่านี้ สิ่งที่พูดมาทั้งหมด เราใช้กรอบนี้ในการเดินไปต่อที่โลกทั้งโลกกำหนดขึ้น เราไม่ได้ตกขบวน

ภูมิรัฐศาสตร์ของโลกกังวลว่า อีกหน่อยจะวุ่นวาย เป็นสงครามหรือไม่ ผมยังเห็นว่า ณ วันนี้ ทุกประเทศไม่มีใครอยากเดินถอยหลังไปสู่ยุคเดิม ๆ ที่ใช้อาวุธมาสู้รบกัน กับประเทศเพื่อนบ้านก็ยังไม่ใช้อาวุธอย่างเต็มที่ เลี่ยงได้ก็เลี่ยง ใช้วีธีการเจรจาทางการทูตเพิ่มมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องให้เขาเห็นว่าถ้าข้ามเส้นมาก็น่าดูเหมือนกัน

ผมจึงใช้คำว่า แม้หวังตั้งสงบจึงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ นี่คือสภาพที่ประเทศไทยกำลังดำเนินการอยู่ และขอให้ทุกคนมั่นอกมั่นใจ สบายใจได้ว่า จะไม่มีที่ประเทศไทยสูญเสียอธิปไตย เสียเปรียบเขา รบแพ้ คำนี้ไม่มีแน่นอน ถามพี่ ๆ ในกองทัพทุกคน มีความมั่นใจ แต่อย่าให้เขาต้องไปถึงจุดนั้น แต่ถ้าจำเป็นก็พร้อม ผมได้ยินคำนี้มาผมก็รู้แล้วว่าจะต้องไปต่ออย่างไร ในการคุยกับประเทศคู่กรณี หรือประเทศที่พยายามจับทั้งสองฝ่ายทำความเข้าใจกันให้มากที่สุด เรื่องพวกนี้ต้องใช้เวลา เป็นเรื่องปกติ

เปรียบเทียบกับชีวิตของเราเวลาโกรธใคร ใช้เวลาแป๊บเดียวเพียงเสี้ยววินาที แต่เวลาจะดีกันได้เราต้องให้เพื่อนคนที่สามนัดกันไปกินข้าวอีกครั้งหนึ่ง แต่ก่อนจะกินข้าวก็ต้องมีการอิดเอื้อนตลอดเวลา มันต้องมาอย่างนี้นะ ห้ามพูดเรื่องนี้ ห้ามพูดถึงแฟนเก่าเรานะ ก็เป็นเรื่องปกติฉันใดก็ฉันนั้น เราใช้องคาพยพที่เรามีอยู่สร้างความมั่นคงแข็งแรงให้มากที่สุด

ในกรณีของเราอาจมีคนที่พยายามให้ดีบางคน บอกโอเค ถ้าไม่ดีแล้ว เดี๋ยวจะลงโทษอย่างนั้น อย่างนี้ เราก็ไม่รับ คุณทำหน้าที่คนไกล่เกลี่ยไป อย่ามาทำหน้าที่เป็นคู่เจรจากับเรา อยู่ที่เรา Handle กับพวกเขาอย่างไร แต่สุดท้ายทุกอย่างก็เป็นไปตามความคาดหมายที่เราต้องการไว้ มีออกนอกกรอบนิดหนึ่งบ้าง แต่เราก็ปรับ เปลี่ยน และไปต่อได้

นายอนุทินยังกล่าวว่า ชอบคำว่าปรับ เปลี่ยน ไปต่อมาก เดี๋ยวขอให้แถวมาบุญครองทำป้ายแล้วติดกรอบ เพราะไม่ว่าจะเป็นนายกฯ หรือกลับไปเป็นคนธรรมดาตามเดิม ก็เอาไปติดอยู่หน้าที่ทำงานได้ เพราะพูดอะไรก็ต้องปรับ เปลี่ยน และไปต่อ

อย่างไรก็ตาม เรื่องภูมิรัฐศาสตร์เป็นมิติที่ซับซ้อนมากกว่าเรื่องการแข่งขันเรื่องสินค้า แสดงแสนยานุภาพทางด้านความมั่นคง เป็นเรื่องการวัดอิทธิพลในด้านต่าง ๆ ใครจะมีบทบาทนำในเรื่องสำคัญ ๆ ทั้งเรื่องการค้า การขนส่ง การได้มาซึ่งทรัพยากร และการรักษาทรัพยากรเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

คำว่าอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ คือ เราต้องหาจุดแข็งของเราไปยืนบนเวทีโลก ให้เขาเห็นว่าโอ้โห..เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ อย่าไปสู้ประเทศไทย เช่น เรื่อง Health Care เรื่องสุขภาพ เรื่อง Medical Tourism เอาคนในครอบครัวมาผ่าตัดในเมืองไทย มีเครื่องมือเครื่องไม้ทันสมัย และเรื่องที่ประเทศอื่นไม่มีคือ Care เวลาต้องไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในเมืองนอก ไม่มีหรอกที่บรรจงใส่เข็ม มีแต่ปักใส่เข็มและกด แต่ประเทศไทยเจอพยายาบาลของเราบอก หายใจลึก ๆ ไม่เจ็บ จิ้มเสร็จยังไม่รู้เลยว่าเสร็จแล้ว สิ่งเหล่านี้ประเทศไทยสามารถโม้ได้

เช่นรักษาที่ภูเก็ต รักษาเสร็จไปพักที่รีสอร์ตซึ่งทำสัญญากับโรงพยาบาล ทุก 3 วันจะมีพยาบาลไปตรวจ ภาพเช่นนี้ไม่มีทางหาได้ในต่างประเทศ แต่สิ่งที่ประเทศไทยคือรายได้ นอกจากนี้เรายังได้ญาติคนไข้มาด้วย สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ประเทศไทยขายได้ ไม่มีใครมาเถียง หาที่ 2 ยังไม่มีเลย อย่าว่าแต่หาคู่แข่ง เป็นหนึ่งเดียวของโลก หุ้นกลุ่มนี้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ขายอนาคตได้ และทำให้ห่วงโซ่ เช่น ยา เครื่องมือแพทย์ รายได้แพทย์ พยาบาลก็เกิดขึ้น จึงบอกว่าประเทศไทยไม่มีระบบไหนที่แข็งแรงเท่าระบบสาธารณสุขแล้ว นี่คือส่วนที่เรามีภูมิรัฐศาสตร์ที่แข็งแรง รวมถึงเรื่องท่องเที่ยว พลังงานสะอาด

เจรจาแบบ win-win

สิ่งที่เราอยู่ไปในวงการของโลก เราก็รู้วิธีที่จะเจรจากับพวกเขา คำว่าเจรจาเป็นศัพท์ที่ฟังดูเพราะ แต่ความจริงคือการต่อรอง ไม่ต่างจากที่เราต่อรองคู่ค้าของเรา ขึ้นอยู่กับเราจะมีความมั่นคงแข็งแรงอย่างไร โลกเราจึงอยู่ที่การประสานประโยชน์ ไม่มีคำว่า winner takes all ไม่มีคำว่า zero sum game แต่ต้องใช้คำว่า win-win เพื่อให้ทุกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองได้ในสิ่งที่ต้องการ ไม่มีใครได้เปรียบ เสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด เป็นช่องทางที่เราต้องหารือกับประเทศคู่กรณีและเดินไปด้วยกัน

โอกาสของเราคือ เมื่อเราดำรงตนให้เป็นพันธมิตร เราก็จะเป็นพันธมิตรกับโลกทั้งใบโดยไม่ผูกขาด ต้องเป็น Friend ที่มี Benefit ด้วยกัน ผลประโยชน์ลงตัวตรงไหนก็จับมือกัน ตรงไหนไม่ลงตัวก็หาวิธี ถ้าหาไม่ได้ก็บอกว่าไปหาทางเลือกที่ดีกว่านี้ แยกกันไป หาคนที่พร้อมที่จะจับมือกับเรา ไม่มีทางตัน

ไม่ได้ผูกขาดแรร์เอิร์ธกับสหรัฐ

เช่นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ไปลงนามแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งเมืองไทยมีอยู่นิดเดียว แต่ทางสหรัฐต้องการโปรไฟล์ เขาให้ทำ MOU ร่วมกับเขา ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการที่คนไปพูดมากมายว่าเซ็นอย่างนี้แล้วทำให้ไม่ถูกบีบเรื่องการเจรจาภาษี แต่เขาคิดว่าเรื่องแร่แรร์เอิร์ธถ้ามาพัฒนาร่วมกับประเทศไทยได้ก็จะเป็นประโยชน์ เหมือนกับเก็บโปรไฟล์ก่อนว่าเขาได้ไปเซ็นสัญญากับหลายประเทศแล้ว

“คนไม่รู้เรื่องก็โวยวายว่าไปให้สัมปทานกับสหรัฐ ไปยกผลประโยชน์แรร์เอิร์ธให้สหรัฐประเทศเดียว แต่ไม่ใช่เลย กระดาษนั้นเป็นเพียง MOU เลิกเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่เหมือนอีกหลายฉบับ แต่เป็นพิธีกรรม บางครั้งในเวทีโลกเพียงแค่นี้ก็พอแล้ว เป็นแค่ช่องน้อย ๆ หน้าต่าง ช่องประตูเล็ก ๆ ที่วันไหนเกิดมีความจำเป็นขึ้นมา อย่างน้อยมีประตูที่ทำให้ทั้งสองประเทศพูดคุยกันได้ ไม่มีเลยว่าประเทศคู่สัญญาของเราจะต้องถึงแร่ธาตุเหล่านี้ก่อน ต้องให้เขาดำเนินการก่อน ให้สัมปทานขุดเจาะกับเขา ไม่มีแม้แต่นิดเดียว เรายังสามารถไปกับผู้คนหลายคนได้”

“คนขี้โวยวายในประเทศนี้ก็เอาใหญ่เลย ประเทศเสียเปรียบ อนุทินเอาประเทศไทยไปอย่างนู้นอย่างนี้ พอเปิดเผยมาเราเป็นประเทศสุดท้าย ก่อนหน้านี้เขาเซ็นมาเกือบ 10 ประเทศ จีนก็เซ็น เขาขายเลย เพราะเขามีมากกว่าเรา ของเรามีน้อย เผลอ ๆ เข้ามาดูจริง ๆ อาจจะ goodbye ไม่เอาหรอก น้อยเกินไป ไม่คุ้ม หาอย่างอื่นมาทำร่วมกันดีกว่า”

“ตรงนี้เราต้องไม่โวยวาย เลิกเป็นกระต่ายตื่นตูม ต้องนิ่งให้เป็น ประเทศไทยไม่ต้องไปเต้นอยู่ตรงนู้นที อยู่ตรงนี้ที ไม่ต้อง เรายืนอยู่บนขาตัวเองได้ เราอย่าไปเชื่อว่าต้องเอนกับฝ่ายนี้จนเกินไป พอวันดีคืนดีเขาขยับตัวนิดเดียวเราก็ล้ม หรือถ้าเราพยายามจะบาลานซ์ตัวเองท่ามกลาง 2 ขั้ว แต่สุดท้าย 2 ขั้วอยู่ได้สบาย ไอ้คนเต้นตายก่อน สิ่งที่เราทำให้ได้คือ เป็นขั้วที่ 3 อยู่ให้ได้ หาจุดแข็งแรงที่สุดและดำเนินต่อไปให้ได้ ซึ่งเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด”

นายอนุทินกล่าวว่า ในการทำธุรกิจเคยทำภาคเอกชน เข้าใจภาคผู้ประกอบการดี เชิญนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เข้ามาเป็นรองนายกฯ เพื่อกิโยตินกฎหมายที่ไม่สะดวก ไม่เข้าท่า จะตัดออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เรื่องใบอนุญาตไป ให้ตอกเสาเข็มได้ แต่ต้องรักษาเกียรติภูมิ ให้สิ่งที่เป็นความจริงเท่านั้น รัฐจะสุ่มตรวจ หรือใครร้องเรียนมาก็จะไปสุ่มตรวจ ถ้าไม่เป็นไปตามกฎหมาย นรกบนดิน ต้องเสียค่าปรับ เสียค่าชดเชย ดำเนินคดี นักเลงต่อกัน

ใช้สติปัญญา เดินเกมภูมิรัฐศาสตร์

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการแข่งขันจากนี้ไปของประเทศไทยหากจับเรื่องพวกนี้รัฐศาสตร์ก็ต้องแข่งขันทั้งเรื่องสติปัญญาการเดินเข็มยุทธศาสตร์ให้ประเทศของเราได้ประโยชน์สูงสุดบนความเข้าใจร่วมกันว่าทุกประเทศก็คิดเช่นเดียวกันกับเรา การจะอยู่กันได้ต้องประสานประโยชน์และมีความเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน เราต้องกำหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์ให้ถูก ผลลัพธ์ที่จะได้คือความก้าวหน้าและความเจริญยั่งยืนในประเทศ

ส่วนเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา ยืนยันมาตลอดเวลาและถือเป็นหลักปฏิบัติ คือการรักษาผลประโยชน์ของประเทศให้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ด้านความมั่นคงเศรษฐกิจหรือทางการทูต ซึ่ง หากวันนี้อยู่ครบประเทศไทยไม่มีคำว่าเสียเปรียบหรือแพ้ จะดำรงความเป็นอธิปไตย แม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว ก็ไม่ยอมเสียให้กับประเทศใด ๆ

และจะไม่มีการโต้วาที แต่ต้องมาคุยกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เสีย หามาตรวัดที่เป็นตัวกลาง ใช้เทคโนโลยีไรด้ามายอมรับร่วมกัน คำว่าไม่ยอมรับใครเดือดร้อนกว่า เพราะถ้าไม่ยอมจบก็เปิดด่านไม่ได้ ประเทศไทยขายของให้ปีละ 180,000 ล้านบาท

และซื้อของเขาปีละ 30,000 ล้านบาท หากยอมก็ไม่มีปัญหา เพราะว่าอย่างไรของก็ต้องขายต่อเมืองไทย หากจะยอมให้อ้อมประเทศลาวเข้าไทยอ้อมไปเวียดนามกว่าจะถึงกัมพูชาเท่ากับว่าเป็นการรังแกประชาชนของตัวเองที่ต้องซื้อของแพงมากขึ้น เราก็มีจุดยืนของเราในเรื่องนี้ก็ต้องคุยกัน เมื่อมีทหารของเราเหยียบกับระเบิด เราก็ระงับ Joint Decoration ทันที เพราะฉะนั้นหากเราจบกับเขาได้โดยไม่เสียประโยชน์อะไรก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำ ทั้งนี้ การจะรักษาความสมดุลได้ ความยืดหยุ่นถือว่ามีความสำคัญมาก เราต้องพร้อมปรับแผนตลอดเวลาและดำเนินต่อไป

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันนี้เศรษฐกิจของเรากำลังเดินไปข้างหน้า ในเรื่องการค้าการลงทุนกำลังเผชิญ ปัญหาด้านขีดความสามารถ รวมถึงโครงสร้างประชากรที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ซึ่งเราก็ต้องปรับเรื่องการเกษียณอายุราชการ ที่ต้องทำเป็นขั้นบันได ให้เข้ารูปเข้ารอยไม่ต้องไปกังวล โดยรัฐบาลนี้มีเวลาแค่ 4 เดือน ก็ต้องรู้ว่าตรงไหนที่สามารถเปลี่ยนได้ และมีมติได้ภายใน 4 เดือนก็ต้องทำ

เรามีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายที่รู้เรื่องกฎหมายเป็นอย่างดี หากอยู่ 4 เดือนก็สามารถทำได้ แต่หากอยู่ไม่ถึงก็ทิ้งเอาไว้ให้คนอื่นทำต่อได้ โดยไม่สงวนลิขสิทธิ์ใด ๆ อย่างเรื่องคนละครึ่งพลัสที่คนวิจารณ์ว่าเป็นนโยบายสมัยลุงตู่ ผมก็ถามว่าทำไม เพราะลุงตู่ก็นายผม เมื่อทำมาแล้ว ก็ทำต่อ ผมไปลอกข้อสอบ และใส่คำว่าพลัสเข้าไป พร้อมระบุว่า ตั้งแต่เข้ามาการเมืองโดนด่าหมด ยกเว้นคนละครึ่งพลัส เดินไปไหนคนชมหมด ดังนั้นเราต้องเป็นคนหัวแข็งต้องยืดหยุ่น อะไรที่คิดแล้วเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมก็ต้องทำไป

เศรษฐกิจเดินหน้า

นายอนุทินกล่าวว่า กล่าวว่า ด้านเศรษฐกิจของไทยก็ต้องเดินหน้า ตอนนี้มีความพร้อมแล้ว ทั้งด้านทรัพยากรพร้อม กฎระเบียบก็พร้อม และหากอยากให้พร้อมก็เลือกตนกลับมา เพราะตอนนี้ก็ปฏิรูปการศึกษาอยู่ปฏิรูปพลังงาน ให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในส่วนของพลังงาน ถึงแม้ว่าจะทำไม่ได้ทั้งหมดแต่ทุกอย่างในเวลาจำกัดเราก็ปูทางเอาไว้ ดังนั้นขอให้ประชาชนตัดสินใจเอาเองว่าคนไหนที่มีความตั้งใจที่จะทำสิ่งเหล่านี้ และมีความกล้าหาญมากเพียงพอที่จะทำสิ่งเหล่านี้

รัฐบาลนี้พูดคำว่า upskill และ reskill ตลอด เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กขนาดย่อยและทุกระดับมีการยกระดับตัวเองและสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น และเศรษฐกิจเหล่านี้ก็จะเป็นโอกาส เพราะประเทศที่สามารถชนะในยุค ai ได้คือประเทศที่คนทางสังคมเรียนรู้และปรับตัวได้มากที่สุด ซึ่งคือเป้าหมายในการสังคมของรัฐบาลชุดนี้

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่กำลังรับมือกับการพัฒนาใหม่ ๆ ในเรื่องของการเพิ่มทักษะใหม่ ๆ ก็คือเรื่องการสร้างสังคม เพราะคนเกิดน้อยลง ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัวแล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องทำ 3 เรื่องสำคัญคือ 1.การขยายอายุเกษียณราชการให้สอดคล้องกับความสามารถ 2.การพัฒนาระบบสาธารณสุขที่สามารถรองรับการดูแลทั้งระยะยาวและผู้สูงอายุผู้ป่วยเรื้อรังและบริการเชิงป้องกัน ซึ่งการปรับตัวอย่างรุนแรงของระบบสาธารณสุข หากไม่ทำตายแน่นอน เพราะคนไม่ตายระบบจะตาย เพราะยาก็ดี ค่ารักษาก็น้อย รวมไปถึงค่ารักษาฟรี

ดังนั้น คุณไม่ตาย หากโรงพยาบาลเต็มก็เอาอยู่ที่บ้านและให้การดูแลอย่างเต็มที่ ฉะนั้นจึงมีความสุขอย่างมากในเรื่องการยืดอายุคน เพราะ 60 ปีเกษียณไม่ได้ ต้องทำให้ติดเตียงใกล้อายุ 80 ต้องยังทำมาหากินได้ ไม่ไม่เป็นภาระให้คนรุ่นหลัง จึงต้องทำให้เขาไม่ป่วยด้วยระบบสาธารณสุข ขอให้รู้ว่าถ้าป่วยถือรักษาได้ และ 3.คือการยกระดับ ทักษะแรงงานสูงวัยวัย ซึ่งมองว่ามีโอกาสที่จะสามารถสร้างธุรกิจในการดูแลผู้สูงอายุของไทย และผู้สูงอายุที่มาจากต่างชาติ

พร้อมยุบสภา 12 ธันวา

“ส่วนเรื่องการเมือง ไม่ต้องไปฟัง เพราะไม่นานผมก็ยุบสภาแล้ว จะคืนอำนาจให้กับประชาชน ตอนนี้ตัวเลือกไม่เยอะขอให้ดูว่าพรรคไหนที่มีการเมืองที่ดีแล้วต้องมีการปฏิบัติที่ดีด้วย และต้องดูด้วยว่ามีความรู้มากพอที่จะปฏิบัติ และความกล้าพอที่จะทำหรือไม่มีความเก่งพอ และบารมีที่จะแสวงหาความร่วมมือหรือไม่ ซึ่งคิดว่าผมมีพอสมควร และเรื่องเหล่านี้ทุกคนต้องช่วยกัน เพราะปีหน้าอย่างไรก็ต้องเลือกตั้ง เพราะสภาพการเมืองที่ดำรงมาจนถึงจุดนี้ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าไปต่อไม่ได้ เพราะรัฐบาลเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่ต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะอภิปรายไปก็แพ้

และผมก็ยังว่า 31 มกราคมจะยุบสภา แต่หากรอไม่ไหวจะให้ยุบวันที่ 12 ธันวาคมก็พร้อมยุบ แต่หากมีอะไรที่ทำไว้แล้วไม่เสร็จหลายอย่างก็ต้องไปเบลม (ตำหนิ) คนนั้น มาว่าตนไม่ได้ ซึ่งมองว่าต่อให้อภิปรายดีหรืออภิปรายตอบโต้ดีแค่ไหนรัฐบาลก็แพ้ เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะไม่มีทางวินวิน วันนี้ผมไม่ได้ให้วินวินกับทางการเมือง แต่อยากให้วินวินกับประชาชน

เชื่อว่าพรรคของผมมีนโยบายดี ๆ ที่จะไปว่ากันในสนามเลือกตั้ง ขอใกล้ชิดกับการเมืองและใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเ พราะปีหน้าเป็นปีที่สำคัญ หากตัดสินใจถูกประเทศไทยก็ก้าวกระโดดเร็วและรุนแรง เพราะตอนนี้เรากลับเข้ามาสู่เรดาร์ได้แล้ว ทุกประเทศให้ความสำคัญและให้ความสนใจ

ขณะรู้ว่านายกฯ คนนี้อยู่แค่ 4 เดือนยังให้เวลาพบ แต่เขาเชื่อว่าสิ่งที่เราทำไว้ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อหวังรากฐาน ว่าไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาต้องยกรากฐานตัวนี้ แล้วนำไปทำต่อเพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเมืองจะปากดีปากเสียอย่างไรตนเชื่อว่าส่วนลึก ๆ ของทุกคนก็ต้องการทำประโยชน์ให้กับประเทศและพี่น้องประชาชน ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนยังต้องเคารพซึ่งกันและกันอยู่“

ในช่วงท้ายนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าคำว่าปรับเปลี่ยนและไปต่อเป็นสัจธรรมที่เกิดขึ้นกับคนทุกคน โดยเฉพาะคนที่มีหน้าที่ในการบริหารบ้านเมือง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อนุทิน ปรับ เปลี่ยน ไปต่อ พร้อมยุบสภา 12 ธันวา ไม่ยอมถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...